วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

เกี่ยวกับพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปัจจุบันรูปแบบต่างกันเล็กน้อย



                                แบบรายงานผลการปฏิบัติงาน
                  ครูสอนศีลธรรมในสถานศึกษา  ประจำเดือน.............................
ปีงบประมาณ  ๒๕๕๑
จังหวัด  
                ชื่อสถานศึกษา...............................................................................................สังกัด................................................................................
                ตั้งอยู่เลขที่...........................ถนน..............................................ตรอก/ซอย..................................    แขวง.............................................
                เขต...................................จังหวัด.............................รหัสไปรษณีย์...................โทรศัพท์......................อีเมลย์......................................
                ชื่อครูพระ....................................................................................สังกัดวัด................................................แขวง.....................................
                เขต.......................................จังหวัด..............................รหัสไปรษณีย์......................โทรศัพท์.......................โทรสาร..........................
                ชื่อผู้บริหารสถานศึกษา..............................................................................................โทรศัพท์.............................................................
                ชื่อผู้ช่วยฝ่ายที่ได้รับมอบหมาย...................................................................................โทรศัพท์............................................................
                ชื่อครูสอน      ๑........................................................................................ตำแหน่ง.................................รายวิชาที่สอน........................
            ( ครูพี่เลี้ยง )    ๒.................................................................................... ..ตำแหน่ง.................................รายวิชาที่สอน........................
                รายวิชาที่จัดสอนกับครูพระ  ภาคเรียนที่.......................................ปีการศึกษา........................................รายวิชาที่สอน........................
๑         รายวิชา..........................................รหัส..........................................ระดับชั้น.....................จำนวนชั่งโมง / สัปดาห์......................
๒        รายวิชา.........................................รหัส...........................................ระดับชั้น.....................จำนวนชั่วโมง / สัปดาห์......................
๓        รายวิชา..........................................รหัส..........................................ระดับชั้น.....................จำนวนชั่วโมง / สัปดาห์.......................
                                                                   ตารางสอนครูพระสอนศีลธรรมในสถานศึกษา  ประจำเดือน...................................
                ภาคเรียนที่..........................................ปีการศึกษา.........................................

 
  ว.ด.ป.

เวลา

นักเรียนชั้น

จำนวน /  คน

ชื่อวิชา
ลักษณะการสอนของครูพระ
สอนในรายวิชา
  ประจำสัปดาห์
สอนในชั่วโมงกิจกรรม
       ประจำสัปดาห์



































                   รวมจำนวนนักเรียน

คน

กิจกรรมให้การอบรมนักเรียน สัปดาห์/เดือน

คน

                                      รับรองตามนี้
                                                                                                                       ลงชื่อ...................................................................
                                                  (......................................................................)
                                           ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
                                         วันที่...........................................................................
                         หมายเหตุ   กรุณาประทับตราโรงเรียน

บทความจากพระพิทยา เสวกพันธ์ เสนอ รศ.ดร. สุภัทร ปัญญาทีป


สารนาถ
ความหมาย
สถานที่นี้เดิมชื่อ อิสิปตนมฤคทายวัน หรือ มฤคทายวัน คำว่า อิสิปตนะ แปลว่า ที่ตกแห่งฤษี อิสิ แปลว่า ฤษี ปตนะ แปลว่า เป็นที่ตก หรือที่ประชุม กล่าวคือ ที่นี่เป็นที่ชุมนุมของฤษี มฤคทายวัน หรือ มิคทายวัน แปลว่า ป่าเป็นที่พระราชทานอภัยแก่เนื้อ (สัตว์ชนิดหนึ่ง) ฉะนั้นแปลรวมกันว่า เป็นสถานที่พระราชทานเนื้อ (เขตอภัยทานแก่กวางเนื้อ) และเป็นที่ประชุมของฤษีซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญพรตภาวนาถือศีล
มีความสัมพันธ์กับชื่อปัจจุบันที่เรียกว่า ‘สารนาถ’ ซึ่งมาจากคำว่า สารังคนาถ สารังคะ แปลว่า เนื้อ (กวางเนื้อ) นาถ แปลว่า ที่พึ่ง แปลรวมกันว่า เป็นสถานที่พึ่งของกวางเนื้อ (ซึ่งมีที่มาปรากฏในชาดกที่ ๑๒ เรื่อง นิโครธมิชาดก1) ถึงเหตุที่ทำให้พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานอภัยเนื้อ
เมื่อพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์อุบัติเป็นเนื้อหัวหน้าฝูง สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินเมืองพาราณสีเสวยเนื้อเป็นประจำ พวกเนื้อเลยตกลงกันจัดเรียงลำดับวาระของเนื้อที่ไปสู่เขียง  วันหนึ่งมาถึงวาระของแม่เนื้อมีครรภ์ใกล้จะคลอด พระโพธิสัตว์ทราบเรื่องมีความสงสารก็สละชีวิตของตนแทน เรื่องก็ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินทรงถามถึงเหตุ พญาเนื้อได้แสดงธรรมแก่พระเจ้าแผ่นดิน ทำให้รู้สึกสลดพระทัยที่พระองค์มีแต่จะเบียดเบียนแต่พญาเนื้อเป็นสัตว์แท้ ๆ แต่จิตใจประเสริฐยิ่งกว่ามนุษย์ยอมสละชีวิตของตนเพื่อผู้อื่น ในที่สุดก็เลยพระราชทานอภัยเนื้อทั้งหมด เป็นเหตุให้บริเวณนี้เป็นที่อาศัยของเนื้อโดยไม่ถูกเบียดเบียน จึงเรียกกันว่า มิคทายวัน แปลว่า ที่พระราชทานอภัยแก่เนื้อ

เหตุการณ์สำคัญ

ณ สถานที่แห่งนี้เราเรียกว่า ที่กำเนิดพระพุทธศาสนา (Birthplace of Buddhism2)อิสิปตนะมฤคทายวันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ที่เรียกว่า ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’ เมื่อวันเพ็ญกลางเดือน ๘ ก่อน พ.ศ. ๑ ไป ๔๕ ปี สถานที่แห่งนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกมีดังนี้
๑.     สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรก
๒.     พระอรหันตสาวกเกิดขึ้นครั้งแรก ณ สถานที่แห่งนี้
๓.     พระสงฆ์ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรสรณาคมน์ก็ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ทำให้ครบพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงค์ ณ สถานที่แห่งนี้
๔.     พระพุทธองค์ทรงได้สาวกซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ๖๐ รูป เป็นรุ่นแรก และได้ส่งธรรมทูตไปเผยแผ่ธรรมยังสถานที่ต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากที่นี่
๕.     พระพุทธเจ้าได้ประทับจำพรรษาเป็นพรรษาแรกหรือปีแรก
๖.     เกิดอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยคนแรก ณ ที่แห่งนี้

อิสิปตนะมฤคทายวันในพระไตรปิฎก

ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง อิสิปตนะมฤคทายวัน ที่เป็นเรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพระพุทธเจ้าโดยตรงกับพุทธสาวกบ้าง กับอนุสัมบันบ้าง หรือ เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับพุทธสาวกกันเองบ้าง ซึ่งมีรายละเอียดที่พอกล่าวโดยสังเขปดังนี้
ธัมจักกัปปวัตนสูตร1 ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นปฐมเทศนา หลังจากที่ตรัสรู้เป็นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ มีใจความสำคัญคือ
๑. ทรงชี้ทางที่ผิดอันได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค (การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค (ทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติสายกลาง) ได้แก่มรรคมีองค์ ๘ ว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
๒. ทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกข์  เหตุให้เกิดทุกข์  ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ โดยละเอียด
๓. ทรงแสดงว่าทรงรู้ตัวอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ทรงรู้หน้าที่อันควรทำในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ และทรงรู้ว่าได้ทรงทำหน้าที่เสร็จแล้ว จึงทรงแน่พระหฤทัยว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว (อันแสดงว่าทรงปฏิบัติทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองแล้ว).
เมื่อจบพระธรรมเทศนาพระโกญทัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม2 และได้ขอบวชก่อน ต่อมา พระวัปปะ กับพระภัททิยะ สดับรับฟังพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรมและได้ขอบวช ต่อมาพระมหานามะกับพระอัสสชิ สดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรมและได้ขอบวช เป็นอันได้บวชครบทั้ง ๕ รูป3
อนัตตลักขณสูตร4 ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์นั้น มีใจความสำคัญ คือ                                                                                                              ๑.  รูป (ร่างกาย) เวทนา (ความรู้สึกทุกข์ สุขหรือเฉย ๆ)สัญญา(ความจำได้หมายรู้) สังขาร(ความคิดหรือเจตนา) และวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทาง หู ตา เป็นต้น)ไม่ใช่ตน ถ้าเป็นต้นก็จะบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างนั้นได้ เพราะไม่ใช่บังคับบัญชาไม่ได้
๒. ตรัสถามให้ตอบเป็นข้อ ๆ ว่า ขันธ์ ๕ (มีรูป เวทนา เป็นต้น )เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? ตอบว่าไม่เที่ยง. สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือสุข ? ตอบว่าเป็นทุกข์. สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นว่านั่นเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ? ตอบว่าไม่ควร
๓. ตรัสตอบสรุปว่าเพราะเหตุนั้น ควรเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า รูป เวทนา เป็นต้นนั้น ทุกชนิดไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
๔. ตรัสแสดงผลว่าอริยสาวกผู้เห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูปเป็นต้น เมื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพราะกำหนัดคลายจึงหลุดพ้น เมื่อหลุพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ว่าสิ้นชาติอยู่จบพรหมจรรย์ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่ต้องทำหน้าที่อะไรเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก ภิกษุปัญจวัคคีย์มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ครั้งนั้นปรากฏพระอรหันต์รวม ๖ องค์ (รวมพระพุทธเจ้า)
แสดงอนุปุพพิกถาโปรดยสกุลบุตรกับครอบครัวพร้อมมิตรสหาย1 ความว่า ยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือนกลุ้มใจออกจากบ้านไปยังป่าอิสิปตนะมฤคทายวันในเวลาเช้ามืด ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าสดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม เศรษฐีผู้เป็นบิดาออกตาม พบพระผู้มีพระภาคเจ้าสดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม ประกาศตนเป็นอุบาสกคนแรกในพระพุทธศาสนาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต.ในขณะที่นั่งฟังพระธรรมเทศนาที่แสดงแก่เศรษฐีผู้เป็นบิดา ยสกุลบุตรก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ และขอบวช ครั้งนั้นมีพระอรหันต์ในโลก ๗องค์ รุ่งเช้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระยสะเสด็จไปฉันที่เรือนเศรษฐีบิดา ทรงแสดงธรรมโปรดมารดาและภริยาของพระยสะได้ดวงตาเห็นธรรม ประกาศตนเป็นอุบาสิกาชุดแรกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ครั้นแล้วก็มีเพื่อนของพระยสะ ๔ กับอีก ๕๐ คนตามลำดับ ได้ฟังพระธรรมเทศนาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงมีพระอรหันต์ทั้งสิ้น ๖๑ องค์
จัมมขันธกะ(ห้ามสวมเขียงเท้าใบตาล)2ภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้รองเท้าใบตาล มีผู้ติเตียนเพราะไปตัดต้นตาลต้นเล็กทำให้เหี่ยวเฉา พระผู้พระภาคจึงทรงห้ามใช้รองเท้าใบตาลถ้าใช้ต้องอาบัติทุกกฏ
เภสัชขันธกะ (ห้ามฉันเนื้อมนุษย์)3 ว่าด้วยทรงห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ผู้ฉันต้องอาบัติถุลลัจจัย. ภิกษุจะฉันเนื้อสัตว์ต้องพิจารณาก่อนขืนฉันทั้งไม่พิจารณาต้องอาบัติทุกกฎ (นางสุปปิยา อุบาสิกา เห็นภิกษุอยากฉันเนื้อ หาเนื้อไม่ได้ จึงตัดเนื้อตนเองปรุงอาหารถวาย)
จีวรขันธกะ (พระพุทธานุญาตผ้าปะ)4ภิกษุมีจีวรทะลุกำลังนั่งปะผ้าจีวร พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตให้มีการปะผ้าเมื่อเกิดการทะลุ
สัจจวิภังคสูตร 5พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าเรื่องที่ทรงแสดงธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วตรัสให้คบพระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นบัณฑิต เป็นผู้อนุเคราะห์แก่เพื่อนพรหมจารี ตรัสเปรียบพระสารีบุตรด้วยผู้ให้กำเนิด เปรียบพระโมคคัลลานะด้วยผู้เลี้ยวดู (แม่นม) พระสาริบุตรแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระโมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในมรรคสูงยิ่งขึ้นไป และพระสาริบุตรเป็นผู้อาจอธิบายอริยสัจจ์ ๔ โดยพิศดาร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จลุกขึ้นเข้าสู่วิหาร. พระสาริบุตรก็แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย อธิบายเรื่องอริยสัจจ์ ๔ โดยพิศดาร
ปฐมปาลสูตรที่ ๔1พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลาย เรื่องความหลุดพ้น และตรัสแก่มารผู้มีบาปว่าเราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงของมาร  ทั้งที่เป็นของทิพย์  ทั้งที่เป็น ของมนุษย์  เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกของมาร  ดูกรมารผู้กระทำซึ่งความพินาศ  ท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว  ฯ
ทุติยปาลสูตรที่ ๕2ตรัสเหมือนปฐมปาลสูตร
ปัญจวัคคิยสูตร3พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา
รถการวรรคที่ ๒4ทรงแสดงถึงการที่พ่อค้าประกอบด้วยองค์ ๓ ย่อมถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ในเวลาไม่นาน คือ มีตาดี ขยัน ถึงพร้อมด้วยที่อยู่อาศัย (รู้จักคนกว้างขวาง) ทรงแสดงว่าภิกษุมีตาดี คือ รู้อริยสัจจ์ ๔ ขยันคือไม่ทอดในกุศลธรรม ถึงพร้อมด้วยที่อยู่อาศัยคือเข้าไปหาท่านผู้รู้เป็นครั้งคราวเพื่อไต่ถามปัญหา ก็จะถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความไพบูลย์ในกุศลธรรมฉันนั้น
สูตรทั้งหมดนี้เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงที่อิสิปตนมฤคทายวัน สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในพระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย ๔๕ เล่ม

สารนาถในปัจจุบัน

อิสิปตนมฤคทายวันหรือสารนาถ ปัจจุบันอยู่ที่บริเวณทางทิศเหนือของกรุงพาราณสี อันเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนาฮินดูภายในแคว้น ยู.พี. คือ อุตรประเทศของรัฐบาลอินเดียปัจจุบัน
สานาถ มีนิยามคำเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อจลเจดีย์” กำหนดตามพุทธนิทานว่า เป็นสถานที่อันพระพุทธเจ้าในอดีตเสด็จมาแสดงธรรมครั้งแรก ณ ที่แห่งนี้มาโดยลำดับทุกสมัย
หากกำหนดเส้นทาง ถือเอากรุงพาราณสี (เบนาเรส) มหานครแห่งฮินดูเป็นศูนย์กลาง จากสถานีเบนาเรส จะขึ้นรถไฟสายเล็กสายหนึ่ง คือ สาย OUTH AND TIRHUT RAILWAY  ไปลงสถานีสารนาถก็ได้ เป็นระยะทางเพียง ๑ ไมล์ ห่างจากสถานีนั้น มีรถลางวิ่งรับส่งตรงไปยังมฤคทายวันโดยสะดวกอีกต่อหนึ่ง
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันการเดินทางไปสถานที่สำคัญแห่งนี้ สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวกและใช้เวลาไม่นาน ก็ทำการสักการะบูชาและระลึกถึงองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

บรรณานุกรม

คณะศิษยานุศิษย์วันล้ออายุ , อินเดียน้อย. ที .พี.พรินท์ . กรุงเทพ :  2539.

พระธรรมปิฎก, ตามทางพุทธกิจ . ธรรมสภา . กรุงเทพ : 2539.

ทรงวิทย์ แก้วศรี , พุทธสถานในเอเชียใต้. โรงพิมพ์พระจันทร์. กรุงเทพ 2519.

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย. โรงพิมพ์หาจุฬาลงกรณราชวิทยา. กรุงเทพ : 2539

เสถียร  พันธรังษี, พุทธสถานในชมพูทวีป,พิมพ์ครั้งที่ 8. โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณารชวิทยาลัย. กรุงเทพ : 2533

สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชน. มหามกุฏราชวิทยาลัย. กรุงเทพ : 2539.

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก, 45 พรรษาของพระพุทธเจ้า. มหามกุฏราชวิทยาลัย, กรุงเทพ 2539.


1 ขุ. ชา.เอก. ๒๗/๑๒
2 เสถียร พันธรังษี . พุทธสถานในชมพูทวีป .  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๓ หน้า ๑๐๙
1 วิ. มหา. ๔/๑๒ - ๑๘
2 เป็นพระโสดาบัน คือ พระอริยบุคคลชั้นต้นในพระพุทธศาสนา
3 อ้างแล้ว ๔/๑๘ - ๑๙
4 อ้างแล้ว ๔/ ๒๐ - ๒๔
1 อ้างแล้ว ๔ / ๒๕ - ๓๑
2 วิ. มหา. ๕/๑๑
3 อ้างแล้ว ๕ / ๕๘ - ๕๙
4 อ้างแล้ว ๕/ ๑๕๒
5 มชฺฌิมฺ.อุ. ๑๔/๖๙๘ - ๗๐๕
1 สํ.ส. ๑๕/๔๒๕ - ๔๒๗
2 อ้างแล้ว ๑๕/๔๒๘ - ๔๓๐
3 สํ.ขนฺธ. ๑๗/๑๒๗ - ๑๓๐
4 องฺ. เอก. ๒๐/๔๕๐ - ๔๕๙

บทความของ บรรจบ บรรณรุจิ เกี่ยวกับพระไตรปิฎก

มองคุณค่าและจิตสำนึกของคนไทยจากพระไตรปิฎก


บรรจบ บรรณรุจิ เก็บเพชรจากคัมภีร์พระไตรปิฎก โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 2542 หน้า 265 – 276

ผู้เขียนดีใจที่ได้เห็นพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสร็จสมบูรณ์แล้วและกำหนดให้มีการสมโภชในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้ ที่ดีใจเพราะเห็นว่าเป็นงานของสถาบันที่ผมเคยศึกษาเล่าเรียนมาซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น งานครั้งนี้จึงถือเป็นงานสนองพระราชประสงค์โดยแท้
กล่าวถึงพระไตรปิฎก ชาวพุทธต่างรู้จักกันดีว่าเป็นคัมภีร์สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นแหล่งบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้เราจะยังไม่ชัดเจนว่า คำว่า พระไตรปิฎก นั้นเกิดมีขึ้นเป็นปฐมตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็พออนุมานกันได้ว่า น่าจะมีคำนี้ใช้ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าอโศก เหตุที่อนุมานเช่นนั้นเพราะถือตามหลักฐานในสังคายนา ครั้งที่ ๒ ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์ผู้ปรารภให้เกิดการทำสังคายนาครั้งนั้น คือ พระยสะ กากัณฑบุตร ว่า "ธมฺมธโร วินยธโร มาติกาธโร" แปลว่า "ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา" แม้จะมีหลายท่านพยายามตีความว่า คำว่า "มาติกา" คือ หัวข้อในพระวินัย หรือ สิกขาบท นั้นเอง แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยเลย เพราะหากตีความเช่นนั้น คำว่า "วินัย" ก็น่าจะคลุมความถึงมาติกาได้แล้ว ฉะนั้น มาติกา จึงน่าจะมีความหมายพิเศษ
มาติกา คือ หัวข้อ เอ.เค. วอร์เดอร์ อธิบายว่า ได้แก่ บัญชีหัวข้อเรื่อง ซึ่งเสนอแต่เฉพาะหัวข้อองค์ธรรมไว้เป็นชุด (INDIAN BUDDHISM หน้า ๑๐) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในช่วงสังคายนาครั้งที่ ๒ ได้แบ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น ๓ หมวด คือ หมวดวินัย หมวดธรรม และหมวดมาติกา หมวดมาติกานี้เองได้วิวัฒนาการมาเป็นอภิธรรมปิฎกในยุคของสังคายนาครั้งที่ ๓ ว่ากันว่า นิกายพาหุศรุติยะหรือนิกายพหุสสุติกะได้นำคำ มาติกา ไปใช้เป็นปิฎกหนึ่ง เรียกว่า มาติกาปิฎก
ถึงตอนนี้ก็พอสรุปสันนิษฐานกันได้ระดับหนึ่งว่า คำว่า พระไตรปิฎก มีขึ้นเมื่อคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๓ อันแสดงให้เห็นว่า ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ นั้น นอกจากจะทำตามอย่างสังคายนา ๒ ครั้งแรกแล้ว สิ่งที่แปลกใหม่ก็คือ การจัดกลุ่มและเรียกชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าใหม่ว่า วินัยปิฎก สุตตปิฎก (สุตตันตปิฎก) และอภิธรรมปิฎก
พระไตรปิฎก มาจากคำสันสกฤตว่า ตฺริปิฎก ซึ่งตรงกับคำบาลีว่า ติปิฎก หรือ เตปิฏก ซึ่งเป็นตัวแทนพระธรรมที่เรากล่าวขอถึงเป็นสรณะนั่นเอง ชาวพุทธบนแผ่นดินไทยรู้จักพระไตรปิฎกมาเป็นเวลา ๒,๐๐๐ ปีเศษ คือ นับตั้งแต่เวลาที่พระพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙ ส่วนชาวพุทธไทยผู้เป็นบรรพบุรุษของคนไทยอย่างเราก็รู้จักพระไตรปิฎกเมื่อราว พ.ศ. ๑๘๐๐ เศษ ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ ยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า "...เบื้องตะวันตกสุโขทัยนี้มีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทาน แก่พระสังฆราชปราชญ์เรียนพระไตรปิฎก หลวก (รู้หลัก,ฉลาด) กว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองนครศรีธรรมราชมา..."
นอกจากรู้จักพระไตรปิฎก คนไทยยังศึกษา (เรียนและสอน) และเขียนหนังสืออธิบายหลักธรรมในพระไตรปิฎกอีกด้วย เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง คือ หนังสืออธิบายหลักธรรมเล่มแรกที่เกิดจากน้ำมือของคนไทย และคนไทยคนแรกที่แต่งหนังสือดังกล่าวก็คือ พญาลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ ๑)
หนังสือเล่มนี้มิใช่มีความสำคัญเพียงแต่เป็นหนังสือหรือวรรณคดีไทยเล่มแรกเท่านั้น ดูเหมือนจะใช้เป็นคู่มือในการปกครองประเทศด้วยโดยมุ่งให้ประชาชนได้รู้จักความดีความชั่วแล้วดำเนินชีวิตไปตามทางความดีที่เรียกว่า "กุศลกรรมบถ" ซึ่งเป็นทางช่วยให้สังคมมีความสงบสุข ฉะนั้น หากจะเทียบกับพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งนิยมแต่งหนังสืออธิบายขยายความคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นใหม่แล้วกำหนดเรียกว่า "สูตร" เตภูมิกถาเล่มนี้ก็น่าจะจัดเป็นสูตรสูตรหนึ่งได้ เรียกว่า "เต
ภูมิกสูตร" (แต่เมื่อวิเคราะห์ดูอีกทีตามประวัติศาสตร์คัมภีร์พุทธศาสนา จะพบว่า ในระยะหลังท่านก็ใช้คำแทนชื่อสูตรหลายคำเช่น ชาดก และ กถา ฉะนั้น เตภูมิกถา ก็น่าจะจัดเป็น เตภูมิกสูตร ได้)
ชาวพุทธไทยก็เหมือนกับชาวพุทธทั่วโลก คือ ถือพระไตรปิฎก เป็นสิ่งสำคัญ และนับถือพระไตรปิฎกเหมือนนับถือพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์จริงจะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ปรากฏให้เห็นก็มีแต่พระรูปของพระองค์ที่ปฏิมากรจินตนาการขึ้นมาให้กราบไหว้กัน แต่เราก็ถือเสมือนว่าพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ เราจึงสร้างโบสถ์ วิหาร หรือ ศาลา หลังใหญ่โตสวยงามให้เป็นที่ประทับของพระองค์ และเข้าเฝ้าถวายสักการะบูชากล่าวคำสรรเสริญสดุดีวันละ ๒ เวลา คือ เช้า กับ เย็น ซึ่งเราเรียกระเบียบปฏิบัตินี้ว่า ทำวัตรเช้า และ ทำวัตรเย็น
วัตร ก็คือ ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือ ข้อปฏิบัติที่ทำกันจนเป็นธรรมเนียม คงจะเลียนแบบมาจากวัตตขันธกะ ในพระวินัยปิฎกนั่นเอง ซึ่งถือว่า การทำความเคารพครูอาจารย์นั้นเป็นวัตรอย่างหนึ่ง การที่เราไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในโบสถ์ วิหาร หรือศาลาการเปรียญ ก็คือ ไปแสดงความเคารพพระองค์ บรรพบุรุษของเรากำหนดให้ทำเป็นธรรมเนียม ฉะนั้น จึงเรียกว่า ทำวัตร พระรูปใดไม่ทำก็ไม่ถือว่ามีความผิด แต่ก็ถือว่าปฏิบัติหน้าที่ของพระไม่สมบูรณ์
พระสงฆ์ คือ โอรสหรือลูกของพระพุทธเจ้า เมื่อเคารพพระบิดาแล้วก็ต้องเคารพลูกด้วย เราแสดงความเคารพออกมาด้วยการสร้างวัดวาอารามและถวายอาหารบิณฑบาต คนไทยนับถือพระสงฆ์เป็นขวัญชีวิต และ พลังใจ ฉะนั้น เวลามีทุกข์มีร้อนจึงมักขอให้คุณพระช่วย หรือเมื่อพ้นจากความทุกข์ร้อนได้ก็มักจะบอกว่า พระมาโปรด
ส่วนด้านพระธรรมเล่า เราก็ปฏิบัติต่อพระธรรมเสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต ธรรมดาสิ่งมีชีวิตย่อมต้องการที่อยู่อาศัยเครื่องนุ่งห่มรวมทั้งอาหารการกิน เมื่อพระธรรมถูกจัดแบ่งเป็นพระไตรปิฎกและถูกจารเป็นตัวอักษรลงในใบลาน เราก็ถือใบลานนั้นเป็นประหนึ่งมีชีวิตชีวา เราจึงปฏิบัติต่อพระธรรมในลักษณะต่าง ๆ คือ หาผ้ามาห่อ โดยผ้าห่อนั้นต้องปักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง จากนั้นก็ หาเชือกมาผูก จากนั้นก็นำไปใส่หีบที่จัดทำไว้อย่างดี ใช่เพียงแต่เท่านั้น เรายังสร้างตู้บรรจุอีก แล้วนำไปตั้งประดิษฐานไว้ในหอหรือมณฑป ซึ่งเรานิยมเรียกกันว่า หอไตร ซึ่งก็เป็นคำย่อของคำว่า หอไตรปิฎก นั้นเอง
จะเห็นได้ว่า การกระทำดังกล่าวของเรา ก็คือ การกระทำต่อสิ่งเคารพที่เรารู้สึกว่ามีชีวิต ชาวพุทธไทยได้ปฏิบัติต่อพระธรรมอย่างนี้มานานแล้วและสืบต่อเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุครัตนโกสินทร์ ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้าย (พ.ศ. ๒๕๑๐) ชาวพุทธไทยต้องสะเทือนใจหลายเรื่อง นับตั้งแต่เสียใจเรื่องบ้านเมืองถูกทำลาย การบาดเจ็บล้มตายของผู้คน จนกระทั่งถึงวัดวาอารามและพระพุทธรูปถูกทำลายรวมทั้งพระไตรปิฎกด้วย ในคัมภีร์สังคีติยวงศ์ที่แต่งโดยพระพิมลธรรม ผู้เป็นชาวอยุธยาและได้รู้ได้เห็นได้ทุกข์วิโยคกับภัยสงครามครั้งนั้นด้วยมีกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "...พระธรรมวินัย ไตรปิฎก เมื่อไม่มีการรักษาเสียแล้วก็วินาศไปต่าง ๆ คือ พวกมิจฉาทิฏฐิยื้อแย่งเอาผ้าห่อและเชือกรัดไปบ้าง ตัวปลวกกินยับเยินไปบ้าง และพินาศสูญไปต่าง ๆ โดยที่พลัดลงดินเปียกน้ำผุไปเสียบ้างก็มี ภายหลังภิกษุทั้งหลายเห็นพระธรรมยังเหลืออยู่น้อย มีจิตกอปรด้วยศรัทธา ได้รวบรวมพระธรรมเหล่านั้นไว้ แต่พระธรรมวินัยบางคัมภีร์ที่ยังมั่นคงอยู่ก็มี บางคัมภีร์ก็ได้เหลืออยู่ผูก ๑ กว่าบ้าง ๒ ผูกเศษบ้าง เต็มคัมภีร์บ้าง ครึ่งคัมภีร์บ้าง บริบูรณ์บ้าง ไม่บริบูรณ์บ้าง บังเกิดอากูลต่าง ๆ กัน ...เลือกรวบรวมได้ตามสติกำลังนำมาเก็บไว้ยังสำนักตน..." (สังคีติยวงศ์, หน้า ๔๐๗) และพระธรรมที่เลือกรวบรวมมาได้นั้นก็เป็นประโยชน์ต่อชาวอยุธยาผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งมหันตทุกข์ดังมีบันทึกไว้ต่อมาว่า "...ฝ่ายทายกผู้ถวายปัจจัยที่เหลือตายอาศัยเคยสะสมกุศลธรรมไว้แต่ก่อน ๆ มีทรัพย์เหลืออยู่บ้างเล็กน้อย ได้อาหารอันชาวชนบทเขานำมาบ้าง (คือแลกเปลี่ยน) และได้อาหารมาด้วยกำลังแขนของตนบ้าง ด้วยเดชกุศลธรรมปางก่อนของตนด้วย ด้วยเหตุการทำทานด้วยภูมิผลสืบในพระศาสนาก็มีอินทรีย์ (ร่างกาย) บริบูรณ์ใคร่จะฟังพระสัทธรรมเทศนาด้วยน้ำใจใสศรัทธาบางสมัยก็ได้ไปสู่สำนักภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น วิงวอน (ขอให้แสดงธรรม)
ภิกษุเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นผู้มีการศึกษามามากหรือมีการศึกษามาน้อยก็ตาม ก็ปรารถนาลาภสักการะเพื่อจะรักษาชีวิตตนก็รับสำแดงธรรม จึงได้เลือกพระธรรมที่ตนเก็บมาได้พิจารณาดูก็สำแดงพระสัทธรรมเทศนาแก่คนเหล่านั้นด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ตามความรู้เห็นที่ตนได้ศึกษามา
ทายกเหล่านั้น ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาแล้วและกำลังยังโศกมากด้วยความพลัดพรากจากลูกหลานและเครือญาติ ได้ท่วมทับอยู่ด้วยญาติวิโยค เมื่อระลึกถึงญาติเหล่านั้น ที่มีศรัทธาอ่อนก็มี มีศรัทธามากก็มี ให้บังเกิดความสังเวชใจมาก เมื่อระลึกถึงทุกข์ภัยของตน ก็ได้เลือกเก็บพระพุทธรูปและพระธรรมมาทำบุญฉลองแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติทั้งหลาย ชนบางจำพวกได้ให้ลูกและหลานของตนบรรพชาในพระพุทธศาสนา
ต่อมา เพราะได้ทำบุพกรรมไว้ ภิกษุเหล่านั้นก็มีพวกมาก มีอันเตวาสิกมาก บริบูรณ์ด้วยจตุปัจจัยทั้งหลายมีใจคอเอิบอิ่มก็ได้ยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแล้ว พากันแสวงหาพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ได้แลเห็นพระพุทธรูปทั้งหลายมีอวัยวะน้อยใหญ่แตกหักพังทำลายบ้างอากูลต่าง ๆ พินาศเสียหายบ้าง ทั้งกุฎีวิหารสีมาพระพุทธสถูปก็ได้พินาศต่าง ๆ จึงพา
กันเกิดความสังเวชสลดใจกลั้นน้ำตามิได้ เพราะความรักพระพุทธศาสนาเหลือล้น มีหทัยหวั่นไหวอยู่ จึงพร้อมกับอันเตวาสิกเก็บรวบรวมพระพุทธรูปทั้งหลายไปไว้ในสถานอันควร
พระธรรมวินัยเหล่าใด ที่ยังเหลืออยู่จากความฉิบหายมีมากน้อยเท่าใด ก็ขนพระธรรมวินัยเหล่านั้นไปตามที่มีอยู่นั้น ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นได้พากันนำไปไว้ในสถานของตน
ชนทั้งหลายค่อยมีอาหารบริบูรณ์ขึ้น ได้พากันสร้างบ้านปลูกเรือนขึ้นในหมู่บ้านเก่า (เดิม) และในไร่นาที่ดินเก่าที่เคยอยู่มาก่อนตามที่ต่าง ๆ
ภิกษุทั้งหลายเมื่อได้ฉันอาหารบิณฑบาตต่าง ๆ ก็พากันทำกระท่อมพะเพิงในวัดเก่าอยู่กับสหายและนิสิตทั้งหลายของตนและได้ปลูกกุฎิขึ้นแล้วพากันจำพรรษาอยู่ในกุฎินั้น..."
จากข้อความที่กล่าวไว้ในสังคีติยวงศ์นี้ สะท้อนให้เห็นจิตสำนึกของชาวพุทธไทยที่ห่วงใยพระไตรปิฎก ทุกคราวที่มีการสร้างบ้านเมือง พระมหากษัตริย์ไทยจะไขว่คว้าหาพระไตรปิฎกมาเป็นหลักสำหรับฟื้นฟูพระพุทธศาสนา คราวสร้างกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชรับสั่งให้หาพระไตรปิฎกมาจากเมืองนครศรีธรรมราช แต่เนื่องจากทรงครองราชย์ชั่วเวลาอันสั้น (๑๕ ปี) ไม่ทรงมีเวลาในการจัดให้มีการชำระอักขระ จึงตกเป็นภาระของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชา สังคีติยวงศ์บันทึกเรื่องราวครั้งนี้ไว้ว่า
"สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงทราบว่าพระไตรปิฎก คือ พระพุทธวจนะทั้งหลายมีอักษรอันวิปลาสฉิบหายแล้ว ก็มีพระหฤทัย ไหวหวั่นด้วยความรักพระศาสนาอย่างยิ่งจึงทรงดำริว่า ควรเราทั้งหลายจะทำพระพุทธวจนะให้เจริญ พระพุทธวจนะเป็นของที่หาที่เปรียบมิได้ มีอักษรพิรุธ ฉบับหายเสียแล้วก็จะไม่มีที่พึ่งแล น่าสังเวช กุลบุตรทั้งหลายผู้เกิดมาภายหลังในพระพุทธศาสนาเมื่อไม่รู้คุณและโทษ ก็จะพากันมืดมัวมากด้วยโทสะและโมหะ
ลุพระพุทธศักราช ๒๓๓๑ แล้วปีวอก จึงได้ทรงหารือเหตุการณ์นั้นด้วยพระราชาคณะทั้งหลาย มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน พระราชาคณะมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานครั้นเล็งเห็นเหตุการณ์นั้นแล้วก็รับพระราชโองการว่าสาธุ แล้วจึงมาเลือกสรรได้ภิกษุทั้งหลาย ๒๑๘ รูป ราชบัณฑิตได้ ๓๒ นาย
พระเถระเจ้าทั้งหลายได้ยกเหตุการณ์นั้นของสมเด็จพระบรมกษัตราธิราชเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ทำสังคายนาพระธรรมวินัยในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ณ วัดพระศรีสรเพชุดาราม
ครั้งนั้นก็บันดาลอัศจรรย์มีมืดมนอนธการ เมฆคำรามกึกก้อง ลมพายุพัดต้องหนาวเย็นจัดเหลือที่จะเย็น มิอาจที่ว่าจะทนทานได้ตลอดวันและคืน สมเด็จพระราชาเจ้าได้ทรงอนุเคราะห์และถวายเตาเพลิงให้ภิกษุทั้งหลายผิง
ภิกษุทั้งหลายพากันโสมนัสแล้วอาราธนาเทวดาทั้งหลายเพื่อให้อนุเคราะห์ต่อพระธรรมวินัยในเถรสมาคม พระเถรเจ้าทั้งหลายนั้นครั้นปรึกษากันแล้วจึงปันหมู่ภิกษุออกเป็น ๔ กอง ให้ทำพระพุทธวจนะ คือ พระธรรมพระวินัยที่มีอักษรพิรุธมีประการต่าง ๆ เป็นสิถิลและธนิตเป็นอาทิแลให้เขียนแก้ที่โบราณเขียนไว้โดยความพลั้งเผลอให้ทำเสียให้ดีตามสติกำลังด้วยจิตบริสุทธิ์เลื่อมใส แม้จะยากลำบากก็ตาม
ครั้งนั้น พระภิกษุทั้งหลาย ๒๑๘ รูป ราชบัณฑิต ๓๒ นาย ก็พากันลงมือสังคายนาพระวินัยปิฎกก่อน (แล้วจึงสังคายนาพระสูตรและพระอภิธรรม) ...แล้วจึงได้จารพระพุทธพจน์นั้นให้บริสุทธิ์ตามสติกำลัง...
พระเถระเจ้าทั้งหลาย สร้างพระธรรมวินัยโดยเหตุและวิธีต่าง ๆ ยังธรรมวินัยนั้น ๆ ให้สำเร็จไปและให้เขียนไว้ตราบเท่ากาลสำเร็จลงได้ การสร้างพระธรรมวินัยนั้น ๆ สำเร็จหลายพันผูกทำให้อักษรงามบริบูรณ์กว่าแต่ก่อนตามกำลังความสามารถที่ทำได้สิ้นวันและคืนนับได้ปีเศษ
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ พระองค์ได้ให้บำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยจตุปัจจัยทั้งหลายมีประการต่าง ๆ ใช่แต่เท่านั้นได้พระราชทานเครื่องวิจิตรต่าง ๆ เครื่องหอมกรุ่นต่าง ๆ เครื่องลาดต่าง ๆ จีวรผ้าโกสัยและกัปปาสิกสีงามต่าง ๆ ถลกบาตร สายบาตร สายโยก เหล็กไฟและล่วม แว่นกระจกและล่วม ฝักกำมลอ สักลาด และพัสดุต่าง ๆ ควรแก่สมณสารูป เรืองามต่าง ๆ มีเครื่องครุภัณฑ์ประดับงามวิจิตร เขียนทองทาทองต่าง ๆ และโปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองบุญใหญ่เป็นการพระกุศลกรรมมีประการต่าง ๆ มีพระอาการเลื่อมใสทรงปีติโสมนัสในพระพุทธศาสนา ทรงดำรงกองบุญมีอเนกประการ ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายเพื่อพระสัพพัญญุตญาณ
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ พระองค์นั้นได้ทรงสดับอานิสงส์ต่าง ๆ ที่มาในคัมภีร์ทั้งหลายคือ พระอานิสงส์วิหารทาน ๑ พระอานิสงส์ถวายอุโบสถาคารสถาน (โรงอุโบสถ) ๑ อานิสงส์ถวายเครื่องรองรับพระธาตุที่ฝังในเจติยสถาน ๑ อานิสงส์การสร้างมณฑปบรรจุพระธาตุและพระธรรม ๑ อานิสงส์การจารพระไตรปิฎกพุทธ-วจนะ ๑ แล้วโปรดให้สร้างตามเรื่องที่ได้ทรงสดับมานั้น..." (สังคีติยวงศ์, หน้า ๔๔๕)
หากจะถามต่อไปว่า ทำไมหรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าโลกและสมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทจึงอุทิศพระองค์และพระราชทรัพย์เพื่อพระไตรปิฎกถึงมากมายเพียงนั้น คำตอบคงมิใช่เพียงเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาเท่านั้น เรื่องนี้มีทางให้พิจารณาเพิ่มเติมได้อีก ๒ ประเด็น คือทรงเห็นอานิสงส์การสร้างพระธรรม กับทรงเชื่อว่าอักษรที่บรรจุพระธรรมแต่ละตัวนั้นมีค่าเทียบเท่าพระพุทธรูป ๑ พระองค์

กล่าวถึงการสร้างพระธรรมก่อน สังคีติยวงศ์ได้กล่าวถึงอานิสงส์ต่าง ๆ ไว้ สรุปได้ คือ
๑. อานิสงส์ถวายมณฑปสำหรับบรรจุตู้พระธรรม จะทำให้ไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิครองทวีปทั้ง ๔ และมีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร
๒. อานิสงส์ถวายใบลานสำหรับจารพระธรรม จะทำให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีรูปร่างสวยงามปราศจากทุกข์ทั้งปวง
๓. อานิสงส์การจาร(เขียน)พระธรรมลงในใบลาน จะทำให้มีปัญญามากได้เจโตปริยญาณ (รู้ใจผู้อื่น)
๔. อานิสงส์การทาชาดและหรดาลเพื่อให้พระธรรมสวยงาม จะทำให้มีรัศมีกายสวยงาม
๕. อานิสงส์ปิดทองพระธรรม จะทำให้มีจิตใจสะอาดผ่องใส และมีสีกายงามดั่งทอง
๖. อานิสงส์ถวายผ้าห่อ จะทำให้ได้เรือนคลัง ๘๔,๐๐๐ หลัง
๗. อานิสงส์ถวายสายรัด จะทำให้รักษาสมบัติของตนเองไว้ได้ ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่แล้วจะไม่เสียหาย
๘. อานิสงส์ถวายข้าคนให้รักษามณฑปพระธรรม จะทำให้มีราชบุรุษห้อมล้อมเป็นปริมณฑลได้ ๓๖ โยชน์ และหากเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจะมีผลตามมาดังนี้
๘.๑ มีปราสาทที่ประทับ ๘๔,๐๐๐ องค์
๘.๒ มีแก้วมณี ๘๔,๐๐๐ ดวง
๘.๓ มีพระราชโอรส ๑,๐๐๐ พระองค์ ล้วนองอาจในการสงคราม
๘.๔ มีม้าทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ ม้า
๘.๕ มีพระบรรจถรณ์ (ที่บรรทม) แก้ว ๗ ประการ ๘๔,๐๐๐ แท่น
๘.๖ มีคลังผ้า ๘๔,๐๐๐ หลัง
๘.๗ มีผ้าเนื้อละเอียด คือ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าเปลือกไม้
ส่วนความเชื่อเรื่องอักษรแต่ละตัวมีค่าเทียบเท่าพระพุทธรูป สังคีติยวงศ์ก็กล่าวไว้ว่า
"แม้ว่าอักษรแต่ละตัว ๆ ก็ทรงคุณเสมอด้วยพระพุทธรูปแต่ละองค์ ๆ เพราะเหตุนั้น สาธุชนผู้บัณฑิต พึงจารึกพระไตรปิฎกไว้ก็เป็นอันชื่อว่า พระตถาคตเจ้าทั้งหลายมีประมาณ ๘๔,๐๐๐ พระองค์
ยังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อพระไตรปิฎกยังดำรงอยู่ (ตราบใด)ผลคืออักษรดังพระพุทธรูป จะพึงดำรงอยู่เสมอ (ตราบนั้น)เพราะเหตุนั้น ให้สาธุชนพึงจารด้วยตนเองและให้ผู้อื่นจารพระธรรมลงไว้ในใบลานและบรรจุไว้ในพระเจดีย์ อักษรแห่งพระไตรปิฎกทั้งหลายท่านประมาณไว้ว่า ๔๐๐ โกฎิ ๗๒ อักษร พระไตรปิฎกเหล่าใดที่ได้บรรจุไว้แล้ว ปิฎกเหล่านั้นก็ได้ชื่อว่าเหมือนสร้างพระปฏิมากรไว้ ๔๐๐ โกฎิ ๗๒ พระองค์"
ผู้เขียนเชื่อว่าประเด็นทั้ง ๒ นี้ จะต้องเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์และพระอนุชา เป็นที่น่าสังเกตว่า สังคีติยวงศ์กล่าวเน้นถึงการสร้างตู้พระธรรมเป็นพิเศษดังจะเห็นได้จากข้อความว่า
"โดยวาระพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลใดในพระศาสนานี้ จะเป็นหญิงก็ดี ชายก็ดี กษัตริย์ หรือ พราหมณ์ พ่อค้า ศูทร คนพาลและบัณฑิตก็ตาม มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ถวายตู้สำหรับบรรจุพระธรรมแล้ว มหาผล มหาอานิสงส์จักมีแก่ชนทั้งหลายจำพวกนั้น เหมือนกับพระสารีบุตรผู้บังเกิดศรัทธาในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าปุสสะผู้ทรงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ถวายตู้บรรจุพระธรรม..."
และสรุปอานิสงส์ของการสร้างตู้บรรจุพระธรรมไว้ ๑๑ ประการ คือ
๑. ได้สั่งสมกุศลมูลไว้มากในพระพุทธศาสนา
๒. จะไม่ตายอย่างคนหลงสติ
๓. หากไปเกิดในหมู่มนุษย์สามัญจะมีผลตามมาดังนี้
๓.๑ มีอำนาจยิ่งใหญ่ได้สิ่งสมปรารถนา
๓.๒ มีกลิ่นกายหอมฟุ้ง
๓.๓ มีผิวพรรณสวยงาม
๓.๔ มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติและบริวาร
๔. หากไปเกิดเป็นกษัตริย์จะมีผลตามมาดังนี้
๔.๑ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครองทวีปทั้ง ๔
๔.๒ มีแก้ว ๗ ประการเกิดมาเป็นของคู่บุญ
๔.๓ ปราสาทที่ประทับจะมีแสงแก้วสว่างไสวไกลถึง ๑๒ โยชน์
๔.๔ แวดล้อมด้วยนารีแสนนางปานประหนึ่งนางฟ้า
๔.๕ มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์ให้ประทับ
๔.๖ จะเสด็จไปทางใดก็แวดล้อมด้วยเหล่าเสนามาตย์พร้อมทั้งขบวนรถ ขบวนช้าง ขบวนม้า และขบวนทหารราบ ติดตามเป็นขบวนใหญ่ถึง ๗ โยชน์
๕. หากไปเกิดเป็นเทวดา จะได้เป็นพระอินทร์ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ถึง ๗ ครั้ง
๖. หากเกิดเป็นมนุษย์อีก จะได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๓๖ ชาติ
๗. (จากนั้น) ก็จะได้เกิดเป็นพระราชาปกครองประเทศอีกหลายชาติ
๘. ต่อมา เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะมีผลตามมาดังนี้
๘.๑ ได้รับเกียรติในที่ทุกสถาน
๘.๒ มีสติปัญญาหลักแหลม
๘.๓ มีอวัยวะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สะอาดผ่องใส
๘.๔ มีจิตบริสุทธิ์ (คิดในสิ่งที่ดี)
๙. จะได้พบพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชและบรรลุมรรคผลในที่สุด
๑๐. จะได้เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก
๑๑. หากปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ก็จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้บำเพ็ญบารมีต่อไป
เห็นอานิสงส์เกี่ยวกับการสร้างพระธรรม คือ พระไตรปิฎกที่กล่าวไว้ในสังคีติยวงศ์อย่างนี้แล้ว ก็พลันหวนระลึกถึงสัทธรรมปุณฑรีกสูตร พระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน พระสูตรนี้แต่งเป็นภาษาสันสกฤต สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งราว พ.ศ. ๖๐๐-๘๐๐ ในบทที่ ๑๘ มีกล่าวถึงอานิสงส์ของการทรงจำ อ่าน สอน และคัดลอกพระธรรมไว้ว่า "... กุลบุตรหรือกุลธิดาผู้ทรงจำ อ่าน สอน และคัดลอกพระธรรมบทนี้ จะมีตาประกอบพร้อมด้วยคุณลักษณะ ๘๐๐ แจ่มใส เห็นชัด และเห็นโลกทั้งหมด เห็นลึกลงไปถึงใต้อเวจีและเห็นสูงขึ้นไปถึงที่สุดภพ... จะมีหูประกอบพร้อมด้วยคุณลักษณะ ๘๐๐ แจ่มใส ฟังได้ชัดได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้ไกล...จะมีจมูกประกอบพร้อมด้วยคุณลักษณะ ๘๐๐ แจ่มใส รับกลิ่นได้ชัด...จะมีลิ้นประกอบพร้อมด้วยคุณลักษณะ ๘๐๐ แจ่มใส รับรสได้ดี เปล่งเสียงได้ไพเราะ...จะมีกายประกอบพร้อมด้วยคุณลักษณะ ๘๐๐ แจ่มใส สะอาด..." (สัทธรรมปุณฑรีกสูตร บทที่ ๑๘)
การกล่าวถึงอานิสงส์ของการทรงจำ และการสร้างพระธรรมทั้งที่ปรากฏในสังคีติยวงศ์และสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ผู้เขียนยังไม่เคยพบเลยในพระไตรปิฎกและอรรถกถาฝ่ายบาลี มาพบก็แต่ในคัมภีร์รุ่นหลัง โดยเฉพาะแนวความเชื่อเรื่องอักษรจารึกพระธรรมแต่ละตัวมีค่าเท่ากับพระพุทธรูป ๑ องค์นั้นพบมากที่สุดในคัมภีร์ประเภทปกรณ์วิเสส อาทิ โสตัตถกี มหานิทาน ปัญญาสชาดก และสังคีติยวงศ์ จึงทำให้น่าศึกษาว่าระหว่างมหายานกับเถรวาท นิกายไหนให้กำเนิดแนวความเชื่อนี้
กลับมาเรื่องพระไตรปิฎกต่อ หลังจากรัชกาลที่ ๑ มาแล้ว รัชกาลต่อ ๆ มาก็ทรงให้ความสำคัญต่อพระไตรปิฎก จึงทำให้เกิดพระไตรปิฎกฉบับหลวง ฉบับทองน้อย ฉบับทองใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ (ร.๑ - ร. ๕) พระไตรปิฎกบันทึกเป็นอักษรขอมทั้งหมด ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของขอมที่มีต่อแผนดินผืนนี้ในอดีต จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงศักดิ์ศรีของความเป็นไท จึงรับสั่งให้ปริวรรตจากอักษรขอมมาเป็นอักษรไทยแล้วพิมพ์เป็นเล่มสมุด พระไตรปิฎกชุดนี้แหละต่อมาก็คือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ตกสมัยรัชกาลที่ ๘ จึงมีการแปลเป็นภาษาไทยทำให้เรามีพระไตรปิฎกฉบับแปลไทยเป็นครั้งแรก ต่อมาเราได้มีพระไตรปิฎกแปลไทยอีกฉบับหนึ่งจัดทำโดยสำนักพิมพ์ ส.ธรรมภักดี เป็นสำนวนเทศนาโวหารได้รับความนิยมพอสมควรเพราะนักเทศน์สามารถถือขึ้นอ่านบนธรรมาสน์ได้เลย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือ ๒๕๒๘ ก็มีพระไตรปิฎกแปลไทยอีกสำนวนหนึ่งจัดทำโดยมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย พระไตรปิฎกฉบับนี้มีพิเศษตรงที่แปลอรรถกถาของแต่ละสูตรแล้วพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก จนกระทั่งมาถึง พ.ศ. ๒๕๔๒ เรามีพระไตรปิฎกสำนวนไทยขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ก็คือพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของเรานี่เองเท่าที่เล่ามาพอจะเห็นได้ว่า คนไทยได้แสดงคุณค่าและจิตสำนึกของตัวเองออกมาในการรักษาสืบต่อพระไตรปิฎก แต่คนไทยยังเห็นคุณค่าทางการศึกษาน้อยมาก ในสถาบันการศึกษาทั้งหลายแม้จะมีวิชาพระไตรปิฎกอยู่ก็เรียนกันฉาบฉวยเต็มที มหาวิทยาลัยสงฆ์ทุกแห่งซึ่งต้องเป็นหลักในเรื่องนี้ก็ตกอยู่ในลักษณะเดียวกัน.
                                                                                             
มหาวิทยาลัยนาลันทา
                                                                

ท่องแดนพุทธภูมิ (สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง)

สถานที่ประสูติ  ณ  สวนลุมพินี  ราชอาณาจักรเนปาล
                                             
สถานที่ตรัสรู้  ณ  ตำบลพุทธคยา  เมืองคยา  รัฐพิหาร  สาธารณรัฐอินเดีย
                                                   
สถานที่แสดงปฐมเทศนา  ณ  ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  ปัจจุบันเรียกว่าสารนาถ  เมืองพาราณสี  หรือบานารัส  รัฐอุตตรประเทศ  สาธารณรัฐอินเดีย




สถานที่ปรินิพพาน  ณ  สาลวโนทยาน  เมืองกุสินารา  รัฐอุตตรประเทศ  สาธารณรัฐอินเดีย
    ผู้ที่ีจะไปแสวงบุญที่อินเดียต้องมี  ๔  อย่าง
                               ๑)ต้องมีทรัพย์หรือปัจจัยพอ
                               ๒)ต้องมีเวลาพอ
                               ๓)ต้องมีสุภาพดีพอ
                               ๔)ต้องมีศรัทธา       
                                         สรุปเมื่อได้ไปอินเดียมาแล้ว ๑๒-๒๒ ก.พ.๒๕๕๕
                              ๑)เมืองแห่งคนใช้หัว
                              ๒)เมืองให้ผัวเฝ้าห้าง
                              ๓)เมืองเดินทางต้องทำใจ
                              ๔)เมืองวัวเป็นใหญ่นักเลงโต
                              ๕)เมืองสุดโอ่เรื่องวรรณะ
                              ๖)เมืองมีพระปางแก้ผ้า
                             ๗)เมืองพระบรมศาสดา
                             ๘)เมืองคงคาแดนสวรรค์
                             ๙)เมืองสำคัญแสวงบุญ