วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

คติธรรมที่แขวงไปด้วยปริศนาธรรม

ปริศนาธรรม
บทนำ
ธรรมดาปริศนาเป็นปัญหาที่ดิ้นได้  อาจจะตีความหมายไปได้หลายอย่าง  แต่จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นคติเตือนใจอย่างเดียวกัน  คำอธิบายต่อไปนี้เป็นเพียงความหมายแง่หนึ่งเท่านั้น
ปริศนาธรรม  ๑๒  ข้อ
๑.กินอะไรไม่หายอยาก            ๒.นอนมากไม่รู้จักตื่น
๓.รักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว              ๔.ของควรกลัวแล้วกลับกล้า
๕.ของสั้นสัญญาว่ายาว           ๖.ปอกมะพร้าวเอาปากกัด
๗.อุ้มลูกอ่อนรัดไว้ไม่วาง ๘.หลงทางไม่ถามไถ่
๙.หนีจรเข้ใหญ่ไพล่ลงน้ำ     ๑๐.ต้องจองจำกลับยินดี
๑๑.สู้ไพรีไม่หาอาวุธ               ๑๒.ไม่หยุดไม่ถึงพระ
ความหมาย
๑.กินอะไรไม่หายอยาก
การกินของคนเรา  กล่าวแล้วมี  ๒  อย่าง คือ ๑.กินเพราะความหิว ๒.กินเพราะความอยาก
ความหิวเป็นความต้องการของร่างกาย  ร่างกายจะทรงตัวอยู่ได้เพราะอาหาร  มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงเป็นอยู่ได้เพราะอาหาร การกินเพราะความหิวจึงเป็นความจำเป็นและ การกินเพราะความหิวมีเวลาอิ่มและเบื่อได้  มีขีดจำกัดตามขนาดของกะเพาะขงอแต่ละบุคคล  ส่วนความอยาก เป็นอาการของใจประกอบด้วยตัณหา  การกินด้วยความอยากนี้หามีขอบเขตของความอยากไม่  และยิ่งหามาสนองความต้องการได้มากเท่าใด  ก็ดูเหมือนจะเพิ่มความอยากให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้น  ที่สุดของความอยากจึงไม่มีเวลาอิ่ม  ท้องจะต้องแตกตายเหมือนตาชูชกกินด้วยความอยาก  หากินเฉพาะทางปากเท่านั้นไม่  บางคนคนยังสามารถกินในสิ่งที่ไม่น่าจะกิน  เช่น  กินจอบ  กินเสียม  และรถ  เรือ เป็นต้น  ไฟไม่อิ่มเชื้อ  ทะเลไม่อิ่มน้ำฉันใดก็ฉันนั้น  ดังที่ท่านประพันธ์เป็นคำกลอนไว้ว่า
ธรรมดาๆฟย่อมๆม่พักพอไหม้เชื้อ, ทะเลใหญ่ไม่ปรากฏว่าเบื่อน้ำ,  มฤตยูไม่อิ่มหนำในประชาสัตว์,  คนละโมบสมบัติก็ไม่รู้สึกจุใจในสิ่งใด,  ด้วยเหตุฉะนี้ผู้กินด้วยโลภะ  ตัณหา  ชื่อว่า  กินอะไรไม่หายอยาก
๒.นอนมากไม่รู้จักตื่น
การตื่นมี  ๒  อย่าง  คือ  ๑.ตื่นจากหลับ   ๒.ตื่นจากมัวเมาประมาท
บางคนอาจนอนขี้เซา  ไม่รู้จักเวลาที่ควรนอนหรือไม่ควรนอน  ไม่ว่าเช้าหรือสาย  ไม่ว่าบ่ายหรือเย็น  ไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน  การนอนบอกลักษณะของบุคคลได้  ดังโคลงโลกนิติบทหนึ่งว่า
          บรรทมยามหนึ่งไซร้                  ทรงฤทธิ์
หกทุ่มหมู่บัณฑิต                               ทั่วแท้
สองยามพวกพานิช                            นรชาติ
นอนสี่ยามนั้นแล้ว                    เที่ยงแท้เดรฉาน
ผู้ที่รู้จักแบ่งเวลา  ไม่เห็นแก่การหลับนอนมาก  ชื่อว่าผู้ตื่นจากหลับ  ถ้ามีลักษณะตรงกันข้าม ชื่อว่านอนมากไม่รู้จักตื่น  อีกประการหนึ่ง บางคนเป็นผู้ไม่ประมาท  มีสติคอยสำรวมระวังอยู่เสมอ  ไม่ยอมประพฤติชั่วทางกาย และทางวาจา  แม้มีประมาณน้อย  ไม่ประมาทโดยมาก  รู้เท่าทันความจริงว่า ของมากมาจากของน้อย  และของน้อยนั้นเองเมื่อรวมตัวมากเข้า  สามารถทำความเสื่อมเสียให้ได้  ดังคำกลอนบทหนึ่งว่า
น้ำน้อย ๆ ฝอยกระเซ็นอยู่เป็นนิตย์
ย่อมพังอิฐพังหินดินสลาย
มอดน้อย ๆ แคะแทะไม่วาย
ยังทำลายไม้คร่าวเสาโต ๆ
แม้ควายชั่วทุจริจก็เช่นเดียวกัน แม้มีประมาณน้อยก็ไม่ควรไม่ควรประมาท ผู้มีสติตื่นตัวอยู่เช่นนี้ ชื่อว่าผู้ตื่นจากความมัวเมาประมาท ส่วนที่ผู้หลงใหลไร้สติ ปล่อยตัวให้จมอยู่ในความชั่ว ชื่อว่า นอนมากไม่รู้จักตื่น ผู้เป็นเช่นนี้แม้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว  

๓.รักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว
ความรักมี ๒ ชนิด คือ รักตัวเองและรักคนอื่นคนที่เอาใจต่อการศึกษาก็ดี คนขยันมั่นเพียรในการทำมาหากินก็ดีคนที่รู้จักป้องกันอันครายที่เกิดขึ้นแก่ตนก็ดี ชื่อว่าผู้รู้จักตัวเองพ่อแม่รักลูกหรือลูกรักพ่อแม่ก็ดี อาจารย์รักศิษย์หรื่ออาจารย์รักศิษย์หรืออาจารย์รักศิษย์ก็ดีตลอดถึงมิตรรักมิตรเป็นคนก็ดี ชื่อว่ารักคนอื่นความรักทั้งสองนี้ท่านกล่าวว่า ไม่มีความรักอันใดยิ่งกว่าความรักตัว หมายความว่าจะแสดง ความรักออกมาโดยอาการใดก็ตามก็ล้วนแต่มุ่งผลสุดท้ายก็เพื่อาตัวเอง ความจริง การรักตัวเองเป็นการกระทำถูกต้องตามหลักธรรม เพราะดีชั่วทุกอย่างอยู่ที่ตัวของตัวเองเมื่อทำให้ดีแล้ว ชื่อว่าทำทุกอย่างให้ดีตามไปด้วย มีคนบางคนบางพวกแม้จะพูดว่ารักตัวหรือ แสดงอาการว่ารักต้ว แต่อาการกระทำนั้นเป็นการรักคนอื่น เช่น หนุ่มสาวบางคนหลงรักกันและกันย่อมมำความชั่วความผิดต่าง ๆ เพื่อรักษาน้ำในคู่รัก ที่เรียกว่าความรักทำให้คนตาบอด คือมองไม่เป็นเหตุผลนั้นเองพ่อแม่บางคนเป็นห่วงลูก รักลูกกลัวลูกจะอด กลัวลูกจะไม่เทียมบ่าเทยมไหล่คนอื่นเขา สู้อุตส่าห์ตรากตรำลำบากทำงาน แม้จะผิดถูกอย่างไรไม่คำนึงถึงหรือคนเฒ่าคนแก่บางคนมั่วเมาห่วงลูกห่วงหลาน จะไปวัดไปวาหาความสงบสุขบ้าง แต่ก็หาโอกาสไม่ได้ตลอดชีวิต เหล่านี้ชื่อว่า รักผู้อื่นกว่ารักตัว  
๔.ของควรกลัวกลับกล้า
ความกลัวมี ๒ ชนิด คือ กลัวไนสิ่งไม่ควรกลัว , กลัวสนสิ่งควรกลัว, ความกลัวย่อมเป็นสิ่งธรรดาของมนุษย์และสัตว์ทั่วไป แต่สัตว์บางจำพวกคือ คนบางคนกลัวในสิ่งไม่ควรกลัวเช่นที่เล่ากันว่าใส้เดือนทั้งหลายกินดินเป็นอาหาร  แต่ไม่กล้ากินมากเพราะกลัวดินจะหมด นางนหต้อยติวิดนอนหงายเหมือนไข่ของมั่น เพราะกลัวฟ้าจะตกทับ นกนะเรีนไม่กลัวเหยียบดินเต็มเท้า เพราะกลัวแผ่นดินจะไหว พวกพราะมณ์เที่วยกาเมียสาวเด็ก ๆ เพราะกลัววงศ์สกุลจะขากตอน (ธรรมเนียมพราหมณ์สมัยโบราณ) สิ่งเหล่านี้เได้ชื่อว่ากลัวในสิ่งไม่ควรกลัว หรือบางคนยะทำงานบางอย่าง ซึ่งเหมาะสมกับวิทยฐานะของตนแล้ว แต่กลัวจะต่ำต้อยน้อยหน้า ผลที่สุดกลายเป็นคนว่างงาน บางคนทำความดีเช่นจุให้ทานแลุรักษาศีลเจริญภาวนา หรือไปวัดฟังเทศน์ ฟังปาฐกถาก็ไม่กล้าทำ บ่นอายบ้างกลัวบ้าง อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่ากลัวต่อสิ่งไม่ควรกลัว แต่บางคนกลับตรงกันข้าม คือกลัวทำในสิ่งไม่ควรทำ ความชั่วทุจริจทั่งหลายเป็นสิ่งไม่ควรทำเพราะมีผลเป็นทุกข์ดเอดร้อย พระพุทธองศ์ได้ประทานโอวาทไว้ว่าาเธอทั้งหลายกลัวต่อความทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่พอในของเธอเธอย่าทำกรรมทั้งหลาย ในที่สับและที่แจ้าในการทำชั่วนี้นนักปราชญ์สรรเสริญแต่คนขลาดแต่ไม่สะะเสริญคนกล้าเลยท่านสัตบุรษทั้งหลาย ไม่ทำบาผเพราะกลัวต่อบาปนั้นเที่ยวด้วยเหตุนี้ความชั้วทุจริตเป็นสิ่งที่ควรกลัว คนที่ทำความชั่วชื่อว่าของควรกลัวกลับกล้า    
๕.ของสั้นสัญญาว่ายาว
ชีวิตความเป็นอยู่ข่องสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายเป็นอยู่ได้อย่างมากไม่เกินร้อยปี หากจะอยู่เกินกว่านี้บ้างก็ตายเพราะชรานักปราชญ์โบราณของลานนาไทยได้กำหนด ที่สุดของชีวิตมนุษย์ไว้อย่างมากไม่เกิน  ๙๐ ปี ดั่งคำกลอนว่า 
สิบปี๋ อาบน้ำบ่หนาว  ซาวปี๋ แอ่วสาวบ่ก้าย สามสิบปี๋ บ่หน่ายสงสาร สี่สิบปี๋ เยียะการเหมือนฟ้าฝ่า ห้าสิบปี๋ สาวน้อยด่าบ่อเจ็บใจ  หกสิบปี๋ ไอเหมือนฟานโขก  เจ็ดสิบปี๋ บะโหกเต็มหัว  แปดสิบปี๋ไค่หัวเหมือนไห้  เก้าสิบปี๋ ไข้ก็ตายบ่ไข้ก็ตาย
ตามความหมายของคำกลอนนี้  จะเห็นความเปลี่ยนแปลงชีวิตตามลำดับ  เมื่อถึง ๙๐ ปีแล้ว จะมีอันตรายของชีวิตมาตัดรอนหรือไม่ก็ตาม  ชีวิตจะต้องแตกดับไปตามธรรมดาของมัน  และในระหว่างความเป็นอยู่ชีวิตย่อมมีอันตรายรอบด้าน  อาจจะแตกดับลงในขณะใดก็ได้  ท่านกล่าวว่า  ชีวิตความเป็นอยู่ ๑,  พยาธิความป่วยไข้ ๑,  กาลเวลา  ๑,  ทีทิ้งกาย  ๑,   คติวิถีชีวิตหรือภพชาติข้างหน้า ๑
ทั้ง  ๕  นี้ไม่มีนิมิตรเครื่องหมายที่จะให้เป็นไปตามความปรารถนาได้  คือเราจะปรารถนาว่าจะมีชีวิตอยู่เท่นนั้นเท่านี้ปี  เวลาจะตายจะเลือกตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างนี้  จะขอตายเวลานั้น  วันนั้น  เดือนนั้น  และปีนั้น  และจะปรารถนาว่าขอให้ตายที่นั่นที่นี่  และขอตายอยู่กับบ้านหลังนั้นหลังนี้  เรือนหลังโน้น  หรือดับชีพแล้วขอให้ไปเกิดที่นั้นที่นี่และจะขออยู่กับคนโน้นคนนี้  เหล่านี้จะปรากฏชัดก่อนจะตายนั้นไม่ได้  และจะขอให้เป็นไปตาความปรารถนาทุก ๆ ประการก็ไม่ได้  แล้วแต่กรรมที่ทำไว้  ก็อะไรเล่าที่ทำให้ชีวิตล่วงไปหมด  ท่านแสดงว่ากาลเวลาเป็นผู้ผลาญ   เป็นผู้ทำลาย  กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวของมันเอง  นักปราชญ์ท่านผูกเป็นปริศนาไว้ว่า
“พญายักษ์หนึ่งนา  มีนัยน์ตาอยู่ ๒ ข้าง  ข้งางหนึ่งสว่าง  ข้างหนึ่งริบหรี่  มีปาก ๑๒ ปาก  มีฟันไม่มาก  ปากละ ๓๐ ซี่  กินสัตว์ทั่วปฐพี  ยักษ์ตนนี้คือใคร ?”
ตอบว่า “พญายักษ์ตนนั้นคือพระกาล  ได้แก่วัน เดือน ปี  ตาม ๒ ข้าง คือ ข้างขึ้นและข้างแรม  หรือกลางคืนและกลางวันก็ได้, ๑๒ ปากคือ ปีหนึ่งมี  ๑๒ เดือน, ฟัน ๓๐  ซี่ คือเดือนหนึ่งมี ๓๐ วัน, กินสัตว์ทั่วปฐพี คือหลืนกินชีวิตสัตว์ทั้งแผ่นดิน  ผู้ที่หลงผิดคิดว่าชีวิตนัน้เป็นของยาว เป็นของมาก ไม่แสวงหาความดี ได้ในคำว่า ของสั้นสัญญาว่ายาว
๖.ปอกมะพร้าวเอาปากกัด
มะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีลักษณะพิเศษกว่าผลไม้อื่น ๆ  คือมีเปลือก  มีกะลา  มีเนื้อ  และมีน้ำ  การจะรับประทานน้ำมะพร้าง  ต้องเจาะลงไปโดยลำดับ  และการเจาะจะต้องใช้มีดใช้ขวาน  เพียงแต่มือเปล่าหรือใช้ปากกัดย่อมไม่อาจจะได้รับประทานเนื้อหรือน้ำมะพร้าว ฉันใดก็ดี  คำว่ามะพร้าวนี้ ท่านเปรียบเหมือนพระพุทธศาสนา  นับแต่เวลาที่พระสมณโคดม ผู้เป็นเจ้าของประกาศพระศาสนา  ได้นิพพานไปแล้ว ๒๕๔๐  ปีกว่า  พระพุทธศาสนาต้องผ่านอุปสรรคนานัปประการ  ย่อมจะมีเปลือก  มีกระพี้เข้าไปแทรกแซงอยู่เป็นธรรมดา  ผู้นับถือศาสนาจะต้องเป็นคนหนักในเหตุผล  พอได้ยินอะไรในเรื่องศาสนาแล้ว เป็นคนเชื่อง่ายรับเอา ๆ  เหมือนคนเห็นมะพร้าวแล้วกระหายอยากจะรับประทานน้ำ  คว้ากัดเอา ๆ ย่อมไม่ได้  จะต้องพิจารณาหาเหตุผลให้ถ่องแท้แน่ใจ  แล้วลงมือปฏิบัติตามจึงจะได้รับผลสมปรารถนา 
อีกประการหนึ่ง  เรื่องของพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่เรื่องสักแต่ว่าพูดด้วยปากหรือนับถือด้วยปากเท่านั้น  แต่เป็นเรื่องของการกระทำ คือการปฏิบัติ  นักศึกษาบางคนชอบค้นคว้าศึกษาเรื่องศาสนา  แต่ผลการศึกษาของเขาคือ  ชอบข่มขู่คนอื่นด้วยโวหาร  เรียนไว้เพื่อตอบโต้  หาเรียนไปเพื่อปฏิบัติไม่  การนับถือพระพุทธศาสนาสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติ  การปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาคนที่เชื่อง่ายงมงายก็ดี  คนที่ดีแต่พูดก็ดีชื่อว่านับถือศาสนาในข้อว่า”ปอกมะพร้าวเอาปากกัด”
๗.อุ้มลูกอ่อนรัดไว้ไม่วาง
คำว่าลูกอ่อน หมายเอา ลูกอ่อนตรง ๆ ก็ได้  หรือหมายเอาอัตตภาพทั่วไปของคนก็ได้  คำว่าอุ้ม  หมายถึงการหลงรักจนผิดธรรมดาหรือผิดหลัก  ธรรมดาลูกย่อมเป็นที่รักของพ่อแม่ยิ่งกว่าสิ่งใด  ๆ ดังนั้นคำกลอนบทหนึ่งว่า 
“รักอะไรหรือจะแท้เท่าแม่รัก  ผูกสมัครสายเลือดไม่เหือดหาย  รักอื่นยังประจักษ์ว่ารักกลาย  จืดจางง่ายไม่จีรังดังมารดา”
ในมโหสถชาดกมีเรื่องเล่าว่า เทวดาตั้งปัญหาถามพระเจ้าวิเทหราชว่า  บุคคล ประหารคนอืนด้วยมือด้วยเท้าแต่กลับเป็นที่รักของผู้ถูกประหาร พระองค์เห็นใครเป็นที่รักของผู้ประหาร มโหสถตอบแทนพระเจ้าวิเทหราชว่า  ได้แก่บุตร  ยิ่งตบและยิ่งดึ่งผมบิดามารดาก็ยิ่งเป็นที่รักของบิดามารดา เทวดาถามว่า  ผู้ที่ชอบด่า แต่ไม่อยากให้ผู้ที่ถูกด่าเดือดร้อน คือผู่ด่า  ด่าด้วยความรัก  พระองค์เห็นว่าใครเป็นผู้ถูกด่า  มโหสถตอบว่า ได้แก่บิดามารดาด่าว่าบุตรเท่าไรก็ไม่อยากให้ประสพความร้ายแก่บุตรอย่างที่ตนด่า  กลับทวีความรักในบุตรที่ตนด่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตามความในปัญหา ๒ ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่าบิดามารดามีความรักในบุตรเพียงไร  แต่ถ้าบิดามารดาใช้ความรักผิดคือตามใจบุตรจนเกินไป  จะให้บุตรเล่าเรียนหรือให้ทำงานก็กลัวว่าบุตรจะลำบาก  สู้อุตส่าห์ประคบประหงม  แม้บุตรจะเจริญวัยใหญ่โตพอจะช่วยตัวเองได้ก็ไม่ยอมวางมือ  ไม่วายที่จะเป็นห่วง อย่างนี้เรียกว่ารักผิด  โบราณท่านสอนว่า  รักวัวให้ผูก  รักลูกให้ตี  รักมีให้ค้า  รักหน้าให้คิด  รักมิตรให้เตือน  แปลว่า  รักลูกจะต้องให้วิชาแก่ลูกและสอนให้ลูกทำการงานเป็นด้วย  นักปราชญ์ท่านสอนว่า  มีหลักที่ดีและถูกต้องข้อหนึ่งว่า  ความช่วยเหลืออันดีที่สุดที่พ่อแม่จะพึงให้ลูกนั้นคือ  สอนให้เขารู้จักช่วยตัวเอง  ข้อว่าลูกอ่อน หมายเอา อัตภาพทั่วไปนั้น  หมายความว่า ร่างกายของคนเราแต่ละคนไม่ผิดอะไรกับลูกอ่อน  เราต้องคอยบริหารรักษาอยู่ตลอดเวลา  เริ่มแต่ตื่นนอนเป็นต้นไป คือ  เราต้องล้างหน้า  แปรงฟัน  หวีผม  แต่งตัว  หาอาหารให้รับประทาน  หาน้ำให้ดื่ม  ถูกร้อนนักก็ไม่ได้  ถูกหนาวมากก็ไม่ได้  นอกจากนี้ยังต้องระวังอันตรายนานัปประการ  ถ้าถึงคราวเจ็บไข้ได้ทุกข์  ยิ่งต้องเพิ่มการบริหารรักษามากยิ่งขึ้น  อันการบริหารรักษาร่างกายนี้ ถ้าเป็นไปตามธรรมดาคือบริหารรักษาพอให้ชีวิตเป็นอยู่ก็พอทำเนา  บางคนทำด้วยความลุ่มหลง  ไม่พิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่  มุ่งเพื่อความสวยงามหรืออนุโลมตามสมัยยิ่งกว่าความจำเป็นแก่ชีวิต  เช่น หนุ่มสาวสมัยใหม่บางคนที่อุตส่าห์หาเครื่องประดับให้ร่างกาย  ไม่ว่าส่วนไหนของร่างกายตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้า  ต้องเอาเครื่องวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยเพื่อตามสมัย  เพื่อให้ทันฝรั่ง  ไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองและความจำเป็นแก่การครองชีพหรือไม่  ลักษณะอย่างนี้เป็นผลร้ายยิ่งกว่ามารดาเลี้ยงลูกอ่อนเป็นไหน ๆ ปัจจัยเครื่องอาศัยอันจำเป็นแก่ชีวิต  ตามหลักทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้  ๔  อย่าง คือ  ๑.เครื่องนุ่งห่ม  ๒.อาหาร  ๓.ที่อยู่อาศัย  ๔.ยารักษาโรค  ทั้ง  ๔  อย่างนี้นับว่าเป็นปัจจัยจำเป็นที่สุดแก่ชีวิต  นอกจากนี้เป็นแต่เครื่องประกอบเท่านั้น  อัตภพาร่างกายของเรานี้  ท่านสอนให้พิจารณาให้รู้เท่าทันตามธรรมดาของมัน คือมันเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  จะต้องแตกสลายไปในที่สุด  ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยความยึดมั่นในขันธ์  ๕  ดังบาลีว่า “สังขิตเตนะ  ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา  กล่าวโดยย่อความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”  ด้วยเหตุนี้ผู้เข้าใจผิดในขันธ์  ๕  ชื่อว่า  อุมลูกอ่อนรัดไว้ไม่วาง


๘.หลงทางไม่ถามไถ่
ทางมี  ๒  ชนิด คือ  ๑.ทางกาย  ๒.ทางใจ    ทางกายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา  ไปด้วยเท้าหรือด้วยพาหนะ เป็นต้น   ทางใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  ไปด้วยความรู้สึกนึกคิด หรือด้วยความนับถือ  เชื่อถือเป็นต้น  การที่เราจะรู้ว่า  ทางไปทิศเหนือ ทิศใต้  และไปได้ใกล้ไกลแค่นั้นแค่นี้  ก็เพราะคนเราได้ยิน  ได้ฟังจากคนอื่นหรือศึกษาจากตำหรับตำราเป็นต้น  เราจึงไปมาได้สะดวก  ไม่ผิดพลาด  ถ้าเราไม่ทราบมาก่อน  นึกอยากจะไปนั่นไปนี่  ก็นึกเดาไปเอง  อาจจะถึงจุดหมายปลายทางมาก่อนก็ได้  และขณะที่เดินทางก็ทำความไม่สะดวกใจ  ทำความสงสัยให้ไม่รู้จักจบ  ถ้าสมมติว่าหลงทางมีคนที่เราพอจะถามได้  เราก็ไม่ถามเพราะความอวดดื้อถือดี  เดินไปตามความคิดเห็นของตนเอง  ผลสุดท้ายไม่ถึงจุดที่ประสงค์  เราจะโทษทางหรือคนอื่นนั้นไม่ถูก  มันเป็นความผิดของเราเอง  ผิดตรงที่ว่าหลงแล้วไม่ถาม  ทางกายเราอาจหลงได้ฉันใด  ทางใจก็ฉันนั้น  และทางใจก็อาจหลงได้ง่าย  และมีผลร้ายยิ่งกว่าทางกายเสียอีก  ดังคำกลอนสอนจิตว่า  ผู้หลงเถื่อนกู่ก้อง  พอร้องรับ  ผู้หลงทับตัณหา  สุดตาเห็น  ฯ
และคำพังเพยโบราณบทหนึ่งว่า  ถลำช่องชักได้  ถลำใจชักยาก  ซึ่งแสดงว่าความหลงทางใจนั้น  เมื่อกล่าวโดยย่อมี  ๓  อย่างคือ 
๑.ความเห็นว่า ทำชั่ว  เมื่อไม่มีคนรู้  ไม่มีคนจับได้  ไม่มีคนลงโทษ  หาเป็นความชั่วไม่   ต่อเมื่อมีคนรู้  และจับได้ลงโทษต่างหาก  จึงจัดเป็นความชั่ว  การทำความดีก็เหมือนกัน  ถ้าไม่มีคนรู้ไม่มีคนชอบ  ไม่มีคนให้รางวัล  หาเป็นความดีไม่  ต่อเมื่อมีคนรู้มีคนชอบและให้รางวัลต่างหาก  จึงจัดว่าเป็นความดี  เช่นนี้เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ  ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ  ปฏิเสธการกระทำ  ถือปัจจัยภายนอก  คือบุคคลเป็นผู้อำนวยจ  ผิดหลักทางพระพุทธศาสนา  ที่ถือว่าการกระทำของคนนั้นเองเป็นเหตุ
๒.ความเห็นว่า  คนเราเป็นไปตามคราวเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย  ถึงคราวเคราะห์ดีก็ได้ดีเอง  ถึงคราวเคราะห์ร้ายก็ได้ชั่ว  และเมื่อคราวเคราะห์ดีนั้น  ทำอะไรก็มีคนชมชอบ  ให้ความสนับสนุน   แต่พอถึงคราวเคระาห์สิทำอะไรก็มีแต่คนตำหนิติเตียน  คอยขัดขวาง  ตัดรอน  เสื่อมลาภ  เสื่อมยศ  เช่นนี้เรียกว่า อเหตุกิทิฏฐิ  ความเห็นว่าหาเหตุมิได้  คือปฏิเสธเหตุอันไม่ปรากฏ  ผิดจากพระพุทธศาสนาที่นับถือหลักว่าสิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ  เมื่อไม่มีเหตุจะไม่มีผล
๓.ความเห็นว่าสัตว์  บุคคลไม่มี  ต่างเป็นแต่เพียงธาตุประชุมกันเข้า  เกื้อกูลกันบ้าง  ทำร้ายกันบ้าง  ไม่เป็นบุญ  ไม่เป็นบาป  ธาตุอย่างหนึ่งกระทบกับธาตุอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น  อย่างนี้เรียกว่า  นัตถิกทิฏฐิ    ความเห็นว่าไม่มี    ปฏิเสธด้วยประการทั้งปวง  ไม่ยอมรับสมมติสัจจะ  และคติของธรรมดาอันเนื่องมาจากเหตุและผล  ผิดจากหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ยอมรับสมมติสัจจะและคติของธรรมดาอันเนื่องมาจากเหตุและผล  เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว  สัตว์ บุคคลไม่มีจริง  แต่ไม่ปฏิเสธเหตุคือการกระทำ  และผลแห่งบุญละบาป  สัตว์  บุคคลหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปได้ตามอำนาจเหตุ 
บุคคลที่ตกอยู่ในความเห็น  ๓  อย่างนี้ชื่อว่าผู้หลง  ถ้าไม่ถามคือศึกษาหาเหตุความรู้และปฏิบิแก้ไขให้ถูกต้องก็ดี  ก็ไม่มีโอกาสประสพผลที่ตนมุ่งหมายได้  นับวันแต่จะจมดิ่งลงไปสู่ความพินาศฉิบหายโดยลำดับ  โอวาทคำสอนของท่านฟังแล้วพิจารณาหาเหตุผล  ไม่เชื่ออย่างงมงาย  เมื่อเห็นเหตุผลแล้วให้ปฏิบัติตามทันที  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตนเช่นนี้ชื่อว่าหลงทางไม่ถามไถ่
๙.หนีจรเข้ใหญ่ไพล่ลงน้ำ
หมายความว่าจรเข้เป็นสัตว์ประเภทดุร้าย  และที่อยู่ของจรเข้คือน้ำ  คนที่กลัวจรเข้  จะหนีจรเข้แต่กลับวิ่งลงน้ำ  เท่ากับวิ่งเข้าไปหาจรเข้อีก  ย่อมไม่พ้นจากจรเข้ฉันใด  คนบางคนก็ฉันนั้น  คือกลัวความทุกข์  ต้องการจะหนีความทุกข์  แต่ก็ยังก่อเหตุแห่งความทุกข์อยู่  คือผู้ที่ไม่รู้จักเหตุแห่งความทุกข์นั่นเอง  เช่นสำคัญว่า  ความเกียจคร้านและไม่ต้องทำอะไรนั่นว่าเป็นความสุข   สำคัญว่าอบายมุขคือ  สุรา  นารี  พาชี  กีฬาบัตร  ว่าเป็นทางแห่งความเพลิดเพลิน  เป็นทางแห่งความเจริญ   สำคัญว่าการเบียดเบียนกันเป็นทางแห่งความสุข   เมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์  ผู้ที่สำคัญของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง  สำคัญของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข  สำคัญของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตนนั่นเอง  นี่จึงชื่อว่าหนีจรเข้ไพล่ลงน้ำ

๑๐.ต้องจองจำกลับยินดี
โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เปรียบได้หลายทาง  ที่ไดยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ ก็คือโลกนี้เปรียบเหมือนละครโรงใหญ่  ข้าพเจ้าคิดว่าคำเปรียบเทียบนี้เป็นการเปรียบเทียบให้เกียรติแก่โลกอย่างสูง  ความจริงโลกนี้คือตารางที่สำคัญสำหรับขังนักโทษอย่างใหญ่มหึมานั่นเอง  แต่เพราะมนุษย์สำคัญผิดคิดไปว่าการเกิดมาในโลกนี้เป็นความสุข พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกนี้ตั้งอยู่บนกองแห่งความทุกข์  โลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับคนโง่  แต่มันเป็นนรกสำหรับคนที่รู้ความจริงของมันแล้ว คนที่เกิดมาซึ่งเท่ากับอยู่ในกรงขังอันมหึมา  และเต็มไปด้วยทุกข์นานัปประการ  เช่นแก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น  บางคนยังสร้างกรงและโซ่มาใส่ตัวเองด้วย  เช่น บางคนลักเล็กขะโมยน้อย  ถูกเขาจับได้ต้องถูกจองจำเพิ่มโทษเข้าอีก  ถึงเช่นนั้นบางคนกลับพูดว่า  ดีเสียอีกที่เข้าไปอยู่ในคุก  ในตะราง  บ้านไม่ต้องเช่า  ข้าวไม่ต้องซื้อ  ถ้าอยู่ตามธรรมดาข้าวก็ต้องซื้อกิน  บ้านก็ต้องเช่าเขา  บางทีก็ยังหาไม่ได้เสียอีก  นี้เรียกว่าต้องจองจำกลับยินดี 
อีกประการหนึ่ง  ท่านว่าการต้องจองจำด้วยเชือกและโซ่เป็นต้นเป็นเครื่องจองจำภายนอก  แก้ได้ง่ายและมีกำหนดเวลาพ้นโทษ  ยังมีเครื่องจองจำภายในที่แก้ได้ยาก  ไม่มีกำหนดที่จะพ้นโทษได้เมื่อไร   เครื่องจองจำนั้นคือความรัก  ความยึดติดในทรัพย์  สมบัติ ในบุตร ภรรยา  สามี  ดังคำโคลงในโลกนิติว่า
          มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว                  พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ                            หน่วงไว้
ภรรยาเยี่ยงบ่วงปอรึงรัด                    มือนา
สามห่วงใครลืมได้                              จึงพ้น   สงสาร
รวมความว่าทรัพย์สมบัติ  บุตร  ภรรยา และสามี  เป็นบ่วงแต่ละอย่างที่ผูกจิตไว้เพื่อทำให้มนุษย์ติดอยู่  บางคนเจ็บหนักไม่มีหวัง  จะรอดยังเป็นห่วงเรือรั่ว  เครื่องตะเกียงลานเสียยังไม่ได้แก้  มีผู้บอกให้นึกถึงบทพุทธคุณว่า  อะระหัง  ๆ  กลับได้ยินว่า อะไรหาย ๆ ก็มี  ทั้งหมดนี้ชื่อว่าต้งอจองจำกลับยินดี
๑๑.สู้ไพรีไม่หาอาวุธ
ผู้ที่เป็นคู่ควรหรือเป็นข้าศึกศัตรูต่อกัน  คอยหาโอกาสทำลายล้างผลาญกัน ชื่อว่าไพรี  การที่บุคคลคิดจะต่อสู้ไพรีเพื่อได้ชัยชนะ  แต่ไม่หาอาวุธหรือเครื่องมือไว้ป้องกันตัว  จะเอาชนะไพรีได้อย่างไร  ท่านกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า บุคคล  ๔  จำพวกคือ
          ๑.คนที่ไม่บำเพ็ญประโยชน์แต่ริหากัลยาณมิตร
          ๒.ไม่มีพรรคพวกยังต้องการเดินทางกันดาร
          ๓.ไม่มีภูมิรู้แต่อยากแถลงข้อความในที่ประชุม
          ๔.ไม่มีศาสตราวุธ  ยังอุตริอยากรบ
ความหวังของคน  ๔  จำพวก  นอกจากไม่อาจสมปรารถนา  แล้วยังจะกลับเป็นผลร้ายแก่ตนเองเสียอีก  การสู้รบกับข้าศึกศัตรูภายนอก  จะต้องเตรียมอาวุธไว้ฉันใด  การปฏิบัติธรรมเพื่อนำชัยชนะมาสู่ตัว  ก็ต้องเตรียมอาวุธไว้ฉันนั้น  ทางธรรมท่านกล่าวว่าสัตว์โลกถูกรุมสู้กับด้วยศัตรู  ๔  เหล่า คือ
          ๑.โลกถูกตัณหาก่อขึ้นมา
          ๒.ถูกความตายสู้ขัดขวาง
          ๓.โลกตั้งอยู่แล้วบนกองทุกข์
          ๔.ถูกชราห้อมล้อมไว้
รวมความว่า  สัตว์โลกอยู่ในอำนาจของศัตรู  ๒  จำพวก คือ  ๑.ศัตรูคือกิเลสคอยก่อกวนความสงบสุข ทำให้เร่าร้อนอยู่เสมอ ๒.ศัตรูคือความเจ็บและความตายคอยเบียดเบียน ขัดขวางและตัดรอนทอนกำลังอยู่เสมอ
อาวุธที่จะนำมาสู้รบกับศัตรู  ๒  จำพวกนี้  พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายอย่าง   แต่ที่เป็นสาธารณะทั่วไปนั้นคือ ปัญญา  ดังบาลีว่า  “โยเธถะ  มารัง  ปัญญาวุเธนะ  แปลว่าท่านทั้งหลายพึงรบกับมารด้วยอาวุธคือปัญญา”  ดังนี้
ด้วยเหตุนี้ผู้จะรบกับศัตรูหรือมาร ในทางธรรมปฏิบัติพึงเตรียมอาวุธคือปัญญาไว้  ปัญญาที่จะได้มานั้นมีอยู่  ๓  ทาง คือ
          ๑.ปัญญาเกิดจากการได้ยินได้ฟังหรือการศึกษาเล่าเรียน
          ๒.ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา
          ๓.ปัญญาเกิดจากการเกิดจากการอบรม คือการทดลองหรือปฏิบัติตามที่ได้ยิน ได้ฟังและคิดพิจารณาแล้ว
ผู้ที่จะเอาชนะกิเลส  แต่ไม่แสวงหาปัญญาไว้ ชื่อว่า “สู้ไพรีไม่หาอาวุธ”
๑๒.ไม่หยุดไม่ถึงพระ
ในบรรดาปัญหาทั้ง ๑๒ ข้อ  ข้อสุดท้ายนับว่าเป็นข้อสำคัญหรือเป็นหัวใจของปัญหาทั้ง ๑๑ ข้อนั้นก็ได้  เพราะปัญหาทั้ง 11 ข้อที่กล่าวมาแล้ว โดยความมุ่งหมายก็เพื่อเป็นคติเตือนใจ ให้บุคคลละความชั่วทั้งหมดนั้นเอง คำว่าพระ ในที่นี้หมายถึงตัวพุทธศาสนานั้นเอง คำว่า พระพุทธศาสนา จะขอรวมกล่าวความหมายโดยย่อว่า ได้แก่ความสงบ
ท่านแสดงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาว่า น้ำมหาสมุทรย่อมาจากแม่น้ำสายต่างๆ แต่เมื่อว่าโดยรสแล้วมีอยู่รสเดียวคือ รสเค็ม เท่าน฿น ความหลุดพ้นเป็นรสแต่อย่างเดียว   วิมุติ   หมายถึงความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองหรือเครื่องกังวลเดือดร้อนต่าง ๆ ย่อมมีมากน้อยได้ตามสมควรแก่การปฏิบัติ ผู้ใดเข้าถึงชั้นหลุดพ้นโดยนิบปริยาย คือโดยสิ้นเชิง ไม่มีกิเลสที่จะก่อการให้เกิดความเดือดร้อนอีก นั่นคือความสงบ และนั่นคือจุดหมายคั่นสุดท้ายของพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ย่อมจะได้รับความสงบสุขตามสมควรแก่ข้อปฏิบัติ ผู้ใดสามารถเข้าถึงความสงบสุขอย่างแท้จริงไม่กลับ กลายเป็นความทุกข์อีก ผู้นั้นชื่อว่า เข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ ตรงกันข้ามผู้ที่ กล่าวนับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่หยุดคือไม่ละเว้นความชั่ว ผู้นั้นหาได้ชื่อว่า นับถือพระพุทธศาสนาหรือเข้าถึงพระแล้วไม่ พึงเห็นพระองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง มีเรื่องเล่าว่า โจรองคุลิมาลฆ่ามนุษย์เสียมากต่อมาก จนจำไม่ได้ว่าจำนวนเท่าใด จึงต้องตัดเอานิ้วร้อยเป็นพวงมลัย จึงได้ชื่ออย่าวนั้น วันหนึ่งพระพุทธศาสดาเสด็จไปโปรด พอองคุลิมาลเห็นแปลกใจที่พระสมณะโคดมเสด็จมาแต่ลำพัง และนึกดีใจที่ได้นิ้วมนุษย์มาร้อยเป็นพวงมาลัยเมอีก จึงเดินรื่เข้าไปหา แม้จะพยายามก้วเท่าไรก็ไม่ทัน ถึงกับวิ่งก็ยังไม่ทันอยู่อีกจึงได้ร้องตะโกนไปว่า”สมณะหยุดก่อน” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว ท่านต่างหากยังไม่หยุด”   องคุลิมาลไม่เข้าใจจึงทูลถามต่อไปว่า “ท่านเดินไปอยู่ แต่ยังกล่าวว่าหยุดแล้ว  ส่วนข้าพเจ้าหยุดแล้ว แต่กล่าวว่าไม่หยุด  ท่านหมายความว่าอย่างไร ?”  พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า “ดูก่อนองคุลิมาล  เราเลิกเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายแล้ว  เราวางศาสตรา อาวุธแล้ว  ส่วนท่านสิ ยังเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่  ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย  เราจึงชื่อว่าหยุดแล้ว  ท่านชื่อว่ายังไม่หยุด”
ด้วยพุทธโอวาทเพียงเท่านี้องคุลิมาลซาบซึ้งในความหมาย  จึงวางศาสตราอาวุธ และยอมตนเป็นศิษย์ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  เมื่อท่านพยายามปฏิบัติตามพุทธโอวาทอยู่  ต่อมาไม่ช้านานก็ได้บรรลุพระอรหันต์คือ วิมุตติ  หลุดพ้นจากกิลเสความเศร้าหมองทั้งปวง  ได้รับความสงบสุข  ไม่มีความสุขใดจะยิ่งกว่า  ถึงกับเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานใจเสมอ  ดงัที่ท่านสุชีโวภิกขุถอดเป็นคำกลอนไว้ในหนังสือ “ใต้ร่มกาสาวพัสตร์” ว่า
ผู้เอยผู้ใด
ลำพองใจประมาทมาก่อน
แต่กลับตัวได้ไม่นิ่งนอน
ถ่ายถอนชั่วช้าสร่างซาไป
ผู้นั้นเหมือนจันทร์วันเพ็ญ
ลอยเด่นดูงามอร่ามใส
ไม่มีเมฆบังหมองเท่ายองใย
ส่องหล้าทั่วไปสว่างเอย
นี่คือความหมายของปริศนาธรรมข้อสุดท้าย
ความตายห้ามไม่ได้
เกิดมาพากันตายเหมือนหมายมั่น
ทั่วทุกท่านอย่าหวังว่ายังอยู่
การเกิดตายคู่กันเหมือนคันคู
ตรึกตรองดูให้แจ้งแห่งเกิดตาย
          เกิดทุกวันตายทุกวันมันแน่นัก
เกิดก็มากตายก็มากออกหลากหลาย
มีแต่เกิดอย่างเดียวไม่มีตาย
อย่าได้หมายว่ามีที่อยู่เลย
          โลกต้องแยกแตกดับเพราะคับคั่ง
โลกต้องพังย่อยยับดับแน่เอ๋ย
เพราะฉะนั้นจึงต้องตายไปตามเคย
มาลงเอยก็คือตายวายชีพเอย

ที่มา : คัดจาก  “คติธรรมคำกลอน”   (พิมพ์แจกในงานทำบุญอายุครบ  ๖๐  ปี
         พระครูดิตถารามคณาศัย) โรงพิมพ์ประยูรวงศ์  ธนบุรี  ๒๕๐๐ หน้า  ๑๘ - ๔๑

การใช้เนื้อหาของเพลงประกอบคำบรรยาย

ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่โง่          เเต่ถ้าฟังโปเตโต้ ถึงมีรักเเท้เเต่ก็ดูเเลไม่ได้
ฟังธรรมะแล้วจะทำให้ใจสบาย แต่ถ้าฟังแอมฟายจะบอกว่ามารักทำไมตอนนี้
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ตาใส่เเจ่ม   เเต่ถ้าฟังบอดี้เเสลม มักจะโทษว่าความรักทำให้คนตาบอด
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เพ้อเจ้อ      เเต่ถ้าฟังพีชเมกเกอร์ จะละเมอถึงเเต่เรื่องบนเตียง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ปากเราติดดิสเบรก  เเต่ถ้าฟังเบิร์ด-เสก ถึงอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจเราไม่ชอกช้ำ           เเต่ถ้าฟังไอน้ำ จะชอกช้ำเพราะรักคนมีเจ้าของ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เหงาหงอย         เเต่ถ้าฟังเสนาหอย จะเเอบเหงาคนเดียว
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่งมงายในความ
เชื่อเเละศรัทธา   เเต่ถ้าฟังทาทา มักจะพูดว่า ไอ บีลีฟๆ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้รักกันอย่างไม่ต้องนอนละเมอ   เเต่ถ้าฟังไฮเปอร์ มักจะเจอรักแท้ในคืนหลอกลวง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจไม่เน่าเสีย          เเต่ถ้าฟังนัท มีเรีย มักจะโทษว่า รักไม่ช่วยอะไร
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้รักกันจนสิ้นชีวิน     เเต่ถ้าฟังเอนโดรฟิน เเล้วจะบอกว่า ถ้าเขามาฉันจะไป
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราไม่คุยโม้                       เเต่ถ้าฟังโปเตโต้ จะถูกต่อว่าปากดีนะเรา
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เรามีสุขเมื่ออยู่ด้วยกัน       แต่ถ้าฟังน้องพั้นซ์ เพียงเเค่วางมือบนบ่า น้ำตาก็ไหล่
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราเจอคนดีเสมอ               เเต่ถ้าฟังไฮเปอร์ มักจะเจอผู้ร้ายคนใหม่
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราเข้าใจกัน                      เเต่ถ้าฟังน้องพั้นซ์ บอกได้คำเดียวว่า ยิ่งกว่าเสียใจ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เรารักกันยิ่งกว่าชีวิน         เเต่ถ้าฟังเอนโดรฟิน จะเป็นได้เเค่เพื่อนสนิท
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้จิตใจใสเเจ่ม       เเต่ถ้าฟังว่าน วงเเพลม จะตัดพ้อต่อว่า ไม่บอกให้รู้สักเรื่องได้ไหม
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เเรด                เเต่ถ้าฟังบิ๊กเเอส มักจะเล่นของสูง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่หยิ่งยะโส       เเต่ถ้าฟังติ๊ก ชีโร่ จะโอหังว่า รักไม่ยอมเปลี่ยนเเปลง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้จิตใจเปล่งปลั่ง    เเต่ถ้าฟังอาหรั่ง จะคุ้มคลั่งว่า ทำบ้า....ทำบ้าอะไร
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ดีที่ใจมิใช่เพียงเเค่หน้าตา     แต่ถ้าฟังปนัดดา ก็จะรู้เพียงว่า ขอเป็นคนเลวที่รักเธอ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจไม่สั่นคลอน            แเต่ถ้าฟังสุนทราภรณ์ เเล้วเธอจะรู้สึก!!
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เปลืองเเรง     เเต่ถ้าฟังพรศักดิ์ ส่องเเสง จะเปลืองเเรง เพราะมีเมียเด็กต้องหมั่นตรวจเช็คใครโทรมา
+ ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้สอบผ่านทุกๆ ปี     เเต่ถ้าฟังเเอน สุชาวดี มักจะติดร.วิชาลืม
 
***คติ***
ไม่มีใคร!! มีค่าพอที่คุณจะต้องเสียน้ำตาให้ เพราะ.....
คนที่มีค่าพอสำหรับคุณนั้น ย่อมไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้อย่างเด็ดขาด....

การตั้งตนไว้ชอบ(กล่าวโดยสรุป)

การตั้งตนชอบคืออะไร?
การตั้งตนชอบ
                                                                ๏ ต้องตั้งตน กายใจ ในทางถูก
                                                                เร่งฝังปลูก ตนไว้ ให้ถูกหลัก
                                                                เมื่อตัวตน ยังมี เป็นที่รัก
                                                                ควรพิทักษ์ ให้งาม ตามเวลา.
                หมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ด้วยความถูกต้องและสุจริต อยู่ในสัมมาอาชีพ มีแผนการที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นด้วยความไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อม และมีความอดทนไม่ละทิ้งกลางคัน
ขยายความมงคลข้อที่ ๖ 
                การตั้งตนไว้ชอบ  ก็เป็นอุดมมงคล  ผู้ที่ปรารถนาความดีงาม  และความสำ
เร็จในชาตินี้และชาติหน้า  มีการเกิดในสุคติโลกสวรรค์   และบรรลุมรรค ผล นิพพาน  ย่อมตั้งตนไว้ชอบ  ประกอบ
                แต่สุจริตธรรม  สัมมาปฏิบัติ  มีศรัทธาเลื่อมใส  เจริญทาน  ศีล  ภาวนา  อยู่เป็นนิตย์  เพราะฉะนั้นผู้ที่ตั้งตนไว้ชอบ  ก็คือผู้ที่ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลายนั่นเอง  การตั้งตนไว้ชอบจึงเป็นอุดมมงคลเพราะเป็นเหตุให้พ้นอบาย  และสำเร็จมรรค ผล นิพพาน  ดังเรื่องของโจรห้าร้อย  ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่เที่ยวโจรกรรม  ดักปล้น
                ชาวบ้านเลี้ยงชีวิต ต่อมาชนทั้งหลายเป็นอันมากรวมตัวกันจะจับโจร  พวกโจรก็หนีเข้าป่าไป  เมื่อเข้าไปในป่าได้พบ
ภิกษุรูปหนึ่ง  จึงเข้าไปนมัสการวิงวอนขอให้ท่านช่วย  ภิกษุรูปนั้นก็บอกให้รักษาศีล  เพราะศีลเป็นที่พึ่งอันประเสริฐในโลกหน้า  โจรทั้งหมดก็พากันยินดีรับศีลจากภิกษุรูปนั้น  แล้วพากันลาไป  ชาวบ้านทั้งหลายติดตามมาทัน  จึงช่วย
                กันฆ่าโจรตายหมด  ด้วยอานิสงส์แห่งศีลที่พวกโจรรักษา  ตายแล้วได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองงดงาม มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวาร  ได้เสร็จสุขอยู่ในวิมานนั้น  นี่ก็เพราะการตั้งตนไว้ในศีล   ในเวลาใกล้ตาย   การตั้งตนไว้ชอบ  จึงเป็นอุดมมงคลอย่างนี้
 การตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ (อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ)
                ตั้งตนให้ชอบ ประกอบใจให้ถูก      ตั้งตนชอบ หมายถึง การตั้งเป้าหมายชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมไว้ให้ถูกต้องแล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้นด้วยความระมัดระวัง
                ผู้ที่รักความก้าวหน้าทั้งหลาย จึงจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายชีวิตให้ถูกต้องก่อน จากนั้นจึงไปเสาะแสวงหาความรู้ความสามารถ พากเพียรพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้องนั้นให้ได้โดย             ปฎิบัติตามหลักอริยมรรค ๘ ประการคือ
๑. สัมมาทิฐิ มีความเห็นถูกต้องเป็นเบื้องต้น
๒. สัมมาสังกัปปะ มีความคิดรอบคอบถี่ถ้วน
๓. สัมมาวาจา เจรจาหรือพูดแต่สิ่งที่ดีๆ
๔. สัมมากัมมันตะ ทำในสิ่งที่ถูกต้องที่ดีงาม
๕. สัมมาอาชีวะ ดำเนินชีวิตในทางที่ดี
๖. สัมมาวายามะ เพียรพยายามบากบั่นในสิ่งที่ดีๆ
๗. สัมมาสติ มีสติอยู่ตลอดเวลา
๘. สัมมาสมาธิ ดำรงจิตใจให้มั่นคงไม่ให้หวั่นไหว

อานิสงส์การตั้งตนชอบ
                ๑. เป็นผู้ที่สามารถพึ่งตนเองได้                                                                             
                ๒. เป็นผู้ที่ไม่ประมาท 
                ๓. เป็นผู้เตรียมไว้ดีแล้ว 
                ๔.เป็นผู้มีโชคอำนวยในทุกที่ทุกสถาน 
                ๕.เป็นผู้บูชาพระรัตนตรัยอย่างสูงสุด 
                ๖.เป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ 
                ๗.เป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง 
                ๘.เป็นผู้ป้องกันภัยในอบายภูมิ 
                ๙.เป็นผู้มีแก่นคนสามารถตักตวงประโยชน์จากชีวิตได้เต็มที่ 
                ๑๐.เป็นผู้ได้รับสมบัติทั้ง ๓ โดยง่าย คือ มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ


วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความทุกข์จากการเกิดของทุกชีวิต

ชาติปิทุกขา ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาถึงกองทุกข์ต่างๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ คัมภีร์   “ สารัตถสมุจจัย” ตอนอธิบายเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตนสูตร (หน้า ๗๘ - ๘๐ )

สรุปได้ว่า            
“ ขณะที่อยู่ในครรภ์มารดานั้น ทารกต้องประสบทุกข์อันเกิดจากสถานที่ที่อาศัย คือความคับแคบของมดลูก ทำให้ทารกต้องอยู่ในท่านั่งยองๆ หันหลังให้กับหน้าท้อง หันหน้าเข้าสู่กระดูกสันหลังของมารดา นั่งทับอาหารเก่า (ลำไส้ใหญ่) ไว้ และทูนอาหารใหม่ของมารดา (ลำไส้เล็ก) ไว้เบื้องบนศีรษะ สองมือกอดเข่าเสมือนหนึ่งวานรนั่งอยู่ในโพรงไม้ยามฝนตก ทั้งยังมีพังผืด คือถุงน้ำคร่ำและรกห่อหุ้มกายทำให้ไม่สามารถเหยียดแขนขาออกไปได้ เมื่อยแสนเมื่อยก็ขยับได้แต่เพียงเล็กน้อยพอให้แม่รู้สึกตัวว่าลูกดิ้น ซึ่งยังความดีใจให้กับมารดาโดยหารู้ไม่ว่า ขณะนั้นลูกรักกำลังเกิดทุกขเวทนาอย่างเหลือล้น และจะต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นไปอีกตราบนานเท่านานที่ต้องอยู่ในครรภ์มารดาอันตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอสุภะนั้น ความร้อนอันเกิดจากเตโชธาตุของมารดาที่มีอยู่ตลอดเวลาเป็นประดุจไฟที่คอยเผาทารกน้อยให้ร้อนทุรนทุราย พิจารณาดูแล้วไม่ต่างไปจากก้อนเนื้อที่ถูกนึ่งอยู่ในหม้อ ต้องเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส จัดได้ว่าไม่ต่างไปจากขุมนรกที่มืดมนอนธกาลเท่าใดนัก….นี่คือ ทุกข์ที่ชีวิตพึงได้รับเป็นปฐมจากการที่ต้องอุบัติขึ้นในครรภ์มารดา ชาติทุกข์เช่นนี้มีชื่อว่า “ คัพโภกันติกมูลกทุกข์ “

                              ….ยามใดที่มารดาเคลื่อนไหวเดินไปเดินมา หรือจะลุกนั่งกายของทารกนั้นย่อมถูกซัดไปซัดมาซัดขึ้นและซัดลง ไม่สามารถตั้งตรงอยู่ได้ ยังทารกนั้นเสวยทุกขเวทนา ยิ่งมารดาพลาดตกหกล้ม ก็ยิ่งสร้างความสะดุ้งตกใจหวาดหวั่นพรั่นพรึงทั่วสรรพางค์กาย ประดุจลูกทรายอ่อนที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของนักเลงสุรา หรือมิฉะนั้นก็ประดุจงูตัวน้อยที่ต้องตกอยู่ในมือหมองู ยิ่งยามใดที่มารดาดื่มน้ำเย็นจัดเข้าไปทารกก็จะรู้สึกเยือกเย็นสยดสยอง ยามมารดากินของร้อนย่อมยังผลให้ทารกนั้นต้องดิ้นรนประดุจมีห่าฝนอันเป็นถ่านเพลิงมาราดอยู่บนศีรษะ และยามที่มารดารับประทานอาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อนเข้าไปก็ยิ่งเพิ่มความปวดแสบปวดร้อนไปทั่วสรรพางค์กาย ประดุจถูกแล่เนื้อเอาเกลือทาก็ปานนั้น ทุกขเวทนาที่เกิดจากการบริหารของมารดาเช่นนี้เรียกว่า “ คัพภปริหารมูลกทุกข์ “ จัดเป็นทุกข์คำรบสองที่ทารกต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                              …..ยามที่ทารกนั้นเกิดนอนขวางอยู่ในครรภ์มารดา ไม่สามารถคลอดออกมาได้ นายแพทย์ต้องจัดท่าเพื่อจับเท้าดึงทารกออกมาให้ได้ทุกข์อันแสนสาหัสที่เกิดขึ้นจากการกระทำให้ทารกได้รับความเดือดร้อนเช่นนี้เรียกว่า “ คัพภวิปปัตติมูลกทุกข์ “ จัดเป็นทุกข์คำรบสามที่ทารกต้องประสบ
                              …..เมื่อมีลมกัมมัชวาตพัดกลับให้ทารกกลับตัวเอาหัวลง ในอย่างน่าสะพึงกลัว เพราะอาการไม่ต่างไปจากบุคคลที่ถูกผลักอย่างแรงให้ตกลงสู่เหวลึก และยิ่งขณะที่คลอดผ่านออกทางช่องคลอดที่มีลักษณะเป็นท่อที่แคบๆ นั้น ยิ่งก่อให้เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสประดุจช้างสารที่ถูกดันออกจากช่องดาน หรือช่องประตูที่แคบ ดูประดุจสัตว์ในสังฆาตะนรกที่ถูกภูเขาบีบให้แหลกเป็นจุณ ทุกข์เช่นนี้เรียกว่า “ คัพภชายิกมูลกทุกข์ “ อันเป็นทุกข์คำรบสี่ที่ทารกต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                              ….แม้เมื่อทารกคลอดออกจากครรภ์มารดาแล้ว มีบุคคลอื่นมารับไปอาบล้างขัดสีสิ่งสกปรกออกไป ผิวอันบอบบางที่เต็มไปด้วยกายประสาทและยังไม่เคยถูกต้องสัมผัสมาก่อน ย่อมเกิดความรู้สึกในความแข็งที่มากระทบ ดูไม่ต่างไปจากถูกทิ่งแทงด้วยปลายเข็ม หรือถูกเชือดเฉือนด้วยมีดอันคม ก่อให้เกิดความเจ็บปวดไปทั่วสรรพ์กาย เสียงร้องของทารกที่ยังให้เกิดความดีอกดีใจแก่ญาติมิตร โดยหารู้ไม่ว่า ขณะนั้นทารกกำลังประสบทุกข์อย่างมหันต์ เป็นทุกข์ที่เรียกว่า “ คัพภนิกขมนมูลกทุกข์ “ จัดเป็นทุกข์คำรบห้าที่ทารกต้องประสบจากการเกิด

แหล่งที่มา : หนังสือ "ใครให้คุณเกิด" โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร 

ความเชื่อเรื่องประเพณีและพิธีกรรมการเกิด

ในปัจจุบันนี้ การคลอดมักทำกันที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ ข้อดีคือมีหมอและพยาบาลคอยช่วยกันดูแล 
อาการ ช่วยทำการคลอด ตลอดจนดูแลทารกและคุณแม่หลังคลอด อย่างไรก็ตามการคลอดแบบไทยหรือแบบพื้นบ้านนั้น ก็มีขั้นตอนและกรรมวิธีต่าง ๆ การคลอดดูแลทารกและคุณแม่หลังคลอด ให้เป็นไปได้ด้วยดี เช่น เดียวกันกับการแพทย์สมัยใหม่ 
การคลอดแบบไทย 
           หมอตำแยจะเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญมากในการคลอดแบบไทยเมื่อเริ่มมีอาการปวดท้องใกล้คลอดญาติ จะ รีบไปเชิญหมอตำแยมาที่บ้าน พอมาถึงหมอจะนำเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เตรียมมาด้วยไปต้มน้ำ พร้อมล้างมือทำความสะอาดเรียบร้อย หมอจะประคับประคองท้องแม่และกล่อมมดลูก ด้วยการแซะข้างท้อง คลึงท้องให้ปากมดลูกขยับมาตรงกับปากช่องคลอด แล้วจึงจะข่มท้องให้คลอด 
หลังจากการคลอด หมอจะดูแลทารกก่อน โดยจะล้วงปาก ควักเมือก และช่วยให้หายใจ จนเมื่อทารกปลอด 
ภัยดีแล้วจึงทำการตัดสายสะดือ อาบน้ำให้ทารก เพื่อทำความสะอาดล้างคราบเลือดและไขที่ติดตัวอยู่ บางครั้งจะใช้น้ำมันมะพร้าวทาตัวเพื่อช่วยให้ไขลอก ทำความสะอาดตัวเรียบร้อยแล้ว จึงนำทารกไปวางบนที่นอนที่จัดเตรียมไว้เมื่อดูแลทารกเรียบร้อยหมดแล้วหมอจะมาดูแลแม่ โดยจะคลึงและแซะข้างท้องตะล่อมช่วยให้รกออกมาจากท้องแม่ 
"ขณะที่เด็กคลอดออกมานั้น ถ้ามีรกตามออกมาพร้อมเด็ก จะเรียกว่า "" รกตามดี" "หลังจากที่ตัดสายสะดือเสร็จ" เรียบร้อย หมอจะนำรกและส่วนต่าง ๆ ที่ติดมาด้วยไปล้างน้ำทำความสะอาด แล้วใส่ไว้ในหม้อทะนน หม้อตาลหรือกระบอกไม้ไผ่โรยเกลือให้ท่วมแล้วนำไปฝั่งดินในกรณีที่เด็กคลอด แล้วรกไม่ออกมาพร้อมกัน หลังตัดสายสะดือแล้วหมอจะเอาปลายสายสะดือที่ติดกับรกซึ่งอยู่ในท้องแม่ ผูกกับขาซ้ายของแม่ เพราะถ้าไม่ผูกเอาไว้สายสะดืออาจจะหลุดกลับเข้า 
"ไปในท้องแม่ ( เรียกว่า "" รกบิน "" ) ซึ่งจะทำให้เอาออกได้ยาก และ อาจเกิดอันตรายกับแม่ได้" 

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการคลอด 
*** การคลอดท้องแรก ( ท้องสาว ) มักใช้เวลานานกว่าการคลอดของคนที่เคยมีบุตรแล้ว 
*** ก่อนคลอดต้องปวดท้อง เนื่องจากมดลูกมีการบีบหดตัวให้หัวเด็กกลับหัวลงมาทางปากมดลูกเพื่อคลอด 
*** หลังจากที่ทารกคลอดออกมาแล้ว รก (Placenta) จะตามออกมา รกจะออกมาหลังคลอดพอดี หรือหลังคลอด 20 ถึง 30 นาทีก็ได้ 

วิธีการอาบน้ำและดูแลทารกหลังคลอด 
ในการอาบน้ำให้กับเด็กทารกแรกเกิดนั้น หมอจะนั่งกับพื้น เหยียดขาทั้งสองข้างออกไป นำทารกมาวางบน ขาโดยให้หัวทารกอยู่ทางปลายเท้าและขาอยู่ที่ต้นขาของหมอ แล้วค่อย ๆ วักน้ำอุ่นอาบล้างตัว ระหว่างที่อาบหมอต้อง - ระวังไม่ให้สายสะดือเปียกน้ำ ถ้าทารกที่คลอดมาขาขด บิดเบี้ยวเล็กน้อย หมอจะบีบขาให้ชิดกันเพื่อดัดให้ตรง แม่ในชนบทยังคงใช้วิธีอาบแบบนี้อาบให้ลูกไปจนโต หลังจากตัดสายสะดือและอาบน้ำทารกเรียบร้อยแล้ว หมอจะนำทารกไปวางบนเบาะที่ปูผ้าอ้อมรองไว้ ใช้ผ้า อ้อมอีกผืนปิดที่หน้าอกของทารก หมอจะยกเบาะไปให้ใส่กระด้ง แล้วยกกระด้งขึ้นร่อนเวียนไปทางขวา 3 รอบ พร้อม "กับพูดว่า "" สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ใครมารับเอาเน้อ " "ญาติผู้ใหญ่จะรับไว้และรับสมอ้างว่าทารกเป็นลูกของตน แล้ว" ส่งกระด้งกลับคืนไปให้หมอ หมอจะทำตามเดิมอีกจนครบ 3 รอบ เสร็จแล้วจึงอุ้มเด็กไปวางบนพื้น ให้ญาตินำด้ายหลอด สมุด ดินสอ หรือ ก้อนหิน มาใส่ในกระด้ง เพื่อเป็นเคล็ดให้เด็กโตขึ้น จะได้ฉลาด อ่านเขียนเรียนหนังสือเก่ง ต่อจากนั้น ญาติและพ่อแม่เด็กจะนำสุ่มจับปลาขนาดใหญ่มาครอบเด็ก ใช้ผ้าขาวคลุมไม่ให้ใครมาเอาชีวิตเด็กไปได้ ถ้าไม่มีสุ่มอาจจะใช้ผ้านุ่งมาจีบโดยผู้ปลายผ้าไว้ข้างหนึ่งแล้วนำไปแขวนกับขื่อกางชายผ้าอีกด้านหนึ่งออกเป็น - "กระโจม นำมาครอบทารกไว้ คนโบราณเรียกวิธีนี้ว่า "" การครอบกระโจม "" ซึ่งจะช่วยป้องกันลมและกันยุง เมื่อทารกอยู่" ในสุ่มจนครบกำหนดแล้ว ( 3 - 7 วัน ) จึงนำเด็กขึ้นนอนเปล กรณีที่หลังคลอดแล้วแม่ยังไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ระหว่างที่รอให้แม่มีน้ำนม ถ้าทารกเกิดหิว แม่จะให้กินน้ำผึ้ง ผสมกับน้ำอุ่นๆซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เด็กมีน้ำเสียงไพเราะเมื่อโตขึ้นบางแห่งก็จะขูดกล้วยน้ำหว้าผสมกับน้ำผึ้งเพื่อ ป้อนให้ ทารกกินระหว่างรอน้ำนม เมื่อแม่มีน้ำนมแล้วจึงให้ลูกดูดกินนมแม่ต่อไป เมื่อเด็กโตขึ้นพอสมควร แม่จะใช้ข้าวบดและกล้วยย่างขูด เป็นอาหารเสริมให้เด็กด้วย 
การฝังรก 
                การฝังรกเป็นเคล็ดที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณว่า เมื่อฝังแล้วจะทำให้เด็กไม่ลืมรกรากของตนเอง พิธีฝังรก ซึ่งนิยมทำกันในแต่ละภาคนั้น จะมีลักษณะแตกต่างกันแต่ส่วนมากมักฝังหลังจากเด็กเกิดครบ 3 วัน หรือ 7 วัน การฝังจะฝังตามทิศและตามวันเกิดของเด็ก ในบางท้องถิ่นนิยมฝังรกไว้ในบ้าน โดยส่วนมากพ่อแม่จะฝังรกในเวลาที่ปลอดคน เช่น ตอนเช้าหรือตอนเย็นโพล้เพล้ เพราะไม่ต้องการให้มีใคร ทักถาม บางท้องถิ่นจะฝังรกในที่ดินซึ่งพ่อแม่จะยกให้เด็กต่อหน้าญาติ ๆ เพื่อให้เป็นพยานรับรู้ ในภาคใต้มีการปลูกมะพร้าวไว้ในบริเวณที่ฝั่งรก เพื่อจะได้ใช้ผลของมะพร้าวไว้ทำยาแก้คุณไสย์ และแก้พิษให้เด็กเมื่อโตขึ้น ในปัจจุบัน ผู้หญิงนิยมไปคลอดในโรงพยาบาล จึงแทบไม่มีการทำพิธีอีกต่อไปผู้เฒ่าผู้แก่มักจะพูดเสมอว่า เด็กสมัยนี้ลืมรกรากของตน ไม่กลับถิ่นกำเนิด และยังมีการย้ายถิ่นย้ายบ้านกันเรื่อยไป

ลักษณะน้ำนมแม่ 
คัมภีร์ประถมจินดาอธิบายถึงวิธีดูลักษณะน้ำนมแม่ที่จะใช้เลี้ยงเด็กไว้ว่า ให้ทดสอบน้ำนมแม่โดยนำไปหยด 
ลงในขันที่ใส่น้ำไว้ เมื่อพิจารณาลักษณะการจม และ กระจายตัวของหยดน้ำนมจะแบ่งน้ำนมออกได้เป็น 2ประเภท คือ 
1. น้ำนมดีถือเป็นน้ำนมที่ใช้เลี้ยงทารกแล้วทำให้ทารกดีน้ำนมชั้นเอกดีที่สุดต้องมีสีขาวเมื่อหยดลงในน้ำแล้วจะ จมลง โดยยังเกาะกันเหมือนเม็ดบัวส่วนน้ำนมชั้นรองเมื่อหยดในน้ำแล้วนมจะกระจายแต่ข้นจมถึงก้นขันจะ ไม่เกาะ กันกลม 
2. น้ำนมชั่วหรือน้ำนมมีมลทิน ถือเป็นน้ำนมที่ไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงทารก คือ น้ำนมที่มาจากแม่ที่มีระดูขัดเสมอๆ น้ำนมที่มาจากแม่ที่อยู่ไฟไม่ได้(ถือว่าป็นน้ำนมดิบ)และน้ำนมแม่ที่หยดลงในน้ำแล้วมีเลือดและน้ำเหลืองกระจาย ออกเป็นสาย

วัฒนธรรมและความเชื่อเรื่องการปลูกเรือน

การจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งนั้น ขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งนั้นที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ในบ้านเราให้ความสำคัญกันมาก ก็คือขั้นตอนของพิธียกเสาเอก โดยเจ้าของบ้านส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า การทำพิธียกเสาเอกจะทำให้งานก่อสร้างมีความราบรื่นไม่มีปัญหาและอุปสรรคและ เมื่อได้เข้าอยู่บ้านหลังที่สร้างแล้วจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นความเชื่อและเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมา และจากประสบการณ์การก่อสร้างบ้านของผู้เขียนเองที่ผ่านมาเป็นสิบปีก็พบว่าบ้านทุกหลังที่มีการก่อสร้าง มักจะทำพิธียกเสาเอกเพื่อเป็นสิริมงคลต่อการอยู่อาศัย
แต่พิธีการ และขั้นตอนอาจแตกต่างกันในรายละเอียด บ้านบางหลังจะทำพิธียกเสาเอก โดยพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ บางหลังทำพิธีโดยพราหมณ์ และบางหลังทำพิธีโดยผู้ใหญ่หรือบุคคลที่เคารพนับถือ ดังนั้นหากท่านกำลังจะสร้างบ้าน โดยเลือกแบบบ้านและบริษัทรับสร้างบ้านที่มีคุณภาพแล้ว ก่อนที่ท่านลงมือก่อสร้างถ้าท่านเชื่อเรื่องโชคลาง ก็คงจะเตรียมหาฤกษ์หาเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการสร้างบ้าน แม้จะดูเหมือนหลงงมงายแต่ถ้าทำแล้วเกิดความสบายใจ และไม่เดือดร้อนใคร ก็น่าจะเตรียมให้พร้อมก่อนลงมือก่อสร้าง แต่ทั้งนี้ต้องดูความสะดวกความเหมาะสม ของการก่อสร้างร่วมกับบริษัทรับสร้างบ้านที่ท่านเลือกด้วย
การกำหนดฤกษ์เสาเอก
การกำหนดฤกษ์เสาเอกนั้น ส่วนใหญ่ก็คงต้องให้ผู้ที่เรานับถือ เช่น พระอาจารย์ พราหมณ์ หรือผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ดูฤกษ์ดูยามในการทำพิธียกเสาเอกให้ โดยท่านเหล่านั้นก็จะหาวันและเวลาที่เป็นมงคลให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เราสะดวกที่จะสร้างด้วย
ถ้าหากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกในการตามหาพระอาจารย์ทั้งหลายมาให้ฤกษ์ให้ยาม คุณอาจจะหาฤกษ์ด้วยตนเองก็ได้ โดยอาจจะดูจากปฏิทิน 100 ปี หรือหาซื้อหนังสือโหราศาสตร์ ประเภทสรุปรวมฤกษ์ประจำทั้งปี ซึ่งหนังสือพวกนี้จะออกวางตลาดตอนปลายปีทุกปี ลองอ่านและหาฤกษ์ด้วยตนเองได้
การทำพิธียกเสาเอกกับขั้นตอนการสร้างบ้าน
ในสมัยโบราณ การก่อสร้างบ้านส่วนใหญ่เป็นการสร้างบ้านไม้ เสาบ้านก็เป็นเสาไม้ ดังนั้นฤกษ์ลงเสาเอกก็คือ ฤกษ์เวลาที่เรานำเสาหลักของบ้านหย่อนลงสู่หลุมที่เตรียมเอาไว้ จัดเสาให้ตั้งตรง และเอาไม้ค้ำยันค้ำไว้ เอาดินกลบหลุมทั้งหมด
แต่ในปัจจุบัน ขั้นตอน และวิธีการก่อสร้างได้เปลี่ยนไป อาคารปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วแต่เป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ต้องมีการตอกเสาเข็ม ต้องมีการเทฐานราก ทำตอม่อ แล้วจึงจะขึ้นเสาโผล่พื้นดินได้ ดังนั้นก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจว่าพิธียกเสาเอกกับการสร้างในปัจจุบันที่เป็นโครงสร้างคอนกรีตนั้น เขาทำกันในช่วงไหนของการก่อสร้าง ซึ่งจากประสบการณ์ในการก่อสร้างที่ผ่านมา พิธียกเสาเอก จะทำกันได้ใน 3 ลักษณะดังนี้
1. ยึดเวลาที่ตอก (เจาะ) เสาเข็มต้นแรก หรือเวลาที่ตอก (เจาะ) เสาเข็มต้นที่กำหนดให้เป็นเสาเอก (น่าจะเรียกว่า "ฤกษ์" เข็มเอก)
2. ยึดเวลาที่ยกเสาเหล็กเสริม เทคอนกรีตฐานราก (จะเทคอนกรีตฐานรากพร้อมกับการตั้งเหล็กเสาต้นที่เป็นเสาเอก)
3. ยึดเวลาที่มีการเทคอนกรีตหล่อเสาอาคารจริงๆ (ซึ่งอาจจะตั้งหลังจากเริ่มทำการก่อสร้างแล้วเป็นเดือน) แต่ในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะการเตรียมการ เตรียมของใช้และขั้นตอนในการยกเสาเอกแบบ ที่ยึดเวลาที่ยกเสาเหล็กเสริมขึ้นตั้งและเทคอนกรีตฐานราก ซึ่งเป็นลักษณะที่การสร้างบ้านในส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้กัน

การเตรียมการหน้างานในพิธียกเสาเอก

การเตรียมหน้างานก่อสร้างให้พร้อมก่อนการทำพิธียกเสาเอกถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าฤกษ์ ในพิธียกเสาเอก เป็นฤกษ์เวลาที่แน่นอน เช่นบางหลังกำหนดที่เวลา 9.09 น. ดังนั้นการเตรียมการหน้างานที่ไม่พร้อมอาจทำให้เกิดปัญหาขลุกขลัก ทำให้เกิดความผิดพลาดไม่ตรงกัน ฤกษ์ที่กำหนดไว้ เกิดความไม่สบายใจได้ ดังนั้นการเตรียมการหน้างานให้มีความพร้อมนั้นจะต้องจัดเตรียมงานดังนี้
1. การเตรียมพื้นที่ โดยรอบของบริเวณที่จะทำพิธีให้เรียบร้อย เพื่อสะดวกในการทำพิธี
2. ขุดหลุมฐานรากที่จะทำพิธี ให้มีขนาดความลึกและความกว้างตามแบบ
3. ปรับพื้นที่ก้นหลุมให้เรียบร้อย เก็บเศษปูนเศษไม้ให้หมด ปรับระดับให้เรียบด้วยทรายหยาบ
4. เตรียมผูกเหล็กเสริมฐานรากไว้ด้านบน พร้อมที่จะยกลงตอนทำพิธี
5. เตรียมผูกเหล็กเสาที่จะทำการยกเสาเอกวางพาดไว้ ตรงปากหลุมโดยยกหัวเสาให้สูงขึ้นกว่าโคนเสา
6. เตรียมคอนกรีตให้พร้อมเพื่อเตรียมเทหลังจากที่ยกเสาเหล็กขึ้นตั้งแล้ว

การเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอก
การเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอกนั้นมีอยู่หลายตำราด้วยกัน แล้วแต่ผู้ที่เรานับถือที่จะดำเนินการทำพิธีให้เป็นผู้กำหนด แต่ในที่นี้เราจะอ้างอิงจาก "ศาสนพิธี" ในหนังสือพุทธศาสตร์ ปีที่ 43 อันดับที่ 1/2543 โดยการเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอกมีดังนี้
1. จัดโต๊ะหมู่บูชา 1 ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
2. จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุม และเจริญชัยมงคลคาถา)
3. เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
4. ใบทอง นาก เงิน อย่างละ 3 ใบ
5. ทอง เงิน อย่างละ 9 เหรียญ
6. ทรายเสก 1 ขัน
7. น้ำมนต์ 1 ขัน (พร้อมกำหญ้าคา 1 กำ)
8. ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วนเล็ก
9. ทองคำเปลว 3 แผ่น
10. ผ้าแพรสีแดง ห่มเสา หรือผ้าขาวม้า 1 ผืน
11. หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ 1 หน่อ
12. ไม้มงคล 9 ชนิด ได้แก่ กันเกรา ทรงบาดาล ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ขนุน สักทอง ทองหลาง ไผ่สีสุก พยุง
13. แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ 1 แผ่น
14. ข้าวตอกดอกไม้ 1 ขัน

ลำดับพิธีในการยกเสาเอก
การทำพิธียกเสาเอกก็มีหลายตำรา แล้วแต่ผู้ดำเนินพิธี แต่ในที่นี้เราก็จะอ้างอิงจาก "ศาสนพิธี" ในหนังสือพุทธศาสตร์ ปีที่ 43 อันดับที่ 1/2543 เช่นกัน โดยลำดับพิธีขอบงการยกเสาเอกมีดังนี้
1. วางสายสิญจน์ เริ่มจากโต๊ะบูชาไปโต๊ะสังเวยขวา บริเวณสถานที่ก่อสร้างเข้าสู่เสาเอก (ก่อนเวลาฤกษ์พอสมควร)
2. จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐานเพื่อเกิดสิริมงคล กราบพระ
3. จุดเทียนธูปที่โต๊ะสังเวย บูชาเทวดาให้คุ้มครอง
4. กล่าวสังเวยเทวดา
5. โปรยดอกไม้มงคล 9 ชนิด ลงในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
6. วางแผ่นทอง นาก เงินในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
7. นำใบทอง นาก เงิน และเหรียญทอง เงิน ลงก้นหลุมแล้วนิมนต์พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์โปรยทรายเสกที่หลุมเสา
8. เจิมและปิดทองเสาเอก
9. ผูกหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสีแดงหรือผ้าขาวม้าที่เสาเอก
10. ถือด้ายสายสิญจน์ พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี
11. ช่วยกันยกเสาเอก จนตั้งเรียบร้อย (ขณะยกเสานั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) (ถ้ามี)
12. โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงหลุมเสาเอก พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธีเสร็จพิธี
- ถ้ายกเสาเอกในเดือนอ้าย ยี่ สาม เสาเอก อยู่ทิศอีสาน
- ถ้ายกเสาเอกในเดือน 4 - 5 - 6 เสาเอก อยู่ทิศอาคเนย์
- ถ้ายกเสาเอกในเดือน 7 - 8 - 9 เสาเอก อยู่ทิศหรดี
- ถ้ายกเสาเอกในเดือน 10 - 11 - 12 เสาเอก อยู่ทิศพายัพ
13. เมื่อธูปที่โต๊ะสังเวยไหม้หมดดอก ให้ลาเครื่องสังเวยได้ว่า "เสสัง มังคะลัง ยาจามิ"
14. หน่อกล้วย อ้อย เมื่อช่างเอาลงจากเสาแล้ว ให้นำไปปลูกไว้ในที่ต้องการ เพื่อเสี่ยงทายว่าจะงอกงามเพียงใด
- ถ้าจัดโต๊ะสังเวยไม่ได้ จะจัดเป็นสำรับบูชาพระภูมิเจ้าที่ธรรมดาก็ได้ และสิ่งประกอบอื่นๆ ก็เลือกเอาเท่าที่จำเป็นและหาได้ง่าย

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.89homebuilder.com (NewDesign V.1)