วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ประวัติวันสงกรานต์

เกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์
คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกต ว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือก้าวขึ้น การย้ายที่เคลื่อนที่ คือ พระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึง วันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ในวันที่ ๑๓, ๑๔, ๑๕ เมษายนทุกปี แต่ วันสงกรานต์นั้นคือ วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก
กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำในเทศกาลนี้ก็มี การทำความสะอาดบ้านเรือน ทำบุญทำทาน สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และเล่นสาดน้ำกัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ประเพณีสงกรานต์ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง สำหรับเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ มีดังนี้
๑. ก่อนที่เราจะถือวันสงกรานต์เป็นปีใหม่แบบไทยนั้น สมัยโบราณ เราถือเอาวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะถือว่าฤดูหนาว เป็นการเริ่มต้นปี ซึ่งจะตกราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการสังเกตธรรมชาติและฤดูการผลิต เป็นวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ หรือประมาณเดือนเมษายน ครั้นปี พ.ศ.๒๔๓๒ สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ เมษายน และต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๓ จอมพลป.พิบูลสงครามก็ได้ประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่จนปัจจุบัน อันเป็นการนับแบบสากล อย่างไรก็ดี คนไทยในหลายภูมิภาคก็ยังยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ซึ่งแต่เดิมแม้จะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ก็ไม่ได้ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ดังเช่นปัจจุบัน จนเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ เป็นต้นมา จึงได้กำหนดเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน ตามปฏิทินเกรกอรี่
๒.นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีมอญ พม่า ลาว และชนชาติไทยเชื้อสายต่างๆ อันเป็นชนส่วนน้อยในจีนอินเดีย ก็ถือว่า สงกรานต์ เป็นเทศกาลฉลองวันขึ้นปีใหม่ของเขาด้วยเช่นกัน
๓. ภาคกลางเรียกวันที่ ๑๓ เมษายน ว่า “ วันมหาสงกรานต์ ” ซึ่งเป็นวันที่ทางการได้ประกาศให้เป็น“ วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ” วันที่ ๑๔ เมษายน เรียก “ วันเนา ” และ รัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณได้ประกาศให้เป็น “ วันครอบครัว ” ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียก “ วันเถลิงศก ” คือ วันเริ่มจุลศักราชใหม่
๔. ทางล้านนาเรียกวันที่ ๑๓ เมษายนว่า “วันสังขารล่อง” ซึ่งบางท่านให้ความหมายว่า หมายถึง อายุสิ้นไปอีกปีวันที่ ๑๔ เมษายน เรียก “วันเน่า” เป็นวันห้ามพูดจาหยาบคาย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปากเน่าและไม่เจริญ ส่วนวันที่ ๑๕เมษายน เรียก “วันพญาวัน” คือ วันเปลี่ยนศกใหม่
๕. ภาคใต้ เรียกวันที่ ๑๓ เมษายนว่า “วันเจ้าเมืองเก่า” หรือ “วันส่งเจ้าเมืองเก่า” เพราะเชื่อว่าเทวดารักษาบ้านเมืองกลับไปชุมนุมกันบนสวรรค์ ส่วนวันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า “วันว่าง” คือวันที่ปราศจากเทวดาที่รักษาเมืองดังนั้น ชาวบ้านก็จะงดงานอาชีพต่างๆ แล้วไปทำบุญที่วัด ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า “วันรับเจ้าเมืองใหม่”คือ วันรับเทวดาองค์ใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเมืองแทนองค์เดิมที่ย้ายไปประจำเมืองอื่นแล้ว
๖. ตำนานสงกรานต์ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงกรานต์และนางสงกรานต์ที่เรารู้จักกันดีเป็นตำนานที่ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้จารึกไว้ในแผ่นศิลา ๗ แผ่น ติดไว้ที่ศาลารอบพระมณฑปทิศเหนือ ในวัดพระเชตุพนฯ หรือ วัดโพธิ์
๗. นางสงกรานต์ เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นต่ำสุด มีด้วยกัน ๗ องค์ เป็นพี่น้องกัน และต่างก็เป็นบาทบริจาริกา แปลว่า นางบำเรอแทบเท้า หรือเรียกง่ายๆว่า เป็น “เมียน้อย”ของพระอินทร์จอมเทวราช และเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมในตำนาน
๘. นางสงกรานต์ มีชื่อตามแต่ละวันในสัปดาห์ คือ วันอาทิตย์ ชื่อ นางทุงษะ วันจันทร์ ชื่อ นางโคราคะวันอังคาร ชื่อ นางรากษส วันพุธ ชื่อ นางมณฑา วันพฤหัสบดี ชื่อ นางกิริณี วันศุกร์ ชื่อ นางกิมิทา วันเสาร์ชื่อนางมโหทร
๙. นางสงกรานต์แต่ละองค์จะมีพาหนะทรงต่างกัน ตามลำดับแต่ละวัน คือ นางทุงษะขี่ครุฑ นางโคราคะขี่เสือนางรากษสขี่หมู นางมณฑาขี่ลา นางกิริณีขี่ช้าง นางกิมิทาขี่ควาย และนางมโหทรขี่นกยูง ซึ่งสัตว์ที่เป็นพาหนะทรงจะมิใช่ปีนักษัตรของปีนั้นๆ ตามที่หลายคนเข้าใจผิด
๑๐. คำว่า “ดำหัว” ปกติแปลว่า “สระผม” แต่ในประเพณีสงกรานต์ล้านนา หมายถึง การไปแสดงความเคารพขออโหสิกรรมที่อาจได้ล่วงเกินในเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งการไปขอพรจากผู้ใหญ่ ซึ่งหมายถึง ญาติผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ในเมือง หรือ ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา โดยส่วนมากจะใช้น้ำขมิ้นส้มป่อยไปไหว้ท่าน และท่านก็จะจุ่มแล้วเอาน้ำแปะบนศีรษะเป็นเสร็จพิธี
๑๑. ในสมัยก่อนเมื่อใกล้สงกรานต์หรือวันสงกรานต์ จะมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่คนแต่ก่อนเรียกว่า “ตัวสงกรานต์เป็นสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายไส้เดือน แต่เล็กขนาดเส้นด้าย ยาวประมาณ ๒ นิ้ว มีสีเลื่อมพราย เป็นสีเขียว เหลือง แดงม่วง เปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ จะอยู่กันเป็นฝูงในแม่น้ำลำคลอง เมื่อกระดิกตัวว่ายน้ำจะทำให้เกิดประกายสีต่างๆสวยงามแปลกตา ถ้าจับพ้นน้ำ สีจะจางหายไป ตัวจะขาดเป็นท่อนเล็กๆและเหลวละลาย ปัจจุบันเข้าใจว่าสูญพันธุ์แล้ว
๑๒. มูลเหตุของการก่อเจดีย์ทราย มีเรื่องเล่าว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมบริวารได้เห็นหาดทรายขาวบริสุทธิ์ก็เกิดจิตศรัทธาก่อทรายเป็นเจดีย์ ๘ หมื่น ๔ พันองค์ แล้วอุทิศเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชาและสังฆบูชา เมื่อพระองค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ทูลถามถึงอานิสงส์การก่อเจดีย์ทรายดังกล่าว พระพุทธเจ้าตรัสว่าการที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาก่อเจดีย์ทรายถึง ๘ หมื่น ๔ พันองค์หรือเพียงองค์เดียวก็ได้อานิสงส์มาก คือ จะไม่ตกนรกหลายร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ มีบริวารและเกียรติยศชื่อเสียง หากตายก็จะได้ขึ้นสวรรค์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติและมีนางฟ้าเป็นบริวาร ด้วยอานิสงส์ดังกล่าวจึงทำให้คนโบราณนิยมก่อเจดีย์ทรายเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้
ประวัติตำนานสงกรานต์
                มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า "เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก" นักเลงสุราตอบกลับว่า "ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสรฐิ กว่า"ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐี ผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่า ธรรมบาลกุมาร ธรรมบาลกุมารนี้เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ ๗ ขวบอีก ทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีก ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาล
กุมาร ๓ ข้อคือ ๑. เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด ๒. เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด ๓. ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด
และตกลงว่าถ้าธรรมกุมารสามารถตอบปัญหา ๓ ข้อได้ภายใน ๗ วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมารแต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกันเวลาล่วงเลยไปถึง ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหมธรรมบาลกุมาร จึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาล และบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี ๒ ตัว ผัวเมียทำรังอยู่ นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้นางนกอินทรี : "พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี"นกอินทรีตัวผู้ : "พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศีรษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้"นางนกอินทรี : "น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้"นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรีจึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารให้นางนกอินทรีได้รู้นกอินทรีตัวผู้ : "ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"
                ธรรมบาลกุมารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ได้จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมมีพิษมาก คือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง ๗ เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาทีแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด ๓๖๕ วัน (โลกสมมุติว่าเป็น ๑ปี) เป็นสงกรานต์ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ ก็จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี
                ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับสงกรานต์
สงกรานต์ ที่แปลว่า "ก้าวขึ้น" "ย่างขึ้น" นั้นหมายถึง การที่ดวงอาทิตย์ ขึ้นสู่ราศีใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเดือน ที่เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่เมื่อครบ ๑๒ เดือนแล้วย่างขึ้นราศีเมษอีก จัดเป็นสงกรานต์ปี ถือว่าเป็น วันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์ มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึงสงกรานต์ปี คือปีใหม่อย่างเดียว กล่าวคือ สงกรานต์ หมายถึง ได้ทั้งสงกรานต์เดือนและสงกรานต์ปี แต่มหาสงกรานต์ หมายถึงสงกรานต์ปีอย่างเดียว
วันเนา แปลว่า "วันอยู่" คำว่า "เนา" แปลว่า "อยู่" หมายความว่าเป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา ๑ วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ วันเนา เป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทาง ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คืออยู่ประจำที่แล้ว
วันเถลิงศก แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่มาเป็นวันที่ ๓ถัดจากวันมหาสงกรานต์ ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่า การย่างขึ้นสู่จุดเดิม สำหรับต้นปีนั้นเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาเพราะอาจมีปัญหาติดพันเกี่ยวกับชั่วโมง นาที วินาที ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะเปลี่ยนศก ถ้าเลื่อนวันเถลิงศกหรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่มาเป็น วันที่ ๓ ก็หมายความว่า อย่างน้อยดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ ไม่น้อยกว่า ๑ องศาแล้วอาจจะย่างเข้าองศาที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้
วันสงกรานต์เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งกษัตริย์สิงหศแห่งพม่า ทรงตั้งขึ้นเมื่อปีกุนวันอาทิตย์ พ.ศ.๑๑๘๑ โดยกำหนดเอาดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษได้ ๑ องศา ประกอบกับไทยเราเคยนิยมใช้จุลศักราช สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย ในปีแรกที่กำหนดเผอิญเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่วันที่ ๑๓ เมษายนทุกปีแต่เมื่อเป็นประเพณี ก็จำเป็นต้องเอาวันนั้นทุกปี เพื่อมิให้การประกอบพิธี ซึ่งมิได้รู้โดยละเอียดต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยน
มา วันที่ ๑๓ จึงเป็นวันสงกรานต์ของทุกปี
ปกติวันสงกรานต์จะมี ๓ วัน คือ เริ่มวันที่ ๑๓ เมษายน ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน วันแรกคือวันที่ ๑๓ เป็นวันมหาสงกราต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที่ ๐ องศา) วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้ เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง ๔ วัน คือวันที่ ๑๓ -๑๖ เป็นวันเนาเสีย ๒ วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่าง พักการงานนอกบ้านชั่วคราวจะเห็นได้ว่า วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึง พ.ศ.๒๔๘๓ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนใหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับ หลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่า วันสงกรานต์มีความสำคัญ
นางสงกรานต์
เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม หรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช(สวรรค์ชั้นที่ ๑ ในทั้งหมด ๖ ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศีรษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ ๑๓ เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด ๗ องค์ ได้แก่
๑. นางสงกรานต์ทุงษเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม)เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ
๒. นางสงกรานต์โคราดเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)
๓. นางสงกรานต์รากษสเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)
๔. นางสงกรานต์มัณฑาเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)
๕. นางสงกรานต์กิริณีเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)
๖. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)
๗. นางสงกรานต์มโหทรเทวี เป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)
การทำบุญ ในวันสงกรานต์
การทำบุญในวันสงกรานต์มีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์
๑. พิธีหลวง พระราชพิธีสงกรานต์ ( คัดจากปี ๒๕๓๑ ) วันที่ ๑๕ เมษายน ในเวลาเช้า ๑๐.๓๐ น.พระสงฆ์ที่รับอาราธนามาเจริญพระพุทธมนต์ที่พระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเสด็จสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ที่หอพระสุราลัยพิมาน แล้วเสด็จหอพระบรมอัฐิที่หอพระธาตุมณเฑียร สรงน้ำพระ พระบรมอัฐิและพระอัฐิ ถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จออกพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทรงศีล พระสงฆ์จำนวน ๖๗ รูปเท่าจำนวนพระบรมอัฐิ และพระอัฐิที่อาราธนาจากวัดที่เกี่ยวข้อง กับพระบรมอัฐิและพระอัฐิ เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล
เสร็จแล้วอัญเชิญพระบรมอัฐิ จากหอพระธาตุมณเฑียรเป็นกระบวนแห่ มีประโคมสังข์ แตร กลองชนะตั้งแต่เวลาเชิญออก จนกระทั่งถึงบนราชบัลลังก์นพปฏลมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนราชสักการะ พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิ ทรงจุดธูปเทียน ถวายสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงทอดผ้าคู่ (ถือผ้าขาว ๒ ผืน นุ่งผืน ๑ ห่มผืน ๑) มีขวดน้ำหอม ๑ ขวด พระสงฆ์นั่งสดับปกรณ์ตามลำดับวัดประจำพระบรมอัฐิ
เวลา ๑๖.๓๐ น. เสด็จสรงน้ำพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระพุทธสัมพรรณี พระชัยหลังช้าง
พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ เสด็จสรงน้ำพระคันธราษฎร์ สรงน้ำ พระโพธิ์ พระนิโครธพระพุทธเจดีย์ทอง พระไตรปิฎกฉบับทองทึบ พระนาคที่วิหารขาวสดับปกรณ์ พระบรมอัฐิกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และพระอัฐิเจ้านายต้นราชสกุลต่างๆ
            เปิดปราสาทพระเทพบิดรวันที่ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ เมษายน เพื่อให้ประชาชนถวายสักการะ พระบรมรูปบูรพมหากษัตริยาธิราช เมื่อก่อน การบำเพ็ญพระราชกุศลในพระบรมมหาราชวังมี ๔ วัน คือวันที่ ๑๓ - ๑๖ เมษายนปัจจุบันมีเฉพาะวันที่ ๑๕ เมษายน วันเดียว ซึ่งในเช้าวันที่ ๑๕ เมษายน โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนิมนต์พระ๑๕๐ รูป เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตทีในพระบรมมหาราชวัง
            เวลา ๑๐.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตไปยังพระมหามณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญที่หอพระสุลาลัยพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ แล้วเสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จฯ ไปยังหอพระธาตุมณเฑียร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะและสรงน้ำพระบรมอัฐิ พระอัฐิ แล้วเสด็จออกพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๗๑ รูปเจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีสงกรานต์ จบแล้วทรงประเคนภัตตาหาร เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จ เจ้าพนักงานเชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิออกประดิษฐานบนพระราชบัลลังก์ ภายใต้นพปฏลมหาเศวตฉัตรและบนที่นั่งกงภายใต้ฉัตรขาวลายทอง ๕ ชั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะถวายบังคมพระอัฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าคู่ พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิ แล้วถวายอนุโมทนาถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินประทับรถยนต์พระที่นั่ง ที่พระที่นั่งทวารเทเวศรรักษาเสด็จพระราชดำเนินกลับ
            เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้าพนักงานกราบบังคมทูล รายงานเครื่องราชสักการะที่ทรงพระราชอุทิศ พระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยเชิญไป ถวายเป็นพุทธบูชา เจดียสถานต่างๆ แล้ว เสด็จฯ เข้าสู่พระอุโบสถ ทรงพระสุหร่ายสรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการ แล้วเสด็จพระราชดำเนิน ไปสรงน้ำปูชนียวัตถุตามเจดียสถานในพระอารามนี้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่หอพระนาก ทรงจุดธูปเทียน ถวายสักการะพระอัฐิ๕ รูป สดับปกรณ์แล้วทรงทอดผ้าพระสงฆ์อีก ๕๐ รูป สดับปกรณ์พระอัฐิพระราชวงศ์ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาถวายดิเรก เป็นเสร็จการ
            ๒. พิธีราษฎร์
การทำบุญในวันสงกรานต์ อาจจะทำการตักบาตรทำบุญได้ ๒ แห่ง คือ ที่วัดหรือในบริเวณงานที่จัดไว้แล้ววิธีตักบาตร ใช้วิธีเรียงแถว และนิมนต์พระเดินตามลำดับ โดยชายตักบาตรด้วยข้าว หญิงตักบาตรด้วยของคาวหวาน ถ้าเต็มบาตรก็ถ่ายใส่ภาชนะอื่น และนิมนต์ท่านรับจนทั่ว เสร็จแล้วอาจนิมนต์ท่านฉัน ณ สถานที่จัดงานหรือให้ท่านนำไปฉันที่วัดก็ได้ในเวลาตักบาตรพระสงฆ์จะสวดถวายพรพระ คือ พาหุง พอเสร็จ ช่วยกันยกอาหารคาวหวานถวายพระขณะพระฉัน จะมีการอ่านประกาศสงกรานต์กันในตอนนี้ บางคนก็อาจจะอยู่ฟังอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี
การก่อเจดีย์ทราย จะทำในวันใดวันหนึ่ง ของวันที่๑๓ - ๑๕ เมษายนก็ได้ ผู้ทำบุญจะช่วยกันขนทราย มาก่อเป็นเจดีย์ขนาดต่างๆ ในบริเวณวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้ใช้ก่อสร้าง หรือถมพื้นที่ เป็นเรื่องที่ถือว่าได้บุญและสนุกสนาน แต่ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำทุกวัด
การปล่อยนกปล่อยปลา เป็นการทำบุญเพื่อแสดงความกรุณาต่อสัตว์ นิยมทำในวันสงกรานต์และไม่จำกัดว่าจะทำในวัดเท่านั้น
การสรงน้ำพระ มีทั้งสรงน้ำพระพุทธรูปและภิกษุ สามเณร เพื่อความเป็นศิริมงคลในโอกาสขึ้นปีใหม่อันเป็นเวลาที่อากาศร้อน
การรดน้ำผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของการแสดงคารวะต่อผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ผู้ร่วมพิธีควรน้ำผ้า ๑ สำรับคือ ผ้านุ่ง ๑ ผืน ผ้าห่ม ๑ ผืน ไปมอบให้ท่านพร้อมกับ ดอกไม้ธูปเทียน การรดน้ำผู้ใหญ่ดังกล่าวมานี้ มักจะรดหรืออาบท่านจริง ๆ จึงต้องมีผ้าไปมอบให้ ปัจจุบันบางแห่งรดเฉพาะที่ฝ่ามือ โดยจะเอาน้ำหอมเจือในน้ำด้วย แต่ก็ยังคงมีผ้านุ่งห่ม ๑ สำรับและดอกไม้ธูปเทียนไปแสดงคารวะ และขอพรท่านก็จะให้ศีลให้พรให้มีความสุขปีใหม่ คือตั้งแต่วันสงกรานต์ เป็นต้นไป
การทำบุญอัฐิ เป็นเรื่องที่นิยมทำแบบนิมนต์พระ ชักบังสุกุลอัฐิของญาติที่ล่วงลับไปแล้ว แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ หรือถ้าไม่มีอัฐิจะเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ เมื่อบังสุกุลแล้วก็เผากระดาษแผ่นนั้นเสีย เหมือนเผาศพ การทำบุญอัฐิจะทำในวันไหนก็ได้สุดแต่จะนัดหมายกัน การรื่นเริงจัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสามัคคีในหมู่คณะ เป็นการอนุรักษ์ประเพณีต่างๆ ในท้องถิ่นไว้ด้วย
การสาดน้ำ เป็นการสนุกสนานรื่นเริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ คือ สาดน้ำกันโดยมาก จะเริ่มต้นในวันสรงน้ำพระ แต่บางแห่งพอเริ่มสงกรานต์ ก็เริ่มสาดน้ำกันทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้น้ำสะอาดมีน้ำอบน้ำหอม หรือแป้งหอมผสมบ้างก็ได้ และไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย
การแห่นางแมว บางแห่งอาจมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสนุกสนานรื่นเริงเหมือนกัน แต่ก็หวังผลในทางเกษตรกรรมด้วย กล่าวคือ ถ้าเกิดฝนแล้งก็แห่นางแมวกันในช่วงวันทำบุญสงกรานต์ เช่นเดียวกัน
กิจกรรมวันสงกรานต์
๑. ทำบุญตักบาตร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต
๒. ปล่อยนกปล่อยปลา คนไทยมีความเชื่อว่าการปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าเป็นการอโหสิกรรมและชำระบาปในส่วนที่ตนเป็นผู้ก่อ อีกทั้งทำให้เคราะห์ร้ายที่จะเกิดขึ้นหมดไป
๓. ให้ทานแก่ผู้ที่ขัดสน เช่น คนชรา เด็กพิการ เด็กกำพร้า เป็นต้น
๔. สรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสามเณร
๕. การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ได้แก่ บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ และบุคคลที่มีพระคุณ การรดน้ำผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ด้วยต้องการขอขมาสิ่งที่อาจจะล่วงเกินผู้ใหญ่ ในบางครั้ง รวมถึงเป็นการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล และข้อคิดเตือนใจแก่ตนเอง อีกทั้งเพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอีกด้วย การรดน้ำ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของบุตรหลานที่มีต่อบุพการีหรือญาติผู้ใหญ่ อีกทั้งเป็นการขอพรจากบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่
๖. การละเล่นสาดน้ำ ประเพณีนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของวันสงกรานต์เลยทีเดียว ด้วยงานฉลองวันสงกรานต์นั้นเป็นช่วง ฤดูร้อน ประเพณีเริ่มจากการที่มีการสรงน้ำพระ และรดน้ำญาติผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำนั้นนิยมกันในหมู่ของหนุ่มสาว น้ำ ที่ใช้สาดกันนั้นจะใส่น้ำอบ น้ำหอม แต่ในปัจจุบันประเพณีอันดีงามอันนี้ได้จางหายไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ในปัจจุบันมีการสาดน้ำกันอย่างรุนแรง รวมถึงได้มีการนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาใช้ในการละเล่นสาดน้ำมากขึ้นด้วย
สิ่งที่ได้จากการทำบุญสงกรานต์
๑. เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนเคารพ ต่อบิดามารดาและผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
๒. เป็นการชำระจิตใจ และร่างกายให้สะอาด
๓. เป็นการรักษาประเพณีมาแต่เดิม
๔. เป็นการสนุกสนานรื่นเริงในรอบปี และพักจากงานประจำชั่วคราวเพื่อจะไปพักผ่อนหย่อนใจ
๕. เป็นการเตือนสติว่ามนุษย์นั้นผ่านไป ๑ ปีแล้วและในรอบปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรบ้างและควรจะทำอะไรต่อไปในปีที่กำลังจะมาถึง
๖. เป็นการเตรียมตัวบวช ถ้าเป็นผู้ชายโดยเอาระยะเวลานี้บวชกัน เพราะหลังสงกรานต์ต้องเตรียมตัวทำนาแล้ว
๗. เป็นการทำความสะอาดพระ โต๊ะบูชา บ้านเรือน ทั้งในและนอกบ้าน
ที่มา : www.google.com

            

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

บทความทางวิชาการ

วิเคราะห์บทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
An  Analysis  of   the  Roles   of   Pradhammakosajarn  (Buddhadasa Bhikkhu) on the Dissemination of  Buddhism
พระไพโรจน์  อตุโล (สมหมาย)
                                                                                                                              สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
บทคัดย่อ
                     งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ๒) เพื่อศึกษาบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ๓) เพื่อศึกษาผลกระทบของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ต่อสังคมไทย โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูล  เอกสาร และการสัมภาษณ์ประกอบตามขอบเขตของการวิจัยที่กำหนดไว้ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเป็นประโยชน์ในวิชาการและคณะสงฆ์ไทย 
ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ๒) เพื่อศึกษาบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ๓) เพื่อศึกษาผลกระทบของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ต่อสังคมไทย โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูล  เอกสาร และการสัมภาษณ์ประกอบตามขอบเขตของการวิจัยที่กำหนดไว้ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเป็นประโยชน์ในวิชาการและคณะสงฆ์ไทย
               
                    ผลการวิจัยพบว่า
                          ๑) ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
จำแนกเป็น ๓ ระยะ คือ  ๑) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะต้น (ระหว่าง  พ.ศ.๒๔๖๙ – ๒๔๘๕) พบว่าพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) มีบทบาทในการเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัด
พระบรมธาตุไชยา และเขียนหนังสือตามรอยพระอรหันต์และออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา
รายตรีมาส  ปาฐกถา  เทศนา  ๒) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะกลาง (ระหว่าง  พ.ศ.๒๔๘๖       – ๒๕๒๙) พบว่า พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการเทศนาและปาฐกถาธรรมตามสถานที่ต่างๆ และมีการเขียนหนังสือความอัศจรรย์บางประการ
ของพระนิพพาน  พุทธธรรมกับสันติภาพ  พุทธธรรมกับเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย  ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม  จิตวิทยาแบบพุทธ ๓) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะปลาย (ระหว่าง  พ.ศ.๒๕๓๐
 – ๒๕๓๖) พบว่า พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้เขียนหนังสือเรื่อง ภาษาคน - ภาษาธรรม  อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ และมาฆบูชาเทศนา
พระบรมธาตุไชยา และเขียนหนังสือตามรอยพระอรหันต์และออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา
รายตรีมาส  ปาฐกถา  เทศนา  ๒) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะกลาง (ระหว่าง  พ.ศ.๒๔๘๖       – ๒๕๒๙) พบว่า พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการเทศนาและปาฐกถาธรรมตามสถานที่ต่างๆ และมีการเขียนหนังสือความอัศจรรย์บางประการ
ของพระนิพพาน  พุทธธรรมกับสันติภาพ  พุทธธรรมกับเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย  ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม  จิตวิทยาแบบพุทธ ๓) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะปลาย (ระหว่าง  พ.ศ.๒๕๓๐
ของพระนิพพาน  พุทธธรรมกับสันติภาพ  พุทธธรรมกับเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย  ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม  จิตวิทยาแบบพุทธ ๓) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะปลาย (ระหว่าง  พ.ศ.๒๕๓๐
 – ๒๕๓๖) พบว่า พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้เขียนหนังสือเรื่อง ภาษาคน - ภาษาธรรม  อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ และมาฆบูชาเทศนา
                        ๒)  บทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) พบว่า พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้มีการปฏิบัติตนเป็นต้นแบบในการปฏิบัติธรรม  ด้วยการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง และสอนให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง  
และเป็นต้นแบบในการศึกษา  มีการศึกษาทางคดีโลกและคดีทางธรรม  มีความอุตสาหะอดทนศึกษาค้นคว้าหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาอย่างลุ่มลึกแล้วออกมาเผยแผ่ให้พุทธบริษัทศึกษาเรียนรู้ประพฤติปฏิบัติ  และมีการเผยแผ่ด้วย
และเป็นต้นแบบในการศึกษา  มีการศึกษาทางคดีโลกและคดีทางธรรม  มีความอุตสาหะอดทนศึกษาค้นคว้าหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาอย่างลุ่มลึกแล้วออกมาเผยแผ่ให้พุทธบริษัทศึกษาเรียนรู้ประพฤติปฏิบัติ  และมีการเผยแผ่ด้วยเทคนิควิธีการ, สื่อ, เอกสารและสิ่งพิมพ์ที่หลากหลาย เช่น ทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์, ใช้สื่อศิลปะ, สร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ  เป็นต้น
                        ๓) ผลกระทบด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ) ต่อสังคมไทย  พบว่า  มีผลกระทบต่อสังคมไทยหลายด้าน คือ ๑) ผลกระทบด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยมีผลกระทบด้านศาสนบุคคล ด้านศาสนธรรม ด้านศาสนวัตถุ ด้านศาสนพิธี  ๒) ผลกระทบด้านการศึกษาโดยรณรงค์ให้นำหลักคุณธรรม ศีลธรรม หลักจริยธรรมกลับเข้าสู่สถาบันการศึกษาให้ได้เรียนรู้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง  ๓) ผลกระทบด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การสร้างถาวรวัตถุให้กลมกลืนกับธรรมชาติการอนุรักษ์ต้นไม้และอนุรักษ์สัตว์ป่าทุกชนิดในบริเวณสวนโมกขพลารามและกำหนดให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมต้องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย
                    คำสำคัญ : วิเคราะห์บทบาท, พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ), การเผยแผ่พระพุทธศาสนา,
ABSTRACT
        The  objectives  of  this  thesis  were  as  follows  1) To  study  the  history  on  Buddhism  dissemination  of  Phradhammakosajarn (Buddhadasa Bhikkhu) 2) To  study   the  Role on Buddhism dissemination of Phradhammakosajarn (Buddhadasa Bhikkhu) 3) To  study  the   feedback  on  Buddhism  dissemination  of  Phradhammakosajarn (Buddhadasa Bhikkhu) towards  Thai  society,  by  qualitative  research  to  find  out  data  in  terms  of  documents  and  interview  according  to  the  scope  of  research  which  has  given, the  data  from  study  will  be  utilized  in  arademic  field  and  Thai  Sangha.
                        The  findings  were  as  follows.
                         ๑)The  history  of  Buddhism  dissemination  of  Phradhammakosajarn (Buddhadasa Bhikkhu) can be devided into three periods as follows  1) The  primary  Buddhism  dissemination (during  B.E. 2469 – 2485) found  that  he  was  a  Dhamma  teacher  in  Phrapariyattidamma (Dhamma Courses) and Wat Phraborommatatuchaiya and written the book title on  
“ Tamruey -
“ Tamruey - Phraarahan” and  thee  months  Buddhism  news, speech, sermon.  2) Buddhism dissemination  in  the  middle  time (during  B.E. 2486 – 2529) found  that  he  was  disseminated  Buddhism  By  Dhamma  teaching  and  Dhamma  speech  in  many  places  and  written  the  book  title  on  “ The  wonder  of  Nippana”, Buddha  Dhamma  and  peacefulness,  Buddha  Dhamma  purposive  of  Democracy, the  mountain  of  Buddhist  way, Buddhistic  Psychology. 3) Buddhism dissemination  in  the  end (during  B.E. 2530 –2536) found  that  he  had  written  the  book  title  on “common  language  and  Dhamma language, Anapanasati (completed  volume)  and  Maga Puja Desana”.
                        ๒) The  role  in  Buddhism dissemination  of  Phradhammakosajarn (Buddhadasa Bhikkhu) found  that  he  was  a  Dhamma  practitioner  as  origination  for Dhamma  practice  by  real  ordination, real  learning,  real  practice  and  teach  Buddhist  company  for  seriously  practice  and  to  be  originated  in  Dhamma  learning, to  have  secular  and  religious  learning, to  have  endurance  to  study  research  on   Buddhist  principle  as  deeply  after  that  he  has  disseminated  to  Buddhist  company  for  learning  and  practicing  and  to  have  dissemination  by  lots  of  techniques  and  methods  i.e.  multi-media, documents, and  variety  of  publishing  news  such  as  radio,  television,  art  media,  spiritual  entertainment  hall  etc.
        ๓)The feedback on  Buddhism dissemination  of  Phradhammakosajarn (Buddhadasa Bhikkhu) towards  Thai  society  found  that  there  are  varieties  of  aspects  as  following  
1) The  feedback  on  Buddhism dissemination  especially  feedback  on  religious  personel,  religious  teaching,  religious  materials,  religious  ritual  2) The  feedback  on  education  by  campaign  to  apply  the  rituals  principle, moral, ethical  back  to  educational  institutes  for  learning  and  practicing  as  seriously  3) The  feedback  on  natural  resource  and  environment  conservation  especially  focus  on  environment,  to  build  any  dwelling  must  be  in  harmony  with  nature, to  be  conservation  on  forest  and  all  wild  life  in  the  area  of  Suanmokkhapalaram  and  to  determine  the  Dhamma  practitioners  must  be  regarded  with  environment  conservation  in  any  way.
          
๑.บทนำ
                พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  ผู้ก่อตั้งและพัฒนาสวนโมกขพลาราม
ที่อำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ให้เป็นสถานที่ที่มีบทบาทในการปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา  เป็นแหล่งค้นคว้าและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  ท่านได้กล่าวถึงเหตุที่ก่อตั้งไว้ว่า  การตั้งสวนโมกขพลารามไม่มีอะไรมากเพียงแต่มองเห็นว่าควรปรับปรุงการปฏิบัติธรรมเท่านั้น  โดยการกลับไปหาของเดิมว่าการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอย่างไร  เพื่อรื้อฟื้นพระพุทธศาสนากลับมาสู่สภาพเดิมเหมือนครั้งสมัยพุทธกาล  และการเกิดสวนโมกขพลารามถือว่าเป็นนิมิตหมายแห่งการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่  เพื่อการแก้ไขสิ่งต่างๆ  ให้ดีขึ้นเท่าที่เราพึงทำได้ คนส่วนใหญ่จึงรู้จักสวนโมกขพลารามในนาม
ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เพราะเป็นผู้สร้างสวนโมกขพลารามและพัฒนาบทบาทของสวนโมกขพลารามมาตลอด ซึ่งท่านได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยและแก่โลก 
ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เพราะเป็นผู้สร้างสวนโมกขพลารามและพัฒนาบทบาทของสวนโมกขพลารามมาตลอด ซึ่งท่านได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยและแก่โลก 
                        พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  ได้สร้างคุณประโยชน์ไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย  ผลงานจากการบรรยายธรรมและการเผยแผ่ของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ  เช่น  ภาษาอังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมัน  จีน  ญี่ปุ่น  ลาว 
ศรีลังกา  ทิเบต  โดยเฉพาะส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษ  มีมากกว่า  ๒๐  เรื่อง  เช่น  คู่มือมนุษย์ 
ภาษาคน  - ภาษาธรรม  วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม  ได้ถูกนำไปตีพิมพ์ที่สำนักพิมพ์  Westminster  ประเทศสหรัฐอเมริกา และหนังสือเรื่อง  “แก่นพุทธศาสน์”  ที่พระธรรมโกศาจารย์ 
(พุทธทาสภิกขุ)  ได้แสดงปาฐกถาในโอกาสพิเศษ  ณ  ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช)  ในอุปการะของคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์  เมื่อวันที่  ๑๗  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๐๔  ได้รับรางวัลชนะเลิศ  “หนังสือดีประจำปี  ๒๕๐๘”  จากองค์การยูเนสโก  
แห่งสหประชาชาติ  พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ  international  understanding  ที่สำคัญ  คือ  เป็นไปเพื่อสันติภาพของโลก  จึงได้มีคำประกาศเกียรติคุณยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นบุคคลสำคัญของโลก     
(พุทธทาสภิกขุ)  ได้แสดงปาฐกถาในโอกาสพิเศษ  ณ  ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช)  ในอุปการะของคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์  เมื่อวันที่  ๑๗  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๐๔  ได้รับรางวัลชนะเลิศ  “หนังสือดีประจำปี  ๒๕๐๘”  จากองค์การยูเนสโก  
แห่งสหประชาชาติ  พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ 
แห่งสหประชาชาติ  พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ  international  understanding  ที่สำคัญ  คือ  เป็นไปเพื่อสันติภาพของโลก  จึงได้มีคำประกาศเกียรติคุณยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นบุคคลสำคัญของโลก
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นบุคคลสำคัญของโลก     
                        จากความเป็นมาและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเหตุผลให้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะวิจัยเกี่ยวกับ  บทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  
ผลของการวิจัยครั้งนี้จะช่วยให้บทบาทในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นที่รู้จักกันเด่นชัดขึ้นทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อคณะสงฆ์โดยส่วนรวมในการนำผลการวิจัยไปปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยและจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งภาครัฐและเอกชน 
ผลของการวิจัยครั้งนี้จะช่วยให้บทบาทในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นที่รู้จักกันเด่นชัดขึ้นทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อคณะสงฆ์โดยส่วนรวมในการนำผลการวิจัยไปปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยและจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งภาครัฐและเอกชน 
๒  วัตถุประสงค์ของการวิจัย
                    ๑. เพื่อศึกษาประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)   
                    ๒.เพื่อศึกษาบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ 
(พุทธทาสภิกขุ) 
(พุทธทาสภิกขุ) 
                    ๓. เพื่อศึกษาผลกระทบของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์
(พุทธทาสภิกขุ) ต่อสังคมไทย
๓.วิธีดำเนินการวิจัย         
                        การวิจัยเรื่อง  วิเคราะห์บทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)  โดยผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์จากเอกสาร  เทปการบรรยายธรรมของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ  ซึ่งผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทั้งแหล่งปฐมภูมิ (Primary Data)  และแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Source)  แล้วเสนอการศึกษาวิเคราะห์โดยการพรรณนาวิเคราะห์ 
๔. สรุปผลการวิจัย
                      ๑. ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
                        สามารถจำแนกได้เป็น ๓ ระยะ คือ ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะต้น (ระหว่าง  พ.ศ.๒๔๖๙ – ๒๔๘๕) ผู้วิจัยจำแนกไว้เป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงอุปสมบทใหม่  ได้เรียนนักธรรมที่วัดเหนือได้แสดงพระธรรมเทศนาทุกวันให้พุทธศาสนิกชนได้ฟัง  และช่วงศึกษาพระปริยัติธรรมกรุงเทพมหานครสามารถสอบเปรียญธรรม ๓ ประโยคและช่วงกลับมาอยู่สวนโมกข์เก่า (วัดร้างตระพังจิก) จึงได้เขียนหนังสือเรื่องตามรอยพระอรหันต์เพื่อนำมาตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์พระพุทธสาสนารายตรีมาส  ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะกลาง (ระหว่าง  พ.ศ.๒๔๘๖ – ๒๕๒๙) ผู้วิจัยจำแนกไว้เป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงสร้างสวนโมกข์ใหม่  ได้พัฒนาสวนโมกข์ให้เป็นแหล่งของการปฏิบัติธรรมโดยจัดสถานที่ให้เหมาะสม และช่วงบทบาทรุ่งเรืองของสวนโมกข์      ได้พัฒนาสวนโมกข์โดยการให้มีการสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณเพื่อเป็นสื่อการสอนธรรมจึงได้นำภาพปริศนาธรรมพร้อมด้วยพุทธประวัติยุคแรกของโลกมาอธิบาย ส่วนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาระยะปลาย (ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๓๖) ผู้วิจัยจำแนกไว้เป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงก่อนอาพาธ ได้ยกสวนโมกข์นานาชาติที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และช่วงบั้นปลายชีวิต ได้บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ซึ่งจะมีการแบ่งเป็นภาคของการเทศนาอันประกอบด้วย ภาควิสาขบูชา ภาคมาฆบูชา  และภาคอาสาฬหบูชา    
                        ๒.  บทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
                       สามารถจำแนกได้เป็น ๓ ประเด็น คือ การปฏิบัติตนเป็นต้นแบบ โดยยึดหลักการทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม   การเป็นต้นแบบในการสวดมนต์ภาวนา โดยได้นำบทสวดมนต์มารวบรวมและนำแปลให้เข้าใจง่ายจนกลายเป็นบทสวดมนต์แปลฉบับสวนโมกข์และ            การเป็นต้นแบบในการศึกษา ได้เป็นต้นแบบในเรื่องการศึกษาทั้งการศึกษาทางโลกและการศึกษาทางธรรม   
                        ๓.  การเผยแผ่ด้วยเทคนิควิธีการและสื่อเอกสารสิ่งพิมพ์
                        สามารถจำแนกได้เป็น ๔ ช่วง คือ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการเที่ยวสั่งสอน โดยได้มีหน่วยงานที่ได้ทำหน้าที่เป็นนักเผยแผ่ธรรมเคลื่อนที่  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการพูด ได้มีการจัดกิจกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนารวมทั้งได้มี การสนทนาธรรม  การแสดงธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางด้านสื่อวิทยุกระจายเสียง โดยดำเนินการตั้งแต่เมื่อปี  ๒๕๐๒ ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์เขต ๗ จังหวัดนนทบุรีได้แสดงไปออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยสื่อศิลปะและเอกสารสิ่งพิมพ์  ได้นำภาพที่เป็นปริศนาธรรมไปลงในหนังสือพิมพ์พระพุทธสาสนารายตรีมาส
                        ๔. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยกลุ่มบุคคล
                        สามารถจำแนกได้เป็น ๔ ช่วง คือ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวไทย  มีการอบรมทุกวันที่ ๒๐-๒๖ ของทุกเดือนเพื่อให้คนไทยเข้าใจศาสนาพุทธอย่างถูกต้อง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามโครงการขององค์กรประกอบด้วยการอบรมระยะสั้นและการอบรมระยะยาวการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามโครงการของพระธรรมทูตเป็นโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปทั่วโลกจึงมีตัวแทนการเผยแผ่ศาสนาออกไปประสานความเข้าใจและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศได้มีการอบรมทุกวันที่  ๑-๑๐  ของทุกเดือน   
                        ๕.  ผลกระทบจากบทบาทของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์  
(พุทธทาสภิกขุ) ต่อสังคมไทย
                        สามารถจำแนกได้เป็น ๔ ด้าน คือ  ผลกระทบด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนาประกอบด้วยผลกระทบด้านศาสนบุคคล  เป็นผู้สามารถนำธรรมะมาตีความได้อย่างลึกซึ้งจนทำให้ผู้ฟังได้เข้าใจธรรมะที่ง่าย  ผลกระทบด้านศาสนธรรม  โดยได้นำเรื่องปฏิจจสมุปบาท  คือ สิ่งที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น มาทำความเข้าใจให้มองเห็นชัดในการเกิดทุกข์และดับทุกข์ซึ่งปฏิบัติได้ในปัจจุบันไม่ต้องรอชาติหน้า  ผลกระทบด้านศาสนวัตถุ    เป็นผู้สร้างสรรค์ ศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการอนุรักษ์จิตรกรรมเกี่ยวกับปริศนาธรรมและ ได้ประยุกต์โดยการใช้ปัญญาไม่ว่าจะเป็นพิธีบำเพ็ญกุศล  พิธีทำบุญ  พิธีถวายทาน และพิธีเบ็ดเตล็ด  และมีประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  แต่ต้องทำให้เหมาะสม ไม่ยึดมากจนเกินไป
                    ๖.ผลกระทบด้านแนวคิดทางการศึกษา
                    สามารถจำแนกได้เป็น ๓ ด้าน คือ ผลกระทบด้านแนวคิดทางการศึกษา ได้เสนอแนวคิดในการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์แบบโดยเน้นให้ผู้ศึกษามี ๕ ดี  ผลกระทบด้านการศึกษาฝ่ายโลกิยะ  เป็นการศึกษาที่แก้ปัญหาของความทุกข์ได้ชั่วคราวเพราะเป็นการศึกษาอย่างชาวบ้านที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์ และผลกระทบด้านการศึกษาฝ่ายโลกุตตระ ต้องการเน้นให้คนเข้าถึงธรรมระดับโลกุตตระในชาตินี้ไม่ต้องรอต่อไปชาติหน้า   
                        ๗.ผลกระทบด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                        การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่สมัยสร้างสวนโมกขพลาราม  ซึ่งได้มีการสร้างถาวรวัตถุให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด  โดยสร้างอุโบสถที่พื้นดินตามธรรมชาติและมีการอนุรักษ์ต้นไม้โดยชี้ให้เห็นคุณค่าและโทษที่จะได้รับจากการไม่มีป่าไม้รวมทั้งสัตว์ป่าทุกชนิด 
๕. ข้อเสนอแนะ
     ๑. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
                        จากการศึกษาบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์
(พุทธทาสภิกขุ) ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังต่อไปนี้
                        ๑.   การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญของโลก  ทางสถาบันทางการศึกษาหรือกระทรวงศึกษาธิการควรมีนโยบายให้บรรจุประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่านลงใน หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน            เพื่อนักเรียนจะได้เรียนรู้ประวัติของบุคคลระดับโลก
                        ๒.  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติตนเป็นต้นแบบของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ซึ่งถือว่าหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเน้นกระบวนการของไตรสิกขาเจาะลึกด้วยปัญญา  สั่งสอนพุทธศาสนิกชนในเรื่องพุทธที่แท้จริงควรที่คณะสงฆ์ไทยเอาเป็นแบบอย่าง
                        ๓.  หลักคำสอนของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ทางสถาบันการศึกษา     ควรที่ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนหลักคำสอนที่ท่านได้เขียนเอาไว้อย่างเข้าใจแล้วไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดความสงบแก่จิตใจด้วย
                        ๔. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
มีผลกระทบทางการศึกษาทั้งแนวคิดทางการศึกษา ได้วิจารณ์เรื่องของการศึกษาปัจจุบันเปรียบเสมือนหมาหางด้วน  ดังนั้นทางกระทรวงศึกษาธิการต้องเติมแต้มให้กับหมาที่หางด้วนด้วย หมายถึง ต้องจัดการศึกษาทั้ง ๒ ด้านด้วยกัน คือ ทั้งด้านวิชาชีพให้มีความรู้ความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพส่วนด้านจิตวิญญาณ  จะต้องให้นักเรียนศึกษาอย่างมีทั้งคุณภาพมีศีลธรรม
และจริยธรรมในการดำเนินชีวิตที่ดี
                        ๕.  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)                     มีผลกระทบด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างดียิ่ง  ทางคณะสงฆ์ไทยทุกวัดควรให้ความสำคัญเรื่องธรรมชาติให้มากที่สุด  ส่วนภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่ทำเป็นแบบอย่างเอาไว้
        ๒.  ข้อเสนอแนะเพื่อการทำวิจัยครั้งต่อไป
                        จากการวิจัยบทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์
(พุทธทาสภิกขุ) ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยดังต่อไปนี้
                        ๒.๑  ควรมีการศึกษาผลกระทบต่อแนวคิดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
จากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  
                        ๒.๒  ควรมีการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของพระธรรมโกศาจารย์
(พุทธทาสภิกขุ) เปรียบเทียบกับแนวคิดทางการศึกษาหรือนักปราชญ์กับท่านอื่น
                        ๒.๓  ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการปฏิบัติอานาปานสติของสวนโมกขพลารามกับการปฏิบัติธรรมกับสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานอื่นๆ
                        ๒.๔  ควรมีการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของชาวพุทธที่ได้จากการปฏิบัติธรรมจาก               สวนโมกขพลาราม  อำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บรรณานุกรม
                        ก.  เอกสารชั้นปฐมภูมิ
ข้อมูลจากเทปบรรยายธรรมของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) และการสัมภาษณ์บุคคล
ที่กำหนดไว้
                        ข.  เอกสารชั้นทุติยภูมิ
(๑)  หนังสือ
เนาวรัตน์  พงศ์ไพบูลย์.  แผ่วผ่านธารน้ำไหล.  กรุงเทพมหานคร : เกี้ยว - เกล้า  พิมพการ,  ๒๕๓๗.
ประกาศ  วัชราภรณ์.  พุทธทาสประทีปแห่งสวนโมกข์.  กรุงเทพมหานคร : เกี้ยว – เกล้า  พิมพการ, 
                        ๒๕๒๐.     
ประเวศ  วะสี.  สวนโมกข์  ธรรมกาย  สันติอโศก.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์หมอชาวบ้าน,
        ๒๕๓๐.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร  ธมฺมจิตฺโต).  พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) บุคคลสำคัญ
         ของโลก.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์  หจก.  เอมี  เทรดดิ้ง,  ๒๕๔๙.
พระประชา  ปสนฺนธมฺโม.  เล่าไว้เมื่อวัยสนทยา.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล
                        คีมทอง, ๒๕๓๕.  
พุทธทาสภิกขุ.  พุทธทาส  สวนโมกขพลาราม  กำลังแห่งการหลุดพ้น. นนทบุรี : ภาพพิมพ์,
        ๒๕๓๘.
(๒)  เอกสารและบทความต่าง ๆ
จินดา  จันทร์แก้ว.  ขบวนการสงฆ์ในปัจจุบัน.  เอกสารการสอนชุดวิชาความเชื่อและศาสนาใน
                        สังคมไทย  หน่วย  ๑ - ๗.  นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,  ๒๕๓๓.   
กลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนา. ธรรมนิทัศน์ สัปดาห์พุทธธรรมพุทธทาส.
                        กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์หอรัตน์ชัยการพิมพ์, ๒๕๓๑.
 (๓)  วิทยานิพนธ์
จิราพร  คงเหล่.  “ศึกษาบทบาทของสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี”.  
                        วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต.  บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยทักษิณ,
                        ๒๕๔๑. 
ปิยะวรรณ์  สุธารัตน์. โวหารและความคิดจากอัตชีวประวัติของพุทธทาสและศาสตราจารย์                                             นายแพทย์  ประเวศ  วะสี. รายงานการวิจัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา,
                        ๒๕๔๑.