วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัด เปรียบเทียบเถรวาท - มหายาน

แบบฝึกหัด
๑.อธิบาย ความเป็นมาระหว่างนิกายมหายาน เถรวาทมีความแตกต่าง
          นิกายมหายานมีความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้
            การเกิดของนิกายนี้ค่อยเป็นค่อยไปและปรากฏเป็นนิกายชัดเจนในพุทธศตวรรษที่ ๕ จากพระสงฆ์พวกมหาสังฆิกะ ซึ่งสืบเนื่องมาจากพวกวัชชีบุตรคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๒ นิกายนี้เกิดขึ้น โดยมีความมุ่งหมายดังนี้คือ 
           ๑). เพื่อความคงอยู่ของพระพุทธศาสนาในอินเดียด้วยสู้กับลัทธิพราหมณ์
           ๒). เพื่อปรับปรุงวิธีเผยแผ่เสียใหม่แข่งกับลัทธิพราหมณ์
           ๓). เพื่อทำตนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ ในการเผยแผ่
                                    นิกายเถรวาทมีความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้
เถรวาท ( หินยาน ) ยึดมั่นอยู่ในธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามแบบเดิมตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนา ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยกพระธรรมวินัยไว้ในฐานะอันสูงส่งและศักดิสิทธิ์ แม้พระไตรปิฎกก็ไม่เปลี่ยนแปลง คงรักษาของเดิมซึ่งเป็นภาษามคธเอาไว้เป็นหลักเป็นธรรมนูญของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ใครจะแปลเป็นภาษาอะไรก็แปลไป แต่ไม่ทิ้งของเดิมคงรักษาของเดิมภาษามคธเป็นหลัก
เป็นสาเหตุที่สำคัญเพราะ
            ทั้ง ๒ นิกายนนี้มีจุดประสงค์คนละแนวทางกันมหายานยึดในหลัก
โพธิจิต สอนให้มนุษย์ตั้งความปรารถนาในโพธิญาณ ไม่ใช่มุ่งปรารถนาในอรหัตญาณดังความเชื่อในฝ่ายเถรวาท มหายานเชื่อในพุทธการกธรรม ยึดหลักของพุทธบารมีเป็นประทีปนำทาง แทนการเน้นในเรื่องอริยสัจ ๔ เช่นของฝ่ายเถรวาท
หลักการเชิงคุณภาพและปริมาณของศาสนิกชน
                 ของฝ่ายเถรวาท คือเอาคุณภาพของศาสนิกชนเป็นสำคัญ ยึดถือและคงไว้ซึ่งพระธรรมวินัยแลสิกขาบททุกข้อ ที่พระพุทธองค์เคยบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด ส่วนมหายานถือเอาทางด้านปริมาณ ดังนั้นปรัชญามหายานจึง ลดหย่อนผ่อนปรนพระธรรมวินัย เช่นในเรื่องสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เป็นเหตุ อปยคมนีย ที่นำไปสู่อบายภูมิลง คงไว้แต่สิกขาบทที่สำคัญส่วนใหญ่

เงื่อนไขของปณิธานในความปรารถนาพุทธภูมิ
                  มหายานมีความเชื่อมั่นต่อปณิธานที่ปรารถนาในพุทธภูมิ ผู้ที่บรรลุโพธิจิตหากมีความจำเป็นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติสิ่งใดแม้จะขัดกับพระธรรมวินัย หากแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของพระศาสนา แม้จะเป็นการกระทำถึงขั้นปาณาติบาตด้วยการเผด็จชีวิตต่อผู้ทรยศต่อพระศาสนา ก็พร้อมที่จะทำ แม้กรรมนั้นจำต้องทำให้พระโพธิสัตว์ต้องตกนรก ทั้งนี้เพื่อแลกกับบุญกุศลที่ได้คุ้มครองพระศาสนา

___________________________________________________

๒.เปรียบเทียบหลักคำสอนของเถรวาท มหายาน ที่แตกต่างกัน
                        ความแตกต่างระหว่างเถรวาทกับมหายาน
                         เถรวาท ถือเรื่องอริยสัจเป็นสำคัญ
                        มหายาน ถือเรื่องบารมีเป็นสำคัญ
                         เถรวาท ถือคุณภาพของศาสนิกชนเป็นสำคัญ
                         มหายาน ถือปริมาณเป็นสำคัญก่อนแล้วจึงค่อยปรับปรุงคุณภาพภายหลัง 
                        ดังนั้น จึงต้องลดหย่อนการปฏิบัติพระวินัยบางข้อลงเข้าหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและเพิ่มพิธีกรรมสังคีตกรรมเพื่อจูงใจคน ได้อธิบายพุทธมติอย่างกว้างขวางเกินประมาณเพื่อการเผยแผ่ จนทำให้พระพุทธพจน์ซึ่งเป็นสัจจะนิยมกลายเป็นปรัชญา และตรรกวิทยาไป
ข้อเหมือนกันระหว่างเถรวาทกับมหายาน
            พุทธศาสนาฝ่ายมหายานกับฝ่ายเถรวาท ต่างเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า จุดมุ่งหมายสูงสุดของสองนิกายนี้มีอยู่ร่วมกันคือ วิมุตติ ความหลุดพ้น จะมีข้อแตกต่างเพียงนิกายว่า จะตีความตามพระธรรมวินัยอย่างไร และเมื่อนำสารัตถะของนิกายมหายานกับหินยานมาเปรียบเทียบกันดู เราก็จะได้รับประโยชน์ทางปัญญาดังนี้คือ
            ๑. เถรวาท ( หินยาน ) ยึดมั่นอยู่ในธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามแบบเดิมตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนา ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยกพระธรรมวินัยไว้ในฐานะอันสูงส่งและศักดิสิทธิ์ แม้พระไตรปิฎกก็ไม่เปลี่ยนแปลง คงรักษาของเดิมซึ่งเป็นภาษามคธเอาไว้เป็นหลักเป็นธรรมนูญของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ใครจะแปลเป็นภาษาอะไรก็แปลไป แต่ไม่ทิ้งของเดิมคงรักษาของเดิมภาษามคธเป็นหลัก
            มหายานเป็นพวกก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลง มองพระพุทธพจน์ในแง่ปรัชญา วิพากษ์วิจารณ์ความหมายพระพุทธพจน์ไปในแง่ต่าง ๆ ตามความคิดของบุคคลแต่ละบุคคล ปรับปรุงธรรมวินัยไปตามกาลเทศะ เพื่อความเหมาะสมแก่ประชาชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน แล้วใช้ต้นฉบับนั้นเป็นหลัก
                                    สิ่งที่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด
๑. จุดมุ่งหมายปลายทางของทั้งสองนิกายเหมือนกันคือวิมุติ
๒. คำสอนทั้งสองนิกายเป็นประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์ในด้าน  ศีลธรรม และ จรรยา
๓. ทั้งสองนิกายสอนในเรื่องกฏแห่งกรรม
๔. ทั้งสองนิกายต่างยอมรับเรื่องความไม่จำกัดสรรพสิ่ง คือ ไม่มี  เริ่มต้น ไม่มีสิ้นสุด
     ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ
___________________________________________________

๓.การแตกแยกระหว่างมหายาน เถรวาท เกิดจากวัตถุ ๑๐ ประการนั้นจริง เพราะ
 วัตถุ ๑๐ ประการเหล่านี้คือ
     
๑. สิงคโลณกัปปะ พระภิกษุสั่งสมเกลือในกลักเขาเป็นต้น แล้วนำไปผสมอาหารอื่น ฉันได้ไม่เป็นอาบัติ ซึ่งผิดพุทธบัญญัติว่า ภิกษุสั่งสมของเคี้ยวของฉัน เป็นอาบัติปาจิตตีย์
     
๒. ทวังคุลกัปปะ ภิกษุฉันอาหารเวลาตะวันบ่ายล่วงไปแล้ว ๒ องคุลีได้ไม่เป็นอาบัติ ซึ่งขัดกับพระบัญญัติที่ห้ามภิกษุฉันอาหารในยามวิกาล ถ้าฉันเป็นอาบัติปาจิตตีย์
     
๓. คามันตรกัปปะ ภิกษุฉันจากวัด แล้วเข้าไปในบ้าน เขาถวายอาหารก็ฉันได้อีกในเวลาเดียวกัน แม้ไม่ได้ทำวินัยกรรมมาก่อนซึ่งขัดกับพระบัญญัติที่ห้ามภิกษุฉันอดิเรก ถ้าฉันต้องอาบัติปาจิตตีย์
     
๔. อาวาสกัปปะ อาวาสใหญ่มีสีมาใหญ่ ทำอุโบสถแยกกันได้ ในพระวินัยห้ามการทำอุโบสถแยกกัน ถ้าแยกกันเป็นอาบัติปาจิตตีย์
๕. อนุมติกัปปะ ถ้ามีภิกษุที่ควรนำฉันทะมามีอยู่ แต่มิได้นำมาจะทำอุโบสถก่อนก็ได้ แต่พระวินัยห้ามไม่ให้กระทำเช่นนั้น
     
      ๖. อาจิณกัปปะ ข้อปฏิบัติอันใดที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครูบาอาจารย์ แม้ประพฤติผิดก็ควร
     
    ๗. อมัตถิกกัปปะ ภิกษุฉันอาหารแล้วไม่ได้ทำวินัยกรรมก่อน ฉันนมสดที่ไม่ได้แปลเป็นนมส้มไม่ควร แต่วัชชีบุตรว่าควร
     
    ๘. ชโลคิง ปาตุง เหล้าอ่อนที่ไม่ได้เป็นสุราน้ำเมาฉันได้ ซึ่งขัดพระวินัยที่ห้ามดื่มน้ำเมา
     
    ๙. อทศกัง นิสีทนัง ภิกษุใช้ผ้านิสีทนะที่ไม่มีชายก็ควร
     
    ๑๐. ชาตรูปรชตัง ภิกษุรับเงินและทองก็ได้
        ในเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการที่กล่าวแล้วในตอนต้นนั้น เป็นความแตกต่างด้วย และเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกด้วย เพราะว่าในเรื่องของสิกขาบทเล็กๆน้อยๆนั้น ฝ่ายเถรวาทไม่กล้าที่จะถอนและตั้งขึ้นใหม่ แต่ทางฝ่ายมหายาน บางท้องที่ไม่ได้เน้นทางพระวินัยมากมายนัก แต่จะวิวัฒนาการไปตามกระแสโลก และเน้นหนักไปทางของความหลุดพ้นเสียมากกว่า
                        ดังมีพุทธพจน์ในเรื่องจิตเดิมแท้ที่ว่า
ปภสฺสรมิทํ  ภิกขเว  จิตตํ  อาคนฺตุเกหิ  อุปกิเลเสหิ  อุปกิลิฏฺฐํ
 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จิตนี้ประภัสสร  เศร้าหมองแล้วเพราะกิเลส
เป็นอาคันตุกะจรมา
อาจเป็นเพราะพุทธพจน์บทนี้ที่ทำให้ทางฝ่ายมหายาน ไม่เน้นในเรื่องพระวินัยเสียมากนักคงเน้นหนักทางการบรรลุโพธิสัตย์เสียมากกว่า

___________________________________________________

แบบฝึกหัดธรรมภาคปฏิบัติ ๕

แบบฝึกหัดธรรมภาคปฏิบัติ ๕
๑.ตอบ  การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานตามในที่มาสติปัฏฐานสูตรมีวิธีการปฎิบัติอย่างนี้คือ
ในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๔ ทีฆนิกาย มหาวรรค หน้า ๓๑๐-๓๑๔ อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑๔ วิธีอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะตรัสเวทนานุปัสสนา ๙ วิธี จึงตรัสว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนาเป็นอย่างไรเล่า เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขเวทนา ความว่า ภิกษุกำลังเสวยเวทนาที่เป็นสุข ทางกายก็ดี ทางใจก็ดีก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา จะวินิจฉัยในคำนั้น แม้เด็กทารกที่ยังนอนหงาย เมื่อเสวยสุขในคราวดื่มนมเป็นต้นก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาก็จริงอยู่ แต่คำว่า สุขเวทนาเป็นต้นนี้ มิได้ตรัสหมายถึงความรู้ชัดอย่างนั้น เพราะความรู้ชัดเช่นนั้น ไม่ละความเห็นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ไม่ถอนความสำคัญว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ไม่เป็นกัมมัฏฐานหรือสติปัฏฐานภาวนาเลย ส่วนความรู้ชัดของภิกษุนี้ ละความเห็นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ถอนความสำคัญ ว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้ ทั้งเป็นกัมมัฏฐาน เป็นสติปัฏฐานภาวนา ก็คำนี้ตรัสหมายถึงความเสวยสุขเวทนาพร้อมทั้งที่รู้ตัวอยู่ อย่างนี้ว่า ใครเสวย ความเสวยของใครเสวยเพราะเหตุไร
        สักว่าเวทนาไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
ยกตัวอย่าง ในปัญหาเหล่านั้น ถามว่า ใครเสวย ตอบว่า มิใช่สัตว์หรือบุคคลไรๆ เสวย ถามว่า ความเสวยของใคร ตอบว่า มิใช่ความเสวยของสัตว์ หรือบุคคลไรๆ ถามว่า เสวยเพราะเหตุไร ตอบว่า ก็เวทนาของภิกษุนั้นมีวัตถุเป็นอารมณ์ อย่างเดียว เหตุนั้น เธอจึงรู้อย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเสวยเวทนา เพราะทำวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา มีสุขเวทนา เป็นต้นนั้นๆ ให้เป็นอารมณ์ ก็คำว่า เราเสวยเวทนา เป็นเพียงสมมติเรียกกัน เพราะยึดถือความเป็นไปแห่งเวทนานั้น เธอกำหนดว่า สัตว์ทั้งหลาย เสวยเวทนาเพราะ ทำวัตถุให้เป็นอารมณ์อย่างนี้ พึงทราบว่า เธอย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาเหมือนพระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งสำนักอยู่ที่จิตตลบรรพต
                        สติกำหนดเวทนา เป็นอริยสัจ
ในเวทนานุปัสสนานี้ สติอันกำหนดเวทนา เป็นอารมณ์ เป็นทุกขสัจ ตัณหาที่มีในก่อน อันยังสติ
กำหนดเวทนา เป็นอารมณ์นั้นให้ตั้งขึ้น เป็นสมุทัยสัจ การหยุดทุกขสัจ และสมุทัยสัจทั้งสอง เป็นนิโรธสัจ อริยมรรคอันกำหนดทุกข์ ละสมุทัย มีนิโรธเป็นอารมณ์เป็นมรรคสัจ ภิกษุโยคาวจร ขวนขวายโดยทางสัจจะ ๔ อย่างนี้ ย่อมบรรลุนิพพานดับทุกข์ได้แล นี้เป็นทางปฏิบัตินำทุกข์ออกจนถึงพระอรหัต ของภิกษุผู้กำหนดสติกำหนดเวทนาเป็นอารมณ์ อย่างนี้แล
______________________________________________



๒.ตอบ วิปัสสนูปกิเลส  หมายถึง ปัสสนูปกิเลส หรืออุปกิเลส ๑๐ แห่งวิปัสสนา หมายถึง สิ่งที่ทําให้ใจขุ่นมัวหรือหลง จึงทําให้รับธรรมได้ยาก ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนา กล่าวโดยย่อก็คือ  วิปัสสนูปกิเลส หรืออุปกิเลส ๑๐ แห่งวิปัสสนา หมายถึง สิ่งที่ทําให้ใจขุ่นมัวหรือหลง จึงทําให้รับธรรมได้ยาก ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนา กล่าวโดยย่อก็คือ กิเลสที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนานั่นเอง จึงหมายรวมถึงสมาธิและฌานอันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติวิปัสสนาด้วย  เป็นกิเลสชนิดที่ทําให้ติดได้อย่างเหนียวแน่นและยาวนานและให้โทษรุนแรงได้  ที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงญาณหรือความเข้าใจยังไม่พร้อมบริบูรณ์  จึงไปติดอยู่ในผลของสมาธิหรือฌานอย่างผิดๆคือติดเพลิน หรือมิจฉาญาณด้วยความเข้าใจยังไม่ถูกต้องหรืออวิชชาเป็นเหตุนั่นเอง  และถ้าไม่รู้ระลึกเลยโดยไม่แก้ไขแล้วก็จักติดอยู่ที่นี่ทําให้ไม่สามารถเข้าไปถึงปัญญาชอบ(สัมมาญาณ)อย่างแท้จริงได้  เมื่อไม่แก้ไขจึงส่งผลร้ายตามมา คือ ก่อให้เกิดผลร้ายทั้งทางจิต เช่น หดหู่  วิกลจริต วิปลาส และทางกาย เช่น เจ็บปวด, เจ็บป่วยต่างๆ ตามมาได้อย่างคาดคิดไม่ถึง(อ่านรายละเอียดของอาการต่างๆได้ใน ติดสุข)  และเมื่อเกิดผลร้ายขึ้นก็ยังไม่รู้ตัวอีกเสียด้วยว่า เป็นเพราะปฏิบัติผิดด้วยอวิชชา
 แต่พึงระลึกว่าเกิดแต่การปฏิบัติผิด อย่างไม่ถูกต้อง,ไม่แก้ไขนั่นเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะการปฏิบัติพระกรรมฐานโดยตรง  จึงไม่ใช่เรื่องที่จะไปโทษหรือไปกลัวในการปฏิบัติธรรมหรือพระกรรมฐานแต่อย่างใด  แต่เป็นเพราะอวิชชาจึงไปติดเพลิน,เพลิดเพลินเสียแต่ในผลคือความสุข,สงบ,สบายต่างๆที่เกิดขึ้นจากฌาน,สมาธิ  จึงยังให้เกิดวิปัสนูปกิเลสเหล่านี้ขึ้นนั่นเอง กล่าวคือก่อให้เกิดอาการต่างๆที่เรียกกันทั่วไปว่า ติดสุข  ติดนิมิตหรือติดโอภาส  ติดปีติ  ติดสงบ  ติดสบาย  ติดผู้รู้  ติดแช่นิ่งอยู่ภายในหรือจิตส่งในโดยไม่รู้ตัว ฯ
         ถ้ากล่าวกันอย่างเน้นชัดแล้วก็กล่าวได้ว่า วิปัสสนูปกิเลส มักเกิดจากการปฏิบัติพระกรรมฐานหรือก็คือการปฏิบัติสมถวิปัสสนานั่นเอง  แต่ไปหลงเน้นปฏิบัติแต่ฝ่ายสมถะหรือสมาธิจนเสียการ โดยขาด
______________________________________________

๓.ตอบ  อินทรีย์ความเป็นใหญ่, สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน, ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทำหน้าที่อย่างหนึ่ง ๆ เช่น ตาเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน ศรัทธาเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธาเป็นต้น
                อินทรีย์ ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2. อินทรีย์ ๕ ตรงกับ พละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ธรรม ๕ อย่างชุดเดียวกันนี้ เรียกชื่อต่างกันไป ๒ อย่าง ตามหน้าที่ที่ทำ คือ เรียกชื่อว่า พละ โดยความหมายว่า เป็นกำลังทำให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้เรียกชื่อว่า อินทรีย์ โดยความหมายว่าเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างคือความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ
                การปรับอินทรีย์  ( ปัญญา + ศรัทธา + วิริยะ ) + ( ศีล(สติ) + สมาธิ  )  อันนี้ต้องเกิดพร้อมกันปัญญานำก่อนดีที่สุด  พาตกมรรคาได้เร็วที่สุด เพราะคนมีปัญญาจะมีมานะสูงต้องดูวาระของจิต
ว่าการปฏิบัติของแต่ละครั้งมีผลอย่างไรถ้าใหม่ๆต้องอาศัยการสอบอารมณ์
__________________________________________
๕.ตอบ วิปัสสนาภูมิ ๖ แตกต่างกันอย่างนี้คือ วิปัสสนาภูมิ ๖ ประกอบด้วย ๑. ขันธ์ ๕
 ๒. อายตนะ ๑๒   ๓. ธาตุ ๑๘    ๔. อินทรีย ๒๒  ๕. ปฏิจจสมุปปาท   ๖. อริยสัจจ ๔
ขันธ์ ๕ ก่อน มีขันธ์ อยู่ ๕ ขันธ์คือ ๑. รูป ๒.เวทนา ๓.สัญญา ๔.สังขาร ๕.วิญญาณ
 รูป จัดเป็นรูปธรรม คือสิ่งที่ เห็นได้ด้วยตา ได้ยินได้ด้วยหู สัมผัสกลิ่นได้ด้วยจมูก และสุดท้ายสัมผัสได้ด้วยกายเวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ จัดเป็นนามธรรม คือรู้ได้ด้วยใจอย่างเดียว
 ดังนั้นขันธ์ ๕ ก็คือ รูปธรรม + กับนามธรรม หรือกล่าวโดยย่อก็คือ รูปนาม นั้นเอง
__________________________________________
๗.ตอบ อุปกิเลส โทษเครื่องเศร้าหมอง,สิ่งที่ทำจิตใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก มี ๑๖ อย่าง คือ ๑.อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือก ควรไม่ควร ๒. โทสะ คิดประทุษร้าย
. โกธะ โกรธ ๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ ๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ๖. ปลาสะ ตีเสมอ ๗. อิสสา ริษยา ๘. มัจฉริยะตระหนี่ ๙. มายา เจ้าเล่ห์ ๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด ๑๑. ถัม-ภะ หัวดื้อ ๑๒. สารัมภะ แข่งดี ๑๓. มานะ ถือตัว ๑๔.อติมานะ ดูหมิ่นท่าน ๑๕. มทะ มัวเมา ๑๖. ปมาทะ เลินเล่อ หรือละเลย
__________________________________________
๘.ตอบ การทำสมาธิ ตามหลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ถึง 40 วิธี ทุกวิธีล้วนเป็นไปเพื่อจุดหมายเดียว คือการทำให้จิตใจสงบแต่ที่วิธีการมีเยอะนั้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า สมถกรรมฐาน เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นฐานนิสัยของแต่ละคน โดยพระพุทธองค์ทรงแบ่งพื้นฐานนิสัยไว้ 6 ประเภท เรียกว่า จริต 6 อาทิเช่น คนที่มีราคะจริต คือหลงไหลในของสวยงามง่าย ควรพิจารณาความไม่งาม(อสุภะ) ความไม่เที่ยง- ความไม่แน่นอนในสังขารต่างๆ(อนิจจัง) เพื่อให้ใจไม่ติดในราคะได้ง่าย จะได้ทำสมาธิได้ง่าย เพราะเมื่อหลับตาทำสมาธิแล้ว ใจเราชอบอะไร คุ้นอะไร ก็จะมีภาพนั้นปรากฏขึ้นมาในใจสมาธิ ในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต แต่สมาธิในความหมายของการฝึกปฏิบัติ คือการทำใจนิ่งๆ ว่างๆ เฉยๆ ร่างกาย ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจ หาก หยุด นิ่ง เฉย ได้แล้วจะยิ่งมีพลัง เหมือนการรวมโฟกัสของแสง ให้เป็นจุดเดียวกัน ย่อมมีพลัง ที่จะจุดไฟให้ติดได้ การทำสมาธิมีปรากฏในหลายศาสนา ซึ่งรวมถึง พุทธศาสนา ฮินดู และ เต๋า และยังคงรวมถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่น โยคะ
__________________________________________

แบบฝึกหัด เกี่ยวกับศาสนา ๑

แบบฝึกหัด
๑.ตอบ   นิกายทั้ง ๓ นิกายมีความแตกต่างกันอย่างนี้คือ
นิกายโรมันคาทอลิกมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ นักบุญเปโตร ได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร อาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นสันตะปาปาคนแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังในฐานะ " ผู้ดูแลฝูงแกะ" ของพระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมาจนปัจจุบัน พระสันตะปาปาจึงมิได้อยู่ในฐานะนักบวชเท่านั้น แต่เป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง นิกายโรมันคาทอลิกจึงเป็นนิกายที่มุ่งมั่นให้สัตบุรุษมีศรัทธา และปฏิบัติตามพระศาสนจักร เพราะศาสนจักรเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งสวรรค์ และเป็นองค์การที่สามารถนำประชาชนไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามภาระกิจ ที่พระเจ้าได้มอบไว้
เดิมทีศาสนาคริสต์ยังไม่แบ่งแยกเป็นนิกาย ต่อเมื่อเกิดการแยกตัวของนิกายใหม่ ผู้ปฏิบัติในแนวทางเดิม (ที่ผ่านการเติบโตและดัดแปลงจากสมัยนักบุญเปโตร) จึงได้รับการแยกแยะว่าเป็นนิกายดั้งเดิม แตกต่างจากนิกายใหม่ เหตุการณ์แบ่งแยกครั้งแรกเกิดในรัชสมัยของ จักรพรรดิคอนสแตนติน เมื่อพระองค์ได้ตั้งราชธานีใหม่ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน พระราชทานนามว่า "คอนสแตนติโนเปิล" หรือ โรมันตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ อาณาจักรไบแซนไทน์ อาณาจักรนี้มีความอิสระแยกออกจาก โรมันตะวันตก ซึ่งมี กรุงโรม เป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน จึงตีตนออกห่าง แยกการปกครองเป็นเอกเทศ รวมถึงการปกครองทางศาสนา มีความเป็นอิสระจากกรุงโรม ไม่ยอมรับในพระราชอำนาจของพระสันตะปาปา จึงทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกาย กล่าวคือ อาณาจักรโรมันตะวันตกได้รับอิทธิพลจากสำนักวาติกัน ซึ่งการศาสนามีบทบาทกลมกลืนกับสังคมและการเมือง นับถือ นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนอาณาจักรโรมันตะวันออกได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของเอเชีย นับถือ นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์
นิกายออร์โธดอกซ์
มาจากคำว่า Orhtos เป็นคำภาษากรีก แปลว่าสัจธรรม หรือความเที่ยงตรง ผสมกับคำว่า Doxa เป็นภาษากรีกเช่นกัน แปลว่า ศรัทธารวมกัน หมายถึงความเชื่อ ตามบัญญัติอันแท้จริงในพระคัมภีร์เดิม เป็นนิกาย แรก ที่แยกตัวออกมาเป็นอิสระจากสำนัก วาติกันในกรุงโรม โดยมีสาเหตุใหญ่ที่สุดคือ การปฏิเสธในอำนาจของ พระสันตะปาปา ประกอบกับ มีพื้นภูมิประเทศที่ห่างไกล จากอำนาจของโรมันตะวันตก จึงเป็นการง่ายที่จะตั้งตนเป็น อิสระ และปฏิบัติพิธีกรรมความเชื่อ ไปตามวัฒนธรรมดั้งเดิม ของตนผสมผสมผสานกับความเชื่อใน คริสตศาสนา ดังนั้นนิกายออร์ธอด็อกซ์ จึงมีลักษณะที่ค่อนข้างแปลกแยก จากพวกคาทอลิค และพวกโปรเตสแตนด์ ลัทธิออร์โธดอกซ์กำเนิดในปาเลสไตน์ เกิดในปีความศ.1054 โดยหลังจาก พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์แล้ว 2 เดือน ศิษย์ของพระเยซู เดินทางไปเผยแผ่ศาสนา เปรโตไปกรุงโรม ขณะที่เปาโลไปกรีซ ต้นสายของออร์โธดอกซ์ จึงมีรกรากอยู่ที่ภูเขาอาธอส ในประเทศกรีซ
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดกับนิกายคาทอลิกในสมัยนั้นคือ ออร์โธดอกซ์ ถือพระผู้เป็นเจ้า และพระเยซู เป็นหนึ่งเดียว บุคคลจึงไม่ต้องไปขอไถ่บาป กับบาทหลวงผู้ใด สำหรับโรมันคาทอลิก แยกสายไปที่กรุงโรมเมื่อปี ความศ. 50 ก่อนหน้านี้ ปัจจุบันนี้ นิกายออร์ธอด็อกซ์มีอิสระภาพในด้านความเชื่อและการปกครองของตนเอง โดยไม่ต้องขึ้นต่อ สำนักวาติกัน ของโรม มีปาตริอาร์ค เป็นประมุข แต่ก็มีออร์ธอด็อกซ์ บางกลุ่ม ที่ยังขึ้นต่อ สำนักวาติกัน เรียกว่า ออร์ธอด็อกซ์คาธอลิค พวกนี้มีพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นแบบตะวันออก แต่ระบบการปกครอง อยู่ภายใต้การชี้นำ ของสำนักวาติกัน ประเทศที่นับถือนิกาย ออร์ธอด็อกซ์ส่วนมากเป็นพวกยุโรปตะวันออก เช่น โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย รัสเซีย ฯลฯ
โปรเตสแตนต์
              มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและชีวิต คริสตชน โดยเรียกพวกที่ไม่ใช่คาทอลิค หรือออร์ธอด็อกซ์ว่า "โปรเตสแตนด์" (Protestant) ซึ่งแปลว่า "ประท้วง", "ผู้คัดค้าน" แยกตัวในปี ความศ. 1529 โดยมาร์ติน ลูเธอร์ ชาวเยอรมัน และผู้สนับสนุน ในยุคที่ฝ่ายคาทอลิกเกิดปัญหาขึ้นมากมาย ทั้งในหมู่คณะสงฆ์ และการตีความพระคัมภีร์
มาร์ติน ลูเธอร์ (1483-1546) เกิดที่แซกซอน ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนยากจน แต่มีโอกาสได้ร่ำเรียน ได้รับการศึกษาสูงจนจบปริญญาเอก และได้ศึกษาเทวศาสตร์ และได้เป็นครูในมหาวิทยาลัย มีผู้รักใคร่ เชื่อถือ จำนวนมาก ต่อมาลูเธอร์ มีโอกาส เข้าสู่ชีวิตนักบวชและแสวงบุญที่กรุงโรม และตะลึง ที่เห็นว่า สังฆราชมีชีวิตอยู่ ฟุ้งเฟ้อ เลิศเลอ จนเกินเหตุ จึงเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา ต่อมาได้ตีความพระคัมภีร์ ไบเบิล และวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาศาสนาของยุคกลาง พระศาสนจักร ซึ่งในขณะนั้นมีการขายใบบุญกันมาก ความคิดของ มาร์ติน ลูเธอร์ ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก แล้วแพร่หลาย ออกไปทั่วยุโรป การเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้พระสันตะปาปา และฝ่ายสังฆราช ไม่พอใจและประกาศบัพพาชนียกรรม มาร์ติน ลูเธอร์ ต่อมาทางฝ่ายสังฆราชบัญญัติกฎที่หาประโยชน์แต่กลุ่มของตนเอง เอาเปรียบหลอกเงินชาวบ้าน ลูเธอร์ จึงเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลาย มาหารือกันว่าจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างไรดี เรื่องกระทบไปถึงวงการการเมือง เพราะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 แห่งเยอรมนี เกรงว่าความแตกแยกทางศาสนา จะทำให้กลุ่มแตกแยก ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว กระเทือนบัลลังก์ของพระองค์ จึงให้เปิดสภาไต่สวน เพื่อเอาผิด ลูเธอร์ ซึ่งปรากฏว่า สภาจับผิด อะไรไม่ได้ แต่ก็ลงเอยด้วยการประกาศให้ลูเธอร์ เป็นคนนอกศาสนาอยู่ดี สุดท้าย ลูเธอร์ แต่งหนังสือบรรยาย ความเห็น แสดงลัทธิใหม่ แปลคัมภีร์ไบเบิลออกมา เป็นถ้อยคำที่ชาวบ้านทั่วไป อ่านแล้วเข้าใจ จึงเป็นที่แพร่หลาย มาจนถึงปัจจุบัน
๒.ตอบ ความรักในศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาคริสต์อย่างนี้คือ
                ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุดความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัวไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียวไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิดแต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอและทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสิ้นสุดเปรียบเสมือนความรักที่พระเยซูมีต่อเรา โดยลงมาตายบนไม้กางเขน ที่หาค่าไม่ได้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ปรารถนาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับคืนดีกับเราอีกไม่มีรักใดจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน''และเหตุฉะนั้นจึงตั้งอยู่ ๓ สิ่ง
 ความเชื่อ ๑ ความหวังใจ ๑ ความรัก ๑  แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุดนอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังเตือนว่าการมีทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าหากปราศจากความรักแล้วจะมีคุณค่าก็หามิได้เลยแม้ข้าพเจ้าจะพูดภาษาแปลกๆที่เป็นภาษามนุษย์หรือทูตสวรรค์ได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไป เผาไฟ(สำเนาโบราณบางฉบับว่า เอาตัวไปเพื่อข้าพเจ้าจะอวดได้) แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไปพระองค์เอง ยังทรงย้ำอีกว่า คนที่เป็นสาวกของพระองค์ต้องมีความรัก หากไม่มีความรัก ไม่ใช่สาวกของพระองค์
                ศาสนาพุทธความรักคือความทุกข์ รักน้อยทุกข์น้อย รักมากทุกข์มาก ไม่รักเลยไม่ทุกข์เลย
หากแต่คำกล่าวนี้ แท้จริงไม่ได้สื่อความว่าไม่ให้คนเรารักกัน แต่ความรักที่ให้แก่กันจะต้องเป็นความรักที่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจอย่างมีเมตตาไม่คิดยึดติดในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียงหรือความรู้สึกต่อความรักนั้นๆ การแผ่เมตตาก็ถือเป็นความรักรูปแบบหนึ่ง
                สรุป  ในเทวิทยาศาสนาคริสต์ ความกรุณาหรือความรัก (agapē) อันเป็นคุณความดีทียิ่งใหย่ที่สุดในความดีสามประการแห่งนักบุญบริสุทธิ์Deus caritas est - "พระเจ้าคือความรัก" นอกจากนี้ยังมีความรักกรุณาที่ว่าความกรุณาได้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ รักพระเจ้าและรักในมนุษย์ "จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง"
                และในพระพุทธศาสนายังมีข้อที่กล่าวถึงความกรุณาคือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นหรือสรรพสัตว์พ้นทุกข์ หรือการเห็นผู้อื่นหรือสรรพสัตว์เป็นทุกข์หรือตกอยู่ในทุกข์แล้วทนอยู่ไม่ได้ ต้องหาทางช่วยเหลือเต็มที่ในพระพุทธศาสนา เมตตา เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรม หรือพรหมวิหารสี่ ซึ่งประกอบไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา โดยเป็นปัจจัยให้เกิดพรหมวิหารอื่นได้
                ๓.ตอบ   คัมภีร์ใบเบิลได้สอนเรื่องเหล่านี้คือ
พระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนนั้นได้รับการดลใจจากพระเจ้า ผ่านทางมนุษย์ที่ถูกเลือกให้เขียนพระคัมภีร์ในบทนั้นๆมีจำนวน ๗๓ เล่ม ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิม กับพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูเจ้าประสูติ ส่วนใหญ่เขียนเป็นภาษาฮีบรู มีบางส่วนถูกเขียนด้วนภาษากรีก และภาษาอิยิปต์ ส่วนพันธสัญญาใหม่ ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูเจ้าประสูติแล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูเจ้าตลอดพระชนม์ชีพ
ไบเบิล (Bible) (มาจากภาษากรีกว่า บิบลิออน แปลว่า หนังสือ) เป็นหนังสือที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับ พระเจ้า, มนุษย์, ความบาป และแผนการของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความเป็น บาป   สู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของ ศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาย ของ ชาวยิว
พันธสัญญา คือ สัญญาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์
                พันธสัญญาเดิม และ พันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิม  เป็นสัญญาของพระเจ้าให้กับชาวยิว         พันธสัญญาใหม่ เป็นสัญญาของพระเจ้าให้กับมนุษย์ทั้งมวล
                *ด้วยพันธสัญญาทั้ง ๒ ฉบับนี้ทำให้ศาสนาคริสต์ขยายตัวได้เร็ว*
                                คัมภีร์พระไตรปิฏกสอนเรื่องเหล่านี้คือ
พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่สำคัญของพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคัมภีร์ของศาสนาอื่น เป็นหนังสือที่บอกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและข้อปฏิบัติที่สาวกพึงนำมาปฏิบัติ  อีกทั้งยังเป็นหนังสือที่คงไว้ซึ่งประโยชน์แก่บุคคลทั่วไปผู้ที่มีความสนใจได้เป็นอย่างมาก คำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้านั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด การที่เราจะได้ยินได้ฟังด้วยตัวเราเองนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะพระองค์ทรงดับขันธปรินิพพานนานแล้ว จึงมีแต่เพียงตำราเท่านั้นที่จะให้เราได้ศึกษา และถือว่าพระไตรปิฎกนั้นเป็นตำราที่สมบูรณ์ที่สุดที่ได้บันทึกเรื่องราวทั้งของพระพุทธเจ้า พระสาวก และคำสอนต่างๆ ของพระองค์ ดังนั้นจึงมีแต่เพียงพระไตรปิฏกเท่านั้นที่เราสามารถศึกษาหลักคำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้าได้
                ฉะนั้น ผู้ที่จะศึกษาพระไตรปิฎกควรทราบถึงประวัติความเป็นมาของพระไตรปิฎก เพื่อให้ทราบว่าพระไตรปิฎกเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นในสมัยใด เป็นต้น
__________________________________________________________________
๔.ตอบ  จุดเด่นของพระพุทธศาสนา
                                -เป็นศาสนาแห่งความรู้และความจริง
                                -เป็นศาสนาแห่งความอิสรเสรีภาพ
-เป็นศาสนาอเทวนิยม
                                                -เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ
                                -เป็นกรรมวาท กิริยาท วิริยวาท
                                -เป็นวิภัชชวาท
                                -เป็นศาสนาแห่งปัญญา
                                -เป็นศาสนาที่เชื่อว่ามนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกฝนพัฒนา
                                -เป็นศาสนาแห่งการศึกษา
                จุดด้อยของพระพุทธศาสนา
                                -สาวกทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
                                -เป็นหลักคำสอนขัดต่อความรู้สึก
                                -เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งมากเกินไป
                                -ผู้ศึกษาจับต้นชนปลายไม่ถูก
                                -ผู้สืบทอดมีน้อย
                                -มีการเผยแผ่ไม่ทั่วถึง
                                -คนสนใจน้อย
                                -สิ่งจูงใจมีอิทธิพลมากกว่า
                                -มีการประพฤตินอกรอย
จุดเด่นของศาสนาคริสต์
                -มีคำสอนที่ลึกซึ้ง
                -มีต้นทุนในการเผยแผ่เยอะ
                -เข้าถึงมวลชน
                -มีคนน้อยแต่มีอำนาจ
                -มีความสามัครคีกันมาก
                -เป็นคำสอนที่ทำให้ผู้ศึกษาคล้อยตาม
                -เป็นศาสนาที่เน้นเรื่องความรัก
                -ผู้มาเผยแผ่มีกลวิธีในการเผยแผ่
                -มีการชักชวนให้มานับถือ
                -ผู้เข้ามานับถือได้รับประโยชน์
                -เป็นศาสนาที่คนมีหน้าตาในสังคมนับถือ
จุดด้อยของศาสนาคริสต์
                                -เป็นหลักธรรมที่พิสูตรไม่ได้กับวิทยาศาสตร์
                                -เป็นการบังคับให้นับถือ
                                -มีการเผยแผ่โดยลัทธิทางการเมือง
                                -เน้นอภินิหารมากเกินไป
                                -ไม่เป็นที่โดดเด่นทางสังคม
                                -ไม่สามมารถต่อเติมความคิดให้สูงขึ้นไปได้
                                -ผู้ที่เข้ามานับถือล้วนแต่ต้องการผลประโยชน์
                                -ไปเผยแผ่ไม่ทั่วถึงในบางที่
                                -ไม่ได้ผลทางการเผยแผ่
______________________________________________________________________
๕.ตอบ คริสต์ศาสนาเผยแผ่ไปในประเทศต่างๆมียุทธศาสตร์ในการเผยแผ่อย่างนี้คือ
                                ๑.การเข้าหาผู้นำประดับประเทศตัวอย่างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์พวกบาทหลวงฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาไม่นานก็มองสภาพการต่าง ๆ ออกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ มาในระยะแรกประเทศที่ถือเป็นมหาอำนาจทางทะเลและสามารถล่าอาณานิคมได้ทั่วโลกคือประเทศโปรตุเกสกับประเทศสเปนประเทศทั้งสองได้เดินทางสำรวจโลกทางทะเลได้พบหมู่เกาะและทวีปต่าง
               ๒.การจัดสรรที่ดิน องค์การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย  พิจารณาเห็นตรงกันว่าการมีที่ดินไว้ ในครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์เป็นเครื่องมือในการประกาศศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  โดยเฉพาะองค์การคริสต์ฝ่ายโรมันคาทอลิก มีจุดมุ่งหมายประการแรกคือ  การซื้อที่ดินและจัดสรรที่ดินโดยการรวบรวมผู้ที่เข้ารีตใหม่หรือสนใจที่จะเข้านับถือคริสต์มาอยู่ในที่แห่งเดียวกัน  นั้นก็คือ เมื่อซื้อที่ดินได้หมดแล้ว  บาทหลวงก็จัดการสร้างโบสถ์  โรงเรียน  โรงพยาบาล  รวมทั้งหมู่บ้านขึ้นเป็นเอกเทศ  เป็นเขตเฉพาะที่ควบคุมและปกครองให้เป็นเอกภาพ  เพื่อเป็นการสร้างสังคมใหม่วัฒนธรรมใหม่ให้ขาดจากประเพณีวัฒนธรรมเดิมเพื่อให้เข้าอยู่ในบรรยากาศวัฒนธรรมใหม่  คือวัฒนธรรมคริสต์แทนซึ่งเป็นจุดหมายที่ทางศาสนาคริสต์ที่ตั้งเอาไว้ เช่นที่เกาะดอนโดน จังหวัดนครพนม  บาทหลวงเกโก  ได้นำชาวคริสต์เข้าจับจองที่ดิน  แล้วจัดสรรที่ดินให้พวกที่เข้ารับศีลล้างบาปใหม่ ๆ เหล่านั้น  ประสบผลสำเร็จ
                                ๓.การจัดตั้งสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล อารยธรรมต้องอาศัยการศึกษา 
ต้องอาศัย อุปนิสัยอุปนิสัยต้องอาศัยศาสนา ศาสนาต้องพึ่งอาศัยพระคริสต์ และการรักษาโรคทำให้พระคริสต์ปรากฎองค์การทางศาสนาคริสต์ในประเทศไทยนิยมทำการเผยแพร่โดยตั้งโรงพยาบาลและโรงเรียน   และมีบาทหลวงผู้สอนนักศึกษาเป็นผู้นำอย่างสำคัญ       และในการตั้งไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน  วิทยาลัย  โรงพยาบาล  หรือสถาบันค้นคว้า หรือเผยแพร่วิทยาการ หรือให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ   แม้แต่ช่วยเหลือผู้อพยพภัยทางการเมือง  ภัยตามธรรมชาติหรืออุปัทวเหตุใด ๆ ก็ตาม  จุดประสงค์หลักที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมเหล่านั้นคือ  ความพยายามกลับใจรับผู้บริการให้ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์  ประวัตร  ผลวัฒนะ  ได้กล่าวถึง  งานหมอของบรัดเลย์  ตอนหนึ่งว่า  ก่อนจะจ่ายยาเขาจะให้คนไข้สวดมนต์และอ่านพระคัมภีร์เสมอ  เพื่อจูงใจให้เห็นว่าพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์
                                ๔.การใช้สื่อสารมวลชน การสื่อสารเป็นหัวใจของงานเผยแพร่ ทหารใช้ปืน
     เครื่องมือในการรบฉันใด  นักเผยแพร่ย่อมใช้สื่อสาร เป็นอาวุธฉันนั้นอุดมการณ์ของกิจการเผยแพร่ที่บาทหลวงตระหนักคือ  การทำให้คนอื่นเข้าใจและรู้ศาสนาคริสต์  ซึ่งต้องอาศัยอุปกรณ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ เช่น  สื่อสารด้านการฟัง  เช่น การบันทึกเทปหรือแผ่นเสียง  ด้านพูด  เช่น การโฆษณา  ปาฐกถา  การบรรยาย  เทศนา  เป็นต้น  ด้านการเขียนมีหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ  ทั้งรายปักษ์  รายสัปดาห์  รายวัน  เป็นต้น  ด้านการดูการอ่าน  เช่น  โทรทัศน์ภาพยนต์  สไลด์  เป็นต้น
                     ______________________________________________________________

แบบฝึกหัด เกี่ยวกับศาสนา

แบบฝึกหัด
(๑.) ตอบ  คำว่า  ศาสนา  แปลว่า  คำสั่งสอน   คำสั่ง  หมายถึง  ข้อห้ามทำความชั่ว  เรียกว่า  ศีลหรือวินัย  คำสอน  หมายถึง  คำแนะนำให้ทำความดี เรียกว่า  ศีลธรรม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน   ให้คำนิยามไว้ว่า  ศาสนา  หมายถึง  ลัทธิ  ความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก  คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก  อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง  แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง  พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้น ๆ
ท่านพุทธทาส   ได้ให้ความ  คำว่า  ศาสนา คือ  ตัวการปฏิบัติหรือตัวการกระทำอันเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์  หรือสิ่งที่สัตว์นั้น ๆ  ไม่พึงปรารถนา
                ตามความหมายนี้ศาสนา แบ่งออกได้  เป็น  ๒  ระดับ  คือ
๑. ระดับสัญชาตญาณ  (Instinctive  Religion
๒.ระดับมนุษยธรรม  (Humanistic  Religion
สุชีพ  ปุญญานุภาพ  ได้กล่าวไว้ว่า
                ๑.ศาสนา  คือ  ที่รวมแห่งความเคารพนับถืออันสูงสุดของมนุษย์
                ๒.ศาสนา  คือ  ที่พึ่งทางจิตใจ  ซึ่งมนุษย์ส่วนมากย่อมเลือกยึดเหนี่ยวตามความพอใจและตามความเหมาะสมแก่เหตุและสิ่งแวดล้อมของตน
                ๓.ศาสนา  คือ  คำสั่งสอนอันว่าด้วยศีลธรรมและอุดมคติสูงสุดในเรื่องของบุคคล  รวมทั้งแนวความเชื่อและแนวปฏิบัติต่าง ๆ  กันตามคติของแต่ละศาสนา
                แม็กช์  เวเบอร์   ได้กล่าวไว้ว่า
                                การที่จะให้คำจำจัดความแก่ศาสนา  คือบอกให้ทราบว่าศาสนาคืออะไรตั้งแต่แรกเริ่มเสนอเรื่องราวเช่นนี้ย่อมเป็นไม่ได้  เราจะสามารถให้คำจำกัดความได้ ก็ต่อเมื่อถึงตอนเสร็จสิ้นการศึกษาแล้วเท่านั้นความหมายของศาสตร์
                                ศาสตร์  (Science)  คือ  ความรู้ที่ได้มาอย่างเป็นระบบ  กล่าวคือ  ความรู้ที่เป็นศาสตร์นี้ได้มาจากการนำความรู้เฉพาะเรื่องต่าง ๆ  ที่ผ่านการสังเกตจดจำสั่งสมมาจัดสานเข้าด้วยกันอย่างเชื่อมโยงสอดคล้องกันเป็นระบบเดียวกัน  ไม่ขัดแย้งกัน และยกระดับความรู้เหล่านั้นให้มีลักษณะเป็น หลัก   ขึ้นมามีลักษณะเป็นทฤษฎีหรือหลักการทั่วไป  และเป็นความรู้ที่มีลักษณะเป็น  ระบบระเบียบ (Systematic) มีเหตุผล (Rational) และมีวิธีการ  (Methodical)  ที่แน่นอน  บางครั้งเราใช้คำว่า  วิชา  แทนคำว่า  ศาสตร์  หรือบางครั้งใช้คำว่า หลักวิชา  แทนได้
__________________________________________________________________________
(๒.) ตอบ  วิธีการแสวงหาความรู้ของศาสนาในโลกนี้เกิดจากแหล่งสำคัญ ๕ ประการ
                ๑.เกิดจากประสาทสัมผัส  (Sense  contact)  หมายถึง  การสัมผัสกันระหว่าง  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย และใจ  กับ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์ต่าง ๆ   หากเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์  เรียกว่า   ความรู้ประจักษ์   ความรู้ประสบการณ์    ความรู้ภาวะวิสัย
                ๒.เกิดจากการคิดอนุมาน  (imferrence)  หมายถึง  การคิดหาบทสรุปซึ่งเราไม่รู้มาก่อนโดยอาศัยสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วมาเป็นรากฐาน  ความรู้ที่ได้จากการอนุมาน เรียกว่า
ความรู้ทางอ้อม  ความรู้อนุมาน  ความรู้ทางปรัชญา 
๓. เกิดจากการเปิดเผยของเทพเจ้า  ( revelation)   หมายถึง  ศาสนาเชื่อว่ามีความรู้บางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถจะรู้ได้  เพราะมนุษย์มีความสามารถทางสติปัญญาจำกัด  แต่เทพเจ้าเป็นสัพพัญญู  (omniscient) รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และในบ้างครั้งเทพเจ้าสงสารมนุษย์ก็เปิดเผยความรู้ให้มนุษย์ได้ทราบโดยวิธีการต่าง ๆ 
๔.เกิดจากวิชชุญาณ (Intuition)   หมายถึง  ความรู้ชนิดพิเศษที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน   คล้ายกับเปิดไฟสว่างจ้าขึ้นในที่มืด ทำให้เห็นความจริงแท้ของสิ่งต่าง ๆ  อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน  ความรู้แบบวิชชุญาณเกิดขึ้นเองในเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอย่างเต็มที่แล้วเพ่งดูปรากฎการณ์แห่งชีวิต
๕.เกิดจากหลักฐานต่าง ๆ  ( anthority)  หมายถึง  แหล่งความรู้สำเร็จรูปอยู่แล้ว  ดังนี้
                *  จากท่านผู้รู้  เช่น  ครู  อาจารย์  นักปราชญ์  ศาสดา
                *  จากคัมภีร์หรือตำรา  ที่ท่านผู้รู้ได้เขียนบันทึกไว้
                *  จากขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เชื่อปฏิบัติถ่ายทอดสืบต่อกันมา
__________________________________________________________________________
(๓.) ตอบ  พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ดังจะได้อธิบายต่อไปนี้คือ
พระพุทธศาสนา (Buddhism) คือ ศาสนาที่ถือว่าธรรมะเป็นความจริงสากล ที่ใครก็ตามหากสิ้นกิเลสก็จะพลได้ด้วยตนเองแต่ผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมีจนตรัสรู้และสามารถตั้งพุทธบริษัทปัจจุบันขึ้นได้ คือ พระพุทธโคตม ซึ่งเป็นองค์หนึ่งในบรรดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมายที่ได้เคยตั้งพุทธบริษัทมาแล้ว และที่จะตั้งต่อไปในอนาคต ยังมีพระพุทธเจ้าอีกมากที่ตรัสรู้แต่ไม่มีบารมีพอให้ตั้งพุทธบริษัทได้ จึงให้ผลเฉพาะตัวเรียกว่า ปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา คือ เป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ กล่าวคือ เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ทั้งความเป็นจริงและข้อธรรมได้ดีเยี่ยมเป็นพิเศษ เช่น วิเคราะห์จิตได้ละเอียดลอออย่างน่าอัศจรรย์ใจ วิเคราะห์ธรรมะออกเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียดสุขุมและประสานสัมพันธ์กันเป็นระบบที่แน่นแฟ้น
วิทยาศาสตร์  (Sciences)  คือ  ความรู้ที่มนุษย์มาโดยการใช้วิธีการอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนผ่านการสังเกต  ทดลองอย่างเป็นรูปธรรมเป็นความรู้ที่คาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ  และเมื่อไปจัดการกับวัตถุสิ่งของเรื่องทางกายภาพแล้วมีประสิทธิภาพ   เป็นความรู้สากลเพราะสามารถพิสูจน์ ได้  และเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในการศึกษาเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับปรากฎการณ์ธรรมชาติ  หรือสิ่งแวดล้อมของมนุษย์
                       ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะเป็นเงื่อนไข  และให้ความมั่นใจได้ในระดับ  น่าจะเป็น   เช่น  ถ้าเล่นกลางแดดมากจะปวดศีรษะ   หรือ  นำบริสุทธิ์ย่อมเดือดที่  100  องศาเซลเซียส  เป็นต้น
                       ความรู้ทางพุทธศาสนา  มีลักษณะเป็นสัจจะ  และเป็นสากล ไม่ยกเว้นตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่เป็นเงื่อนไข เช่น  มนุษย์กระทำการเพราะแรงจูงใจคือกิเลส  ในศาสนาคริสต์  กล่าวว่า   ทุกคนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด”                 และในศาสนาอิสลามสอนว่า   ความตายคือพระประสงค์ของพระเจ้า
__________________________________________________________________________
(๔.) ตอบ  จิตวิทยา  (psychology)  เป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าพฤติกรรมทั้งของคนและสัตว์เพื่ออธิบายการควบคุมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์และเพื่อตอบปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมว่า  เขาทำอย่างนั้นทำไม  อะไรเป็นเหตุให้เขาทำอย่างนั้น  การศึกษาเรื่องจิตทำให้เกิดคำถามและคำตอบมากมาย  ทั้งเป็นลักษณะขัดแย้งและลงรอยกัน  ซึ่งได้อธิบายด้วยวิธีการต่าง ๆ  ที่มีวิวัฒนาการดังนี้
                                ๑.วิธีการทางปรัญชา  ( Philosophical Appraoch)  
                                ๒.วิธีการทางศาสนา  (Religioun  Approach)  
พุทธศาสนากับจิตวิทยา มีความสัมพันธ์กันดังต่อไปนี้คือ
                                ไม่ว่ายุดใดสมัยใดสิ่งที่มนุษย์ปรารถนามากที่สุดก็คือ  ความสุข  มนุษย์ทุกคนต่างดิ้นรนและไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้   แม้แต่ทารกที่เพิ่งคลอดออกมาดูโลกอันกว้างใหญ่  สิ่งที่เด็กต้องการคือความสุข  จากการที่มีอะไรบางอย่างไปกระตุ้นริมฝีปาก  เช่น  การดูดนม  ฟรอย์ด  (Freuld)  เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ทุกคนมีแรงขับซึ่งเป็นความต้องการสำหรับความอยู่รอด
                                แรงขับ  (drives)  แรงจูงใจ  (motives)  หรือความต้องการ (needs)    มีลักษณะเป็นวัฏฏะจักรเช่นเดียวกับความหิว   (hunger)  ซึ่งเป็นแรงขับอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมในการแสวงหาอาหาร พฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้ไปสู่เป้าหมาย  คืออาหาร  เมื่อรับประทานอาหารแล้วความหิวก็หายไป และความอิ่มเข้ามาแทนที่
                                เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่าความสุขและความทุกข์เป็นของคุ่กันและไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง  ตั้งอยู่และดับไป   ถ้ามองในทรรศนะของการ
เกิดและดับแล้ว  ทั้งความสุขและความทุกข์จึงมีสภาพเหมือนกัน  หรืออีกนัยหนึ่งความสุขก็คือความทุกข์ในลักษณะหนึ่งนั่นเอง 

                ซิกมันด์  ฟรอยด์  (Sigmund  Freud)  นักจิตวิทยาชาวออสเตรียได้เสนอทฤษฎีบุคลิกภาพที่สำคัญ  เรียกว่า  ทฤษฎีจิตวิเคราะห์   โดยเสนอว่า ความไร้สำนึกมีอิทธิพลต่อกาแสดงออกของพฤติกรรมและเน้นถึงการแสดงสัญชาติทางเพศ ว่าเป็นแรงผลักดันที่สำคัญความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับจิตวิทยา
                                * จิตวิทยา  มีจุดเริ่มต้นและพัฒนาโดยมุ่งไปที่การแก้ปัญหาของคนป่วยโรคาจิต  คนบ้าเสียสติ  คนมีความวิปริตทางจิตใจแบบต่าง ๆ  
                                * พุทธศาสนา  มองปัญหาทางจิตใจของมนุษย์โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะในวงการของการป่วยทางจิต  คือ ไม่ได้เน้นเรื่องคนป่วยโรคจิต  แต่เน้นที่ปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ทั่วไปทุกคน
                                * จิตวิทยา ปัจจุบันมีการนำไปใช้ให้มีความสัมพันธ์กับค่านิยมในยุดอุตสาหกรรม ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาทางจิตวิทยามุ่งเพื่อนำมาเป็นอุบาย หรือใช้ประโยชน์ในการจัดการกับผู้อื่น  เพื่อสนองความต้องการของคน 
                                * พุทธศาสนา   มุ่งพัฒนาจิตเพื่อให้อิสระไม่ตกเป็นทาสหรือเครื่องมือของกิเลส  หรือความอยากในแง่การผลิตและการบริโภค
__________________________________________________________________________
(๕.) ตอบ  รัฐศาสตร์  (Political  Scienece)  หมายถึง  วิชาที่เกี่ยวกับรัฐนับตั้งแต่การกำเนิดวิวัฒนาการความเจริญเติบโต  และความเสื่อม  องค์ประกอบ  หน้าที่และ    บทบาทของรัฐบาล  ประชาชนสถาบันทางการเมือง  และการปกครอง   ทฤษฎีและความคิดในการปกครองรัฐ  อำนาจอธิปไตย  เศรษฐกิจและสังคม  รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
                รัฐศาสตร์  เป็นวิชาที่ว่าด้วยการปกครองที่จะทำให้ประชาชนของรัฐมีความผาสุข  จึงเรียกว่า  การเมือง  (Political)  ซึ่งหมายถึง  อำนาจ  (Power)     อิทธิพล  (Influence)  และผลประโยชน์  (Interest)  ที่ต่อรองและสัมพันธ์กัน
                พุทธศาสนากับรัฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กันในฐานะที่ศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่มีความสำคัญให้ความหมายเอกภาพ  และสัญลักษณ์ของชาติเป็นที่มาของการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติและเป็นวิถีประชาชนในชาติ
                พุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดอุดมคติของสังคมมีความสัมพันธ์กับมนุษย์  ไม่เพียงแต่ด้านพฤติกรรมทางกายเท่านั้น  แต่รวมไปถึงความรู้สึกสำนึกอีกด้วย  การปกครองเป็นเรื่องของคน  2  ฝ่าย  คือ  ฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายผู้อยู่ใต้การปกครองที่พึ่งปฏิบัติต่อกันบนหลักธรรม  อันเป็นที่ตั้งแห่งระเบียบและกฎเกณฑ์ทางสังคม  หลักธรรมของศาสนาจึงเป็นรากฐานแห่งการปกครองอย่างจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐศาสตร์พัฒนาขึ้นมาจากปรัชญาการเมือง และปรัชญาทางการเมืองก็มีรากฐานอยู่บนจริยศาสตร์  (Ethics)  จริยศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยคุณค่าความประพฤติของมนุษย์ว่า  ผิด  ถูก  ชั่ว  ดี  อย่างไร  บรรดาการปฏิบัติหรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั้งปวง  จึงอาศัยหลักศีลธรรมของศาสนาเป็นวิถีทางดำเนินไปสู่เป้าหมายของชีวิตและความกลมกลืนทางสังคม
ศาสนากับรัฐศาสตร์  มีความสัมพันธ์กันในฐานะที่ศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่มีความสำคัญ  ในความเอกภาพ  และสัญญลักษณะของชาติที่มีมาของการถ่ายทอดวัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ  และเป็นวิถีประชาในชาติ
                พุทธศาสนากับรัฐศาสตร์  ยังมีความสัมพันธ์กันในฐานะที่ศาสนามีส่วนเกี่ยวข้องในทางใจ  คือ ช่วยให้ผู้ปกครองและผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งอยู่ในความถูกต้อง  เช่น  ในศาสนาพุทธกล่าวถึง  อธิปเตยยะ  ๓ อย่าง  คือ
                                ๑.ความคิดเห็น
                                ๒.การตัดสินใจ
                                ๓.ความคล้อยตาม
__________________________________________________________________________
(๖.) ตอบ พุทธศาสนากับเศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กันดังจะได้อธิบายดังต่อไปนี้
                เศรษฐศาสตร์  พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง  เศรษฐศาสตร์พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานด้านปัจจัยความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยตรง  มนุษย์ดำรงอยู่ท่ามกลางปัญหาทั้งหลาย  และปัญหาพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือ  ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ  ทำอย่างไรจึงจะมีที่อยู่อาศัย  เสื้อผ้า  อาหารบริโภค  และยารักษาโรค  หรือของกลางคือเงินไว้สำหรับใช้จ่าย  แลกเปลี่ยน  เพื่อสนองความต้องการต่าง ๆ  ของมนุษย์ กิจกรรมในนี้จึงเจริญขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจ  คือ  อุปสงค์และอุปทาน  รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเป็นต้น
                เศรษฐกิจเป็นเรื่องของคน ๒ คน  คือ  ผู้ลงทุน  หรือผู้ผลิตกับผู้บริโภคผู้ลงทุนย่อมต้องการกำไรสูงสุด ส่วนผู้บริโภคใช้สอยทรัพยากรก็ยึดหลักการคือ  ความพอใจสูงสุดจากการเลือกบริโภคสิ้นค้า  ดังนั้น  เป้าหมายสำคัญจึงอยู่ที่การได้รับค่าสูงสุดคือกำไรสูงสุดและความพอใจสูงสุด  ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นมาระหว่างส่วนสุดทั้ง  ๒ กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจ 
                วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา
            หลักธรรมส่วนหนึ่งในพระพุทธศาสนา  จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับเนื้อหาวิทยาศาสตร์    แต่นั่นเป็นความคล้ายคลึงในบางแง่เท่านั้น  มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับเนื้อหาของวิทยาศาสตร์  ดังนี้
                ความรู้ในพระพุทธศาสนาทั้งหมด  มีจุดมุ่งหมายหลักที่การนำไปใช้กลั่นกรองปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต  เช่น  หลักคำสอนในโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่า
    ๑.ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๒.ทำความดีให้บริบูรณ์ ๓.ชำระจิตใจให้ผ่องใส
                ประโยชน์ของความรู้ในทัศนะของพุทธศาสนา  แบ่งออกเป็น ๒ประเภท คือ
                ๑.ประโยชน์อันเกิดจากการนำความรู้นั้นมาสร้างความสะดวกสบายในชีวิต
                ๒.ประโยชน์อันเกิดจากการที่ความรู้นั้น  ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพชีวิต
                วิทยาศาสตร์เชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์  วิทยาศาสตร์เชื่อว่าคนสามารถเอาชนะธรรมชาติได้    แรกทีเดียววิทยาศาสตร์อาจมุ่งเอาชนะธรรมชาติส่วนที่เป็นสิ่งบั่นทอนชีวิตของมนุษย์  เช่น  โรคภัยไข้เจ็บ  ภัยธรรมชาติ  เป็นต้น  แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปยาวนาน  วิทยาศาสตร์ก็เริ่มหันเหการทำงานส่วนหนึ่งออกไป เพื่อสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างจากพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงในประเด็นนี้
                วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องสสาร  เรื่องที่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส  ดังนั้นรากฐานทางอภิปรัชญาของวิทยาศาสตร์ จึงได้แก่แนวคิดแบบสสารนิยม
                นักวิทยาศาสตร์บางคน  เช่น  นิวตัน  เชื่อในสิ่งเร้นลับที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้  เช่น  พระเจ้า  จิต  วิญญาณ   แต่นักวิทยาศาสตร์ของคนบางคนได้มีความเชื่อในเรื่องของจิต  วิญญาณ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  วิทยาศาสตร์ไม่อนุญาตให้เราใส่เรืองที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยประสาทสัมผัสปะปนลงไปในเนื้อหาของวิทยาศาสตร์ 
                ส่วนพุทธศาสนาเป็นที่ทราบกันดีว่า  มีรากฐานทางอภิปรัชญาแบบจิตนิยม  พุทธศาสนาเชื่อว่าภายในจักวาลนี้นอกจากวัตถุแล้ว  ยังมีสิ่งอื่นทีมิใช่วัตถุรวมอยู่ด้วย  แนวคิดแบบจิตนิยมของพุทธศาสนา  อาจดูได้จากการสอนเรื่องาขันธ์  ๕ พุทธศาสนาเชื่อว่าคนเราประกอบด้วยกายกับขันธ์อื่นอีก  ๔ อย่าง  คือ  เวทนา  สัญญา  สังขารและวิญญาณ  ๔ ขันธ์หลังนี้ไม่ใช่สสาร  หากแต่เป็นนามธรรม
                ดังนั้นในทรรศนะของพุทธศาสนา  การที่คนเราคิดได้  มีอารมณ์ความรู้สึก  มีจินตนาการ   มีความรัก  ความเกลียด  ความโกรธ  ความโลภ   ก็เพราะเรามีจิตซึ่งแตกต่างห่างจากกาย   คนไม่ใช่กลุ่มก้อนของสสารอย่างที่ลัทธิสสารนิยมเชื่อ 
                ความแตกต่างระหว่างรากฐาน  เป็นเรื่องสำคัญที่คนอ้างบ่อย ๆ  ว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์บ้าง  พุทธศาสนาเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์บ้าง  การอ้างอย่างนั้นแม้จะเกิดจากความหวังดีและต้องการที่จะเชิดชูพุทธศาสนา  แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง
                ความรู้ในพุทธศาสนา  อาจพิสูจน์ตรวจสอบได้เหมือนกับความรู้ในวิทยาศาสตร์   เพราะต่างก็เป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อาจตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัสและมีเหตุผลเหมือนกัน  แต่นั้นไม่จำเป็นว่าพุทธศาสนาจะต้องเป็นวิทยาศาสตร์  หรือเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์   รากฐานของสองความรู้นี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง  เมื่อสาวให้ลึกลงไปถึงที่สุดแล้ว  วิทยาศาสตร์นั้นเองคือสิ่งที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อพุทธศาสนา   
 __________________________________________________________________________
(๗.) ตอบ  พุทธศาสนากับการ พุทธศาสนาได้พัฒนาไปเป็นลำดับขั้นดังต่อไปนี้
                ศาสนามีอิทธิพลต่อสังคมทั้งทางลบและทางบวก  คือ ก่อให้เกิดความแตกแยกและการรวมตัวกันของสังคม  ซึ่งอาจแยกได้ดังนี้
                ๑.ก่อให้เกิดการรวมกลุ่ม  อิทธิพลของศาสนาที่ก่อให้เกิดความแตกแยกและการรวมตัวกันของสังคม  ซึ่งอาจแยกได้ดังนี้
                ๑.๑อิทธิพลของคำสอน   การตีความหมายของคำสอนต่างกันก่อให้เกิดนิกายทางศาสนาขึ้นมา
                ๑.๒อิทธิพลของพิธีเคารพบูชา  ผู้ที่นิยมพิธีแบบเดียวกันย่อมจะรวบรวมกันเป็นพวกเดียวกัน
                ๒.ก่อให้เกิดการแยกกลุ่ม  คือ ศาสนาและความเชื่อแบบใหม่ก่อให้เกิดสังคมใหม่
                ๓.ให้ทัศนะคติแก่สังคม   ประสบการณ์และคำสอนของแต่ละศาสนามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนในสังคม
                ๔.ศาสนาช่วยเสริมสร้างทางศิลปะ  คือ ก่อให้เกิดศิลปกรรมต่าง ๆ  เช่น ละคร  วรรณคดี  สถาปัตยกรรม
                                หน้าที่ของศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อสังคม  ซึ่งสามารถควบคุมและปรับสภาพสังคมให้เป็นไปตามบทบาทอันเกิดจากอิทธิพลของศาสนา  คือ อิทธิพลอันเกิดจากระบบความเชื่อในพิธีกรรมทางไสยศาสตร์  เวทมนต์  คาถาอาคม  หรือคำสั่งในเรื่องเหตุผล   รวมทั้งจริยธรรม  อันเป็นหน้าที่ค้ำจุนสังคมให้ทรงความมั่นคงเอาไว้ได้
__________________________________________________________________________
(๘.) ตอบ  พุทธศาสนามีส่วนแก้ปัญหาสังคมอย่างนี้คือ
                พุทธศาสนาไม่ส่งเสริมศรัธาที่ไม่ใช่ปัญญา ดังที่ปรากฏในกาลามสูตร ไม่ให้เราเชื่ออะไรง่ายๆ ๑๐ ประการ การไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่ในคัมภีร์หรือพระอาจารย์ นอกเสียจากได้ใคร่ครวญลงมือปฏิบัติ ถือว่าเป็นหนทางแห่งปัญญา พุทศาสตร์นาไม่ใช่ปรัชญา หรือภิปรัชญาแต่พุทธศาสตร์นั้นจะหมายถึงแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักวิทยาศาสตร์ เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ สิ่งใดไม่ใช่ความจริงไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และสิ่งนั้นไม่ใช่พุทธธรรม
พุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาชีวิตและสังคม ความเชื่อหรือการปฏิบัติใดที่ก่อให้เกิดปัญหาชีวิตและสังคมสิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา  ดังมีหลักยึดที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วในอริยสัจ ๔ ประการ ในการแก้ปัญหา กำจัดทุกข์  ปัญหาบ้านเมืองที่เราประสบอยู่ถ้าได้นำหลักการนี้ไปใช้อย่างจริงจังก็น่าจะบรรเทาเบาบางลงว่า ปัญหาที่แท้จริงมันเกิดจากอะไร ให้ทุกคนยอมรับความจริงเสียก่อน เมื่อรู้สาเหตุก็จะทำให้ทราบ
ยกตัวอย่างวิธีแก้ไขปัญหาในกรณีต้องการใส่คำว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่  ถ้าคิดจะใส่ไว้แล้วมันเกิดปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ เพราะดังกล่าวแล้วว่าพุทธศาสนามีไว้แก้ปัญหาไม่ใช่สร้างปัญหาเสียเอง  ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าสังคมเราป่วยเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้แก้ไข เราจะต้องระดมปัญญาเข้ามาแก้ไข ว่าควรจะทำอะไร ทุกคนมีส่วนช่วยที่จะเสนอแนะได้ในทางที่ดีที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง ไม่ตัดสินปัญหาด้วยกำลังดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้โดยหลักการทั่วไปชองชาวพุทธนั้นเมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยากต้องช่วยเหลือโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา เพราะศาสนาสอนเราให้มีเมตตากรุณา ไม่ทำลายล้างซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งดันและกัน แต่พยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น หรือพยายามลดความขัดแย้งอันจะส่งผลที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง  ผู้เขียนยังเชื่อว่าจะให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมเท่ากันหมดทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ บางคนอาจจะโชคดีกว่าอีกคนที่โอกาสอำนวย แต่อีกจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้โชคดี  ทำอย่างไรจึงเฉลี่ยความสุข อุดมสมบูรณ์ให้กับคนที่ไม่โชคดี ไร้โอกาสปัจจุบันคนเยื้อแย่ง แย่งชิงวัตถุกันโดยหวังว่าวัตถุนั้นจะนำความสุขมาให้ ซึ่งก็ไม่จริงเสมอไป เพราะพบว่าการมีวัตถุหรือทรัพย์สมบัติมากกลับสร้างความทุกข์ให้กับเจ้าของทรัพย์
__________________________________________________________________________
(๙.) ตอบ  บทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนมีปัญหาอย่างไรตามที่ได้ประสบมา
                หากจะมองจากบทบาทหลักของพระสงฆ์ โดยที่เริ่มจากบทบาทภายในของคณะสงฆ์เอง แล้วส่งผลต่อสังคม ต่อชุมชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อันได้แก่
          - ด้านการปกครองปกครองกันแบบพ่อปกครองลูก อาจารย์ปกครองศิษย์ ดังปรากฏตัวอย่างที่เป็นต้นแบบให้เห็นชัดเจน คือ หน้าที่ของสัทธิวิหาริกที่จะพึงปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์ และ หน้าที่ของพระอุปัชฌาย์จะพึงปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริก ตรัสสั่งให้พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก ตั้งจิตสนิทสนมในกันและกัน ให้สัทธิวิหาริกนับถือพระอุปัชฌาย์เสมือนบิดา เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่างจะมีความเคารพเชื่อฟังกันและกัน ย่อมถึงซึ่งความเจริญงอกงามในธรรม
         - ด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์  บทบาทของพระสงฆ์ด้านการศึกษาสงเคราะห์
 ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันพระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ให้ความอนุเคราะห์ในด้านการศึกษา ทั้งส่วนที่จัดการศึกษาเองโดยตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ทางรัฐบาลไม่สามารถจัดการศึกษาบริการได้ทั่วถึง อันได้แก่กลุ่มประชากรที่ด้อยโอกาสทางสังคม ด้อยโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ก็ได้อาศัยพระสงฆ์ให้การศึกษา ในขณะที่ศึกษาก็ไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาล แต่ใช้ทุนจากประชาชนโดยตรง ทั้งที่อยู่อาศัย อาหารและในการใช้จ่าย แม้จะมีส่วนหนึ่งที่เรียนจบแล้วที่ทางฝ่ายคณะสงฆ์ยังไม่ได้ใช้งาน แล้วท่านเหล่านั้นลาสมณะเพศออกไปก็ไปทำงานให้ทางรัฐบาล โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุน หากมองอย่างนี้แล้วจะเห็นได้ว่าคณะสงฆ์ได้ช่วยเหลือสงเคราะห์รัฐบาลด้วย ไม่เพียงแต่ได้ช่วยอนุเคราะห์กับประชาชนกลุ่มที่ด้อยโอกาสเพียงฝ่ายเดียว แต่อย่างไรก็ตามบทบาทของพระสงฆ์ในการศึกษาสงเคราะห์นี้ อาจมองได้ทั้งที่เป็นระบบ คือจัดตั้งโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอน มีหลักสูตรที่แน่นอน และอีกที่จัดอย่างไม่เป็นระบบ อาจเป็นลักษณะการให้ทุนสนับสนุนการศึกษา การให้ทุนในสร้างอาคารเรียน ให้ทุนซื้อสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ทางการศึกษา ให้ทุนการศึกษากับครูเพื่อพัฒนาครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ฯลฯ
          - ด้านการเผยแผ่   บทบาทด้านการเผยแผ่ที่เป็นปกติจนประชาชนมองเป็นวิถีชีวิตหรือเป็นกิจวัตรของพระสงฆ์ ก็คือการแสดงธรรมในวันพระ ในเทศกาลวันสำคัญ พระสงฆ์ได้โอกาสในการแสดงธรรมการเผยแผ่ธรรมอยู่เป็นปกติ และในรูปแบบที่ไม่เป็นรูปแบบ กล่าวคืออาจจะใช้วิธีการพูดคุยสนทนาในโอกาสพบปะ จะเป็นการเผยแผ่โดยไม่เป็นกิจลักษณะ แต่ก็แฝงด้วยให้ข้อคิดทางธรรม หรือในโอกาสที่ประชาชนมาทำบุญวันเกิดแล้วขอพรจากพระสงฆ์ มาถวายสังฆทานแล้วพระสงฆ์ก็ให้พร ในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นการสอนโดยที่ผู้รับไม่รู้ว่าถูกสอน แต่ได้ซึมซับเอาคำสอน เอาคติธรรม ได้เกิดการเรียนรู้พระธรรมคำสอน หากพระสงฆ์สำนึกตระหนักในบทบาทเหล่านี้อย่างจริงจัง พระสงฆ์จะมีโอกาสในการเผยแผ่ธรรมและได้เข้าถึงประชาชนโดยไม่ยากเลย และไม่ต้องรอเทศกาลสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น ในความเห็นส่วนตัวแล้วรูปแบบโอกาสใดไม่สำคัญ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผู้ฟังเกิดการเรียนรู้จุดที่ต้องการคือให้ผู้ฟังได้เกิดการเรียนรู้จะให้ใครเป็นศูนย์กลางก็แล้วแต่อยากจะกล่าวด้วยว่าขอให้การเรียนรู้เป็นศูนย์กลางอันเป็นจุดที่ต้องการให้เกิดกับผู้ฟัง ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนแห่งพฤติกรรมของคน ว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ให้เขาเรียนรู้ในด้านใด
          - ด้านสาธารณูปการและสาธารณะสงเคราะห์    บทบาทด้านสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ อันเป็นบทบาทหลักอีกด้านหนึ่ง ที่หมายถึงด้านการก่อสร้าง การพัฒนาศาสนวัตถุ โดยเริ่มจากการสร้างศาสนวัตถุภายในวัดของพระสงฆ์ สร้างเพื่อให้เป็นที่สะดวกแก่การศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม มิใช่เป็นการสร้างเพื่ออวดอ้างบารมี แข่งขันความฟุ่มเฟือยหรูหรา เอาบทบาททั้งหมดมาทุ่มเทกับบทบาทด้านการก่อสร้าง บางวัดสร้างโบสถ์มาจนเจ้าอาวาสตายไป ๔-๕ องค์โบสถ์ยังเสร็จ
__________________________________________________________________________
(๑๐.) ตอบ  คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวง มีดังต่อไปนี้คือ
                เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลง  มีหลักพิจารณา ดังนี้
                กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา
                คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
                คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย ๓ คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้
๑.ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกิดไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
๒.ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
๓.การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล ดังตัวอย่างพระราชดำรัสต่อไปนี้
                “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่แต่เราอยู่ อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนร่วม ให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้...
...การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง..
__________________________________________________________________________