วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ขอบข่ายเนื้อหา (ธรรมศึกษาชั้นโท)

ขอบข่ายเนื้อหาหลักสูตรธรรมศึกษา ชั้นโท
(ปัจจุบัน)

 ศาสนพิธี

ศาสนพิธี  เป็นพิธีทางศาสนาที่กว้างขวาง  ลึกซึ้งเป็นขั้น ๆ  พิธีกรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความนิยมในพระศาสนาย่อมเกิดขึ้นโดยมีเหตุผลและมีจุดหมายทั้งสิ้น
ประเภทของศาสนพิธีแบ่งออกเป็น  4  หมวด  ดังนี้
1.       หมวดกุศลพิธี                                                                2.  หมวดบุญพิธี
3.   หมวดทานพิธี                                                                  4.  หมวดปกิณกะ

                หมวดที่  1

                กุศลพิธี  เป็นพิธีกรรมที่สงฆ์พึงปฏิบัติเพื่อความดีงามในพระวินัย  มี  7  อย่าง
                1.  พิธีเข้าพรรษา                                                   2.  พิธีถือนิสัย
                3.  พิธีทำสามีจิกรรม                                             4.  พิธีทำวัตรสวดมนต์
                5.  พิธีกรรมวันธรรมสวนะ                                    6.  พิธีทำสังฆอุโบสถ                             7.  พิธีออกพรรษา

1.พิธีเข้าพรรษา     

มูลเหตุการเข้าจำพรรษา

ตามวัสสูปนายิกขันธกะ  พระวินัยปิฎก  กล่าวว่า  เมื่อมีภิกษุมากขึ้น  พระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้ภิกษุจำพรรษา  ภิกษุทั้งหลายบางพวกต่างพากันจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ  เหยียบย่ำข้าวกล้าในท้องนาและเหยียบย่ำสัตว์เล็กสัตว์น้อยตาย  ชาวบ้านพากันตำหนิติเตียนเป็นอันมาก  ความทราบถึงพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุจำพรรษาในฤดูฝนตลอด  3  เดือน

การเข้าจำพรรษา

การเข้าจำพรรษา  คือ การที่ภิกษุผูกใจว่าจะอยู่ประจำพรรษาตั้งแต่วันแรม  1  ค่ำ  เดือน  8  ไปจนถึงวันเพ็ญ  (กลางเดือน)  เดือน  11

สถานที่จำพรรษา

สถานที่จำพรรษา  ทรงอนุญาตให้ภิกษุจำพรรษาในถ้ำ  (คูหา)  หรือกุฎีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้  ซึ่งมีที่มุงที่บังครบถ้วน

                สถานที่ห้ามจำพรรษา  ทรงห้ามจำพรรษาที่กลางแจ้ง  ในโพรงไม้  ในหลุมที่ขุด  หรือในกุฎีดินซึ่งมีลักษณะเหมือนตุ่มอันอาจเป็นอันตรายพังลงมาทับเพราะน้ำฝนได้

            ระเบียบพิธี
1.     วันเข้าพรรษา  คือ  วันแรม 1 ค่ำ  เดือน  8  (ปีที่มีอธิกมาส  เป็นวันแรม  1 ค่ำ  เดือน  8  หลัง)  ภิกษุสามเณรทุกรูปในวัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนใส่พาน  หรือภาชนะที่สมควร  เพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่างๆ  ในวัดและใช้ทำสามีจิกรรมตามทำเนียมให้พร้อมก่อนเวลากำหนด  การประกอบพิธีต้องประชุมพร้อมกันในอุโบสถ  ในเวลาเย็นหรือค่ำตามสะดวก
2.     ถึงกำหนดเวลาตีระฆังสัญญาณ  ภิกษุสามเณรลงพร้อมกันในอุโบสถนั่งตามลำดับอาวุโส  หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปประธานเป็นแถวๆ
กรณียะที่พึงปฏิบัติ
   2.1 การทำวัตรเย็น  เจ้าอาวาสหรือพระเถระผู้เป็นประธานในที่ประชุมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วนำทำวัตรเย็นตามที่เคยปฏิบัติประจำทุกวัน
   2.2 การแสดงพระธรรมเทศนาหรือประกาศเรื่องวัสสูปนายิกากถา  เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสโดยตรง  หรือจะมอบหมายให้พระรูปใดรูปหนึ่งทำหน้าที่แทนก็ได้  โดยแสดงเป็ฯเทศนาตามหนังสือเทศน์ที่มีหรือจะอ่านประกาศเพื่อให้ภิกษุสามเณรที่ประชุมได้ทราบเรื่องวัสสูปนายิกาเป็นสำคัญ
2.  พิธีถือนิสสัย
ตามธรรมเนียมพระวินัย  ภิกษุผู้ยังอยู่ในเขตเป็นพระนวกะ  คือมีพรรษายังไม่พ้น  5  หรือพ้นแล้วแต่ยังไม่สามารถรักษาตนตามพระวินัยบัญญัติได้  จะต้องถือนิสสัยต่อเจ้าอาวาสซึ่งไม่ได้เป็ฯพระอุปัชฌาย์ของตนในวัดที่ตนอาศัยอยู่  และสามเณรทุกรูปที่บวชหมู่และบวชนานแล้ว  ถ้าไม่ได้อยู่ในสำนักของพระอุปัชฌาย์ของตนสมควรถือนิสสัยต่อเจ้าอาวาสในวัดที่ตนอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน
ระเบียบพิธี
1.ภิกษุสามเณรผู้อาคันตุกะ  เมื่อจะประกอบพิธีถือนิสสัยมอบตัวต่ออาจารย์  พึงตระเตรียมเครื่องสักการะไว้ให้พร้อม 
                2.เจ้าอาวาสผู้เป็นประธานสงฆ์ในวัด  เมื่อรับภิกษุหรือสามเณรอาคันตุกะไว้โดยชอบด้วยระเบียบ  ควรถือเป็นภาระที่จะต้องอบรมสั่งสอนให้รู้และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่ดีงาม  ในการโอวาทอบรมสั่งสอนนั้นควรเป้ฯเรื่องหน้าที่ศิษย์ที่จะพึงปฏิบัติต่ออาจารย์ตามพระวินัย 
3.  พิธีทำสามีจิกรรม
การทำความชอบ  เรียกว่า  “สามีจิกรรม”  หมายถึง  การขอขมาโทษกัน  ให้อภัยกันทุกโอกาสไม่ว่าจะมีโทษขัดข้องหมองใจกันหรือไม่ก็ตาม โอกาสควรทำสามีจิกรรมนั้น  โดยนิยมมีดังนี้
1.     ในวันเข้าพรรษา  ทั้งภิกษุสามเณรที่ร่วมอยู่วัดเดียวกัน  ควรทำสามีจิกรรมต่อกัน  เรียงตัวตั้งแต่ผู้มีอาวุโสมากที่สุดถึงสามเณรรูปสุดท้ายในวัด
2.     ในระยะเข้าพรรษา  เริ่มแต่วันเข้าพรรษาและหลังวันเข้าพรรษา  ระยะเวลาประมาณ  7  วัน  ควรทำสามีจิกรรมต่อท่านที่เคารพนับถือ  ซึ่งอยู่ต่างวัดโดยทั่วถึง
ระเบียบพิธี
1.       สามีจิกรรมแบบขอขมาโทษ  ในอุโบสถหรือนอกอุโบสถ
1.1       จัดเครื่องสักการะ  คือดอกไม้ธูปเทียนใส่พาน  หรือภาชนะที่สมควร  ในปัจจุบันนิยมใช้เทียนแพ
1.2       ครองผ้าเรียบร้อยตามนิยมของวัดที่ตนสังกัด  ถ้าเป็นภิกษุพาดสังฆาฏิด้วย
1.3     ถือพานดอกไม้ธูปเทียน  หรือพานเทียนแพ  ประคอง  2  มือเข้าไปหาท่านที่ตนจะขอขมาคุกเข่าลงตรงหน้า  ห่างกันประมาณศอกเศษ  วางพานทางซ้ายมือของตน  กราบ  3 ครั้ง  แล้วยกพานขึ้นประคองสองมือแค่อก กล่าวคำขอขมา
1.4     เมื่อม่านที่ตนขอขมากล่าวคำในอภัยโทษแล้ว  พึงรับคำตามแบบนิยมถ้าท่านที่ตนขอขมาให้พรด้วย  พึงตั้งใจรับพรจนจบ และรับคำด้วยคำว่า  “สาธุ  ภนเต”   ถ้าไม่มีพรและรับพระเสร็จแล้วพึงน้อมพานสักการะเข้าไปประเคน  แล้วกราบ  3  ครั้ง  เป็นเสร็จพิธี
2.       สามีจิกรรมแบบถวายสักการะ
2.1     จัดเตรียมเครื่องสักการะอย่างเดียวกับแบบขอขมา  แต่ในกรณีนี้  อาจเพิ่มเติมของใช้หรือสิ่งอื่นใดที่ควรแก่สมณบริโภคด้วยก็ได้
2.2       การทำในแบบนี้  จะมีอาวุโสแก่กว่าหรืออ่อนกว่าตนก็ทำได้
2.3     ครองผ้าให้เรียบร้อย  ถือเครื่องสักการะเข้าไปหาท่านที่ตนจะทำแล้วประเคนทันที  ถ้าตนอ่อนอาวุโสกว่า  พึงกราบ  3  ครั้ง  ถ้าตนแก่กว่าไม่ต้องกราบ  เท่านี้เป็นอันเสร็จพิธี
4. พิธีทำวัตรสวดมนต์
            การทำวัตร  คือ  การทำวัตรของภิกษุสามเณร  และอุบาสกอุบาสิกาเป็นการทำกิจที่ต้องทำเป็นประจำจนเป็นวัตรปฏิบัติ  เรียกว่า  “ทำวัตร”  และต้องทำเป็นประจำวันละ  2  เวลา  คือ  เช้ากับเย็น
                การสวดมนต์  คือ  การสวดบทพระพุทธมนต์ต่างๆ  ที่เป็นส่วนพระสูตรก็มี  ที่เป็นส่วนพระปริตรก็มี  ที่เป็นส่วนเฉพาะคาถาอันนิยมกำหนดให้นำมาสวดประกอบในการสวดมนต์เป็นประจำก็มี  นอกเหนือจากบทสวดทำวัตร  เรียกรวมการสวดทั้งสองนี้เข้าด้วยกันว่า  “ทำวัตรสวดมนต์”
5.  พิธีกรรมวันธรรมสวนะ
                วันธรรมสวนะ  คือ  วันกำหนดประชุมฟังธรรม  เรียกว่า  “วันพระ”  วันกำหนดฟังธรรมนี้  กำหนดไว้  4 วัน ในเดือนหนึ่ง คือ  วัน  8  ค่ำ  วัน  14  หรือ  15  ค่ำ  ของปักษ์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรมนับโดยจันทรคติ
6.พิธีทำสังฆโบสถ
เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุตามพระวินัย  จะต้องทำอุโบสถกรรมทุกรูปและทุกกึ่งเดือน  ไม่มีเหตุจำเป็นที่มีพระบรมพุทธานุญาตไว้  จะเว้นหรือขาดการกระทำเสียมิได้  อุโบสถกรรม    นี้ต้องทำในสีมาชนิดใดชนิดหนึ่งตามพระวินัย
                อุโบสถ  3
1.     สังฆอุโบสถ  คือ  อุโบสถกรรมที่พระภิกษุร่วมกันทำตั้งแต่  4  รูปขึ้นไป  ทำเป็นการสงฆ์ต้องสวดปาฏิโมกข์ในท่านกลางสงฆ์เป็นหลักของการกระทำ
2.     ปาริสุทธิอุโบสถ  คือ  พระภิกษุมีต่ำกว่า  4  รูป  ได้แก่  มีพระภิกษุเพียง  3   รูป  หรือ  2 รูป  ทำเป็นการคณะห้ามสวดปาฏิโมกข์  ให้พระภิกษุแต่ละรูปบอกความบริสุทธิ์ของตน  เป็นการปฏิญาณตนต่อกันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากอาบัติโทษ  เป็นหลักของการทำ
3.       อธิษฐานอุโบสถ  คือ  อุโบสถที่ทำเป็นการบุคคล  ทำด้วยการอธิษฐานใจตนเอง
หลักการทำอุโบสถ
1.       สังฆอุโบสถต้องทำภายในสีมาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ถูกต้องตามวินัย
2.       วันทำอุโบสถเป็นวันขึ้น  15  ค่ำ  แรม  14  ค่ำ  หรือแรม  15  ค่ำ  ทางจันทรคติ  หรือวันสามัคคี
3.       มีพระภิกษุประชุมทำร่วมกันเป้ฯสงฆ์ตั้งแต่  4  รูปขึ้นไป
4.     พระภิกษุที่เข้าร่วมอุโบสถสังฆกรรม  ไม่เป็นผู้ต้องสภาคาบัติ  หรือต้องสภาคาบัติแล้ว  แต่ได้สวดประกาศก่อนทำอุโบสถโดยชอบด้วยพระวินัย
5.       ในที่ประชุมสงฆ์นั้น  ไม่มีบุคคลที่ควรเว้นอยู่ภายในหัตถบาส
6.       พระสงฆ์ทั้งนั้นได้ทำบุพกิจและบุพกรณ์ของอุโบสถสังฆกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
7.       มีการสวดปาฏิโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์
ระเบียบพิธี
1.       กำหนดเวลาทำสังฆกรรม  แล้วแต่วัดนั้นๆ  จะกำหนดเวลาไว้ตายตัวว่าจะทำเวลากลางวันหรือกลางคืนและเวลาเท่าไร
2.     ในวันอุโบสถ  ก่อนถึงเวลากำหนดทำอุโบสถ  เจ้าอาวาสต้องให้ภิกษุสามเณรหรือคนวัดทำความสะอาดโรงอุโบสถ  ปูลาดอาสนะและตั้งเตียงปาฏิโมกข์  ตั้งน้ำใช้น้ำฉันไว้ในที่ที่ควร  ตามประทีปในโรงอุโบสถ  (กลางคืน)  เมื่อถึงเวลา ตีระฆังสัญญาณ
3.     ก่อนถึงเวลาเล็กน้อย  กิจที่พระภิกษุสงฆ์ต้องเตรียม  คือ  ครองผ้าไว้ให้เรียบร้อย  เมื่อได้ยินสัญญาณระฆังให้ลงไปพร้อมกันในโรงอุโบสถ           แสดงอาบัติ  นั่งบนอาสนะตามลำดับอาวุโส หันหน้าไปทางพระประทาน
4.       เมื่อพร้อมกันแล้ว  ให้นับจำนวนพระสงฆ์ที่เข้าร่วมประชุม
5.       ต่อจากนั้นเริ่มทีวัตรเย็น  เสร็จแล้วนั่งล้อมรอบธรรมาสน์หรือเตียงปาฏิโมกข์  รักษาหัตภบาส
6.       เริ่มดำเนินการสวดปาฏิโมกข์
7.     จบปาฏิโมกข์แล้ว  พระสงฆ์ทั้งนั้นสวดมนต์ต่อท้ายปาฏิโมทกข์พอสมควร  สวดสีลุทเทสปาฐ  เป็นหลัก  นอกนั้นสุดแล้วแต่จะสวด  จบลงด้วยบทกรวดน้ำ  อิมินา  ปุญญกมเมน  เป็นเสร็จพิธี
ระเบียบทำปาริสุทธิอุโบสถ
                ปาริอุโบสถ  คือ  อุโบสถที่ภิกษุผู้ประชุมกันทำไม่ครบจำนวนเป็นสงฆ์  มีเพียง  3  รูป  หรือ  2  รูป  เรียกว่า  “คณะ”  ห้ามสวดปากิโมกข์ในการทำ  ให้บอกความบริสุทธิ์แก่กันแทนการสวด  ปาฏิโมกข์
                วิธีทำ
                เมื่อถึงวันอุโบสถ  ให้ภิกษุที่มีอยู่  2  หรือ  3  รูปนั้น  ประชุมกันในโรงอุโบสถและร่วมกันทำบุพกรณ์และกิจที่สมควร  ถ้ามี  3  รูป  ให้รูปหนึ่งตั้งญัติประกาศทำปาริสุทธิอุโบสถเป็นการคณะ  ครั้แล้วภิกษุผู้เถระพึงนั่งคุกเข่าประนมมือบอกความบริสุทธิ์ของตนตามแบบ  3   หน  ภิกษุนอกนี้  ก็พึงทำอย่างเดียวกันตามลำดับพรรษา  ถ้ามีเพียง  2  รูป  ไม่ต้องตั้งญัติให้บอกความบริสุทธิ์แก่กันตามแบบ  รูปละ  3  หนตามลำดับพรรษา
            พิธีออกพรรษา
                ออกพรรษา  หมายถึง  การสิ้นสุดกำหนดอยู่จำพรรษาของภิกษุตามพระวินัย  มีพิธี    สังฆกรรมพิเศษ  เรียกว่า  “ปวารณากรรม”  คือการทำปวารณาของสงฆ์ผู้อยู่ร่วมกันมาตลอด  3  เดือน  บัญญัติให้สงฆ์ทำปวารณา  คือ  การยินยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ทุกกรณี  ไม่ต้องเกรงกันว่าเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อย  จะถือมาเป็นโทษโกรธแค้นกันไม่ได้ด้วย
หมวดที่  2    บุญพิธี

เรื่องบุญพิธีโดยหลักใหญ่  ได้ประมาณเป็นหัวข้อได้  9  เรื่อง

                พิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ
                วันเทโวโรหณะ  คือ วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก  หลักจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่ในภพดาวดึงส์ตลอดไตรมาส  และตรัสพระอภิธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลกนั้นตลอด   3  เดือน  พอออกพรรษาแล้ว  ก็เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์
                ระเบียบพิธี
                พิธีตักบาตรเทโวโรหณะนี้  นิยมจัดทำขึ้นในวัดเป็นหน้าที่ของทางวัดต่างๆ  และทายก    ทายิการ่วมกันจัดทำมีระเบียบพิธีพอประมวลได้  ดังนี้
             1.  ก่อนถึงวันแรม  1  ค่ำ  เดือน  11  ซึ่งเป็นกำหนดวันทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะนั้น  ทางวัดจะต้องจัดเตรียมงานต่างๆ  ไว้ให้พร้อม  ดังนี้
1.1     รถหรือคานหามพระพุทธรูปสำหรับชักหรือหามนำหน้าพระสงฆ์ในการรับบาตร  ตรงกลางมีที่ตั้งพระพุทธรูป  ประกอบด้วยราชวัติ  ฉัตร  ธงโดยรอบ  ที่มีตั้งบาตรหน้าพระพุทธรูปประดับให้วิจิตรพิสดารอย่างไรก็ได้
1.2       ถ้าไม่รถหรือคานหาม  จะใช้อุบาสกเป็นผู้เชิญพระพุทธรูป  และมีผู้ถือบาตรตามสำหรับบิณฑบาตรก็ได้
1.3     พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร  1  องค์  ถ้าไม่มีจะใช้พระพุทธรูปยืนปางอื่นก็ได้  ขนาดพอเหมาะสำหรับเชิญขึ้นบนรถทรงนำขบวนเวลารับบาตรเทโวโรณะ
1.4       จัดเตรียมสถานที่ให้ทายทายิกาตั้งเครื่องใส่บาตร  โดยจัดบริเวณรอบๆ  อุโบสถหรือลานวัดก็ได้  จัดให้ตั้งเป็นแถวติดต่อกันไป 
1.5       แจ้งกำหนดเวลาตักบาตรให้แน่นอนบางแห่งจัดให้มีพระธรรมเทศนาทั้งตอนเช้าและตอนบ่ายก็ต้องกำหนดเวลาล่วงหน้า

            2.  สำหรับทายกทายิกา  เมื่อทราบกำหนดการแล้ว  จะต้องเตรียมและดำเนินการ  ดังนี้
2.1      เตรียมภัตตาหารคาวหวานใส่บาตร 
2.2      ถึงกำหนดวัน  ก็นำของใส่บาตรไปตั้งบนอาสนะที่ทางวัดจัดไว้ให้
2.3      เมื่อใส่บาตรแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี  ถ้ามีเทศน์ด้วยจะอยู่ฟังด้วยก็ได้
           3.  สำหรับพระภิกษุสามเณรผู้รับบาตร  ถ้าในวัดห่มเฉียงอุ้มบาตร  ถ้าเป็นนอกวัดห่มคลุมเหมือนออกบิณฑบาตรนอกวัด  เดินตามรถหรือคานหามพระพุทธรูป
                พิธีเจริญพระพุทธมนต์
                การเจริญพระพุทธมนต์  ใช้สำหรับงานมงคลต่างๆ  เป็นพิธีกรรมฝ่ายสงฆ์พึงปฏิบัติ  บทพระพุทธมนต์ใช้กันทั่วๆ  ไปมีดังนี้
                เจ็ดตำนาน    สิบสองตำนาน    ธัมมจักกัปปวัตนสูตร    มหาสมยสูตร    โพชฌงคสูตร   คิริมานนทสูตร    ชยมงคลคาถา    คาถาจุดเทียนชัยและคาถาดับเทียนชัย                                           

ระเบียบพิธีและนิยมของบทพระพุทธมนต์

1.       งานมงคลทั่วไป                             2..งานมงคลเฉพาะกรณี
งานมงคลทั่วไป
                งานมงคลทั่วไป  คือ  งานที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องฉลองและเรื่องต้องการสิริมงคลทั่วไป  การเจริญพระพุทธมนต์งานมงคลนี้  นิยมใช้บทเจ็ดตำนาน  ซึ่งรวมเรียกว่า “พระปริตร” 
                บทเจ็ดตำนานมีดังนี้
                มงคลสูตร    รตนสูตร    กรณียเมตตสูตร    ขันธปริตร    โมรปริตร    ธชัคคสูตร    อาฏานาฏิยสูตร  โพชฌงคปริตร
ในการสวดเจ็ดตำนานนี้ แต่เดิมนิยมสวดเต็มตำนาน  แต่ภายหลังมีนิยมเป็น  3  แบบ  คือ
แบบเต็ม  แบบย่อ  แบบลัด
                งานมงคลเฉพาะกรณี
งานมงคลเฉพาะกรณี  ที่นิยมทำกันอยู่ทั่วไป  มี  5  งาน  คือ
1.       งานฉลองพระบวชใหม่
2.       งานมงคลสมรส
3.       งานทำบุญอายุ
4.       งานทำบุญเอาฤกษ์ชัยมงคล
5.       งานทำบุญต่อนาม
พิธีสวดพระพุทธมนต์
                การสวดพระพุทธมนต์  คือ  การสวนมนต์เป็นพิธีสงฆ์งานอวมงคล  ระเบียบพิธีฝ่ายเจ้าภาพเหมือนงานทำบุญทั่วไป  ต่างแต่ถ้าเป็นงานทำบุญหน้าศพ  คือมีศพตั้งอยู่  ไม่ต้องวงสายสิญจน์และไม่ต้องตั้งน้ำมนต์
                ถ้าปรารภศพ  แต่ไม่มีศพตั้งอยู่ในบริเวณพิธี  จะวงสายสิญจน์และตั้งน้ำมนต์ด้วยก็ได้  โดยถือว่าเป็นการทำบุญบ้านไปในตัวด้วยก็ได้  งานประเภทนี้มี  2  งาน  คือ
1.       งานทำบุญหน้าศพ
2.       งานทำบุญอัฐิ
พิธีสวดพระอภิธรรม
                การสวดพระอภิธรรม คือ งานทำบุญเกี่ยวด้วยศพ  นับตั้งแต่มีการตายเกิดขึ้นจนถึงวันทำฌาปนกิจ  โดยประเพณีนิยม  ญาติของผู้ตายจะจัดให้มีสวดพระอภิธรรมในงานด้วย  พิธีสวดพระอภิธรรมนี้  มีนิยมเป็น  2  อย่าง
1.       สวดพระอภิธรรมประจำยามหน้าศพ
2.       สวดพระอภิธรรมหน้าไฟ

สวดพระอภิธรรมประยามหน้าศพ

                งานศพไม่เหมือนงานอื่น  ตอนค่ำมักว้าเหว่  จึงนิยมมีพิธีสวดพระอภิธรรมในตอนค่ำคืน  การสวดนี้บางแห่งนิมนต์พระมาสวดเป็นชุดๆ  ละยาม  สวดตลอดรุ่ง  4  ยาม  ก็นิมนต์พระ  4 ชุดสวดติดต่อกันก็มี  บางแห่งสวดแค่ในยามต้นก็มี  ดังนี้
            สวนพระอภิธรรมหน้าไฟ
            การสวดพระอภิธรรมหน้าไฟ  นิยมสวดในขณะทำฌาปนกิจ  การสวดไม่มีพิธีฝ่ายเจ้าภาพอย่างสวดหน้าศพ  เมื่อถึงพิธีจุดศพ  พระสงฆ์เข้านั่งประจำที่  พิธีเริ่มจะจุดศพ  ก็ตั้งพัดพร้อมกัน  พอจุดศพก็ตั้ง  นะโม  แล้วสวดไปจนจบพระอภิธรรม  7  คัมภีร์  เมื่อเจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว  อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี
                พิธีสวดมาติกา
                การสวดมาติกา  คือ  การสวดบทมาติกาของพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์  หรือที่เรียกว่า  “สัตตีปกรณาภิธรรม”  มีการบังสุกุลเป็นที่สุด  เรียกโดยโวหารทางราชการในงานหลวงว่า  “สดัปปกรณ์”  แต่ราษฎร์สามัญทั่วไปเรียกว่า  “สวดมาติกา”
                พิธีสวดแจง
            งานฌาปนกิจศพ  มีนิยมอย่างหนึ่งคือจัดให้มี  “เทศน์สังคีติกถา”  หรือที่เรียกว่า  “เทศน์แจง”  จะเทศน์ธรรมาสน์เดียวหรือ  3  ธรรมาสน์  เป็นปุจฉาวิสัชนาก็ได้

หมวดที่  3  ทานพิธี

1.        เรื่องถวายสังฆทาน
สังฆทาน  คือ  ทานที่ถวายแก่สงฆ์มิได้เจาะจงแก่บุคคล  โดยที่เข้าใจกันก็คือการจัดภัตตาหารถวาย พระสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการถวายทานวัตถุอย่างอื่น  การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์อย่างนี้  เรียกกันว่า  “ถวายสังฆทาน”  มีทั้งหมด  7  ประการ  คือ
1.       ถวายแก่หมู่ภิกษุและภิกษุณี  มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
2.       ถวายแก่หมู่ภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
3.       ถวายแก่หมู่ภิกษุณี  มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
4.       ถวายแก่หมู่ภิกษุและภิกษุณี  ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
5.       ถวายแก่หมู่ภิกษุ ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
6.       ถวายแก่หมู่ภิกษุณี  ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
7.       ร้องขอต่อสงฆ์ให้ส่งใครๆ  ไปรับแล้วถวายแก่ผู้นั้น
แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีครบทั้ง  7  ประเภท  มีเพียง  2  ประเภทเท่านั้น
1.     ทานที่ถวายแก่ภิกษุ  (ที่วัด)
2.       ทานที่สงฆ์จัดให้ตามคำร้องขอของทายก  (ที่บ้าน)
2.  เรื่องถวายสลากภัตต์
สลากภัตต์  คือ  ภัตตาหารที่ทายกทายิกาถวายตามสลาก  นับเข้าในสังฆทาน  ในครั้งพุทธกาลถวายโดยไม่กำหนดกาล  แต่ปัจจุบัน มักนิยมทำกันในเดือนที่มีผลไม้ต่างๆ  บริบูรณ์มาก  จัดถวายภัตตาหารพร้อมด้วยผลไม้นั้นๆ  ด้วยสลาก 
วิธีทำสลากภัตต์
เมื่อถึงวันกำหนด  ผู้จะถวายสลากภัตต์ก็จัดภัตตาหารกับไทยธรรมซึ่งมักประกอบด้วยผลไม้ในฤดูนั้นๆ  ตามกำลังของตนนำไปวัดหรือสถานที่ที่กำหนดไว้  ทายกทายิกาก็ให้ผู้รับสลากภัตต์ทุกคนจับสลากการจับสลากนั้น  ก็เขียนชื่อพระภิกษุสามเณรในวัดนั้นหรือที่นิมนต์มา  ทำเป็นธงม้วนไว้ให้ทายกทายิกาจับ  เมื่อจับได้ชื่อรูปใดก็ถวายรูปนั้น
3. เรื่องตักบาตรข้าวสาร
การถวายข้า  (ตักบาตรข้าวสาร)  เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทยยุคหลัง  เข้าใจว่าเพิ่งทำกันแพร่หลายเมื่อในรัชกาลที่  5  เพราะมีพระบรมราชธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ในหนังสือพระราชพิธี  12  เดือน  ตอนว่าด้วยการตักบาตรน้ำผึ้งแห่งหนึ่ง  ทรงแย้มความไว้ว่า  “การตักบาตรน้ำผึ้งในสยามเรา  มีประโยชน์สู้ตักบาตรข้าวสารไม่ได้”  น่าจะมีผู้เห็นชอบตามพระบรมราชาธิบายนี้  จึงเปลี่ยนมาเป็นการตักบาตรข้าวสาร
ระเบียบพิธีปฏิบัติ
ในระหว่างเข้าพรรษาเป็นกาลนิยมทำบุญตักบาตรข้าวสาร  จะกำหนดวันไหนตามแต่จะสะดวก  โดยการประกาศให้ชาวบ้านรู้ทั่วกัน  ถึงวันกำหนดก็นำข้าวสารพร้อมทั้งเครื่องบริวาร  มีพริก  กะปิ  หอม  กระเทียม  ปลาแห้ง  ปลาเค็ม  เป็นต้น  นำไปวางรวมกันในที่จัดไว้  เมื่อพร้อมกันแล้วตีระฆังสัญญาณให้พระภิกษุสามเณรทั้งวัดลงมาประชุมกันที่ศาลาหรือสถานที่ที่กำหนดไว้
เมื่อพร้อมกันแล้ว  มีการรับศีลและแสดงธรรมอนุโมทนา  1  กัณฑ์  จบแล้วจึงกล่าววคำถวายข้าวสารพร้อมทั้งเครื่องบริวารเป็นภาษาบาลีและคำแปลเป็นภาษาไทย  พระสงฆ์รับว่า  “สาธุ”  พร้อมกัน
4.  เรื่องถวายเสนาสนะ
( กุฎี  วิหาร  ศาลา)
เสนาสนะ  เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรในวัดและเป็นที่บำเพ็ญกุศลสาธารณะ  ส่วนมากนิยมสร้างกันในฤดูร้อนก่อนฤดูฝน  สร้างเสร็จแล้วถวายเป็นของสงฆ์ก่อนเข้าพรรษา  มีพิธีเกี่ยวด้วยการสร้างและการถวาย  ดังนี้
1.      ถ้าภิกษุสร้างเสนาสนะอยู่อาศัยเองในวัด  เป็นการวัตถุที่ต้องก่อหรือโบกด้วยปูนหรือดินเหนียวต้องสร้างให้ได้ประมาณตามพระวินัย  คือ  ยางเพียง  12  คืบพระสุคต  (8  ศอก  3นิ้วเศษ)  กว้าง  8  คืบพระสุคต  ( 5 ศอก  10  นิ้วเศษ )  โดยประมาณของช่างไม้ปัจจุบัน  ในการสร้างนี้ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อนจึงสร้างได้  มิฉะนั้นผิดวินัย
2.         ถ้ามีทายกสร้างให้  ไม่จำกัดประมาณ  แต่ต้องให้ทางวัดอนุญาตและให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน
3.      เมื่อสร้างเสร็จแล้ว  มีนิยมให้เจ้าของผู้สร้างถวายเสนาสนะนั้นเป็นของสงฆ์  ประชุมสงฆ์พร้อมกันในวัด  เจ้าภาพพร้อมด้วยญาติมิตร  กล่าวคำถวายพร้อมกัน  โดยหัวหน้าว่านำเป็นภาษาบาลีและแปลเป็นไทย
4.      กล่าวคำถวายจบ  พระสงฆ์รับ  “สาธุ”  พร้อมกัน  ต่อจากนั้นให้เจ้าของผู้สร้างหลั่งน้ำลงในมือของพระภิกษุผู้เป็นประธานในพิธี  แสดงว่ายอมยกให้พระสงฆ์แล้ว  ต่อจากนั้น  พระสงฆ์อนุโมทนา  ยะถา  สัพพี  บทวิเสสอนุโมทนานิยมใช้  สีตํ  อุณหํ  ต่อด้วยบท  สัพพพุทธานุภาเวนะ
5.  เรื่องถวายผ้าวัสสิกสาฎก  (ผ้าอาบน้ำฝน)เป็นผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝน  หรืออาบน้ำทั่วไป  แต่เดิมทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้ผ้า  3  ผืน  (ผ้าไตรจีวร)  เท่านั้น  เมื่อเวลาฝนตก  ภิกษุบางรูปปรารถนาจะอาบน้ำฝน  ไม่มีผ้าอื่นจะผลัดนุ่งก็เปลือยกายอาบน้ำฝน
ผ้าอาบน้ำฝนนี้  ต้องทำให้ถูกต้องพระวินัยบัญญัติที่ทรงอนุญาตไว้  คือ  เป็นผ้าผืนยาว  6  คืบพระสุคตกว้าง  2  คืบครึ่ง  ถ้าเกินกว่านี้ใช้สอยเป็นอาบัติ  ต้องตัดให้ได้ประมาณก่อนจึงแสดงอาบัติตก
                ทรงบัญญัติเขตกาลที่จะแสวงหา  เขตกาลที่จะทำนุ่งห่ม  และเขตกาลอธิษฐานใช้สอยว่า
1.       เขตกาลแสวงหา
2.       เขตกาลทำนุ่งห่ม
3.       เขตกาลอธิษฐานใช้สอย
6.  เรื่องถวายผ้าจำนำพรรษา
                ผ้าจำนำพรรษา  คือ  ผ้าที่ถวายแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3  เดือน  (เว้นผ้ากฐิน)  เป็นพิเศษส่วนหนึ่งที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุอยู่ครบ   3  เดือน  ถ้าได้กรานกฐินแล้ว  รับและใช้สอยได้ภายในกำหนด  5 เดือนอันเป็นเขตอานิสงส์กฐิน  คือตั้งแต่แรม  1  ค่ำ  เดือน  11  ถึงกลางเดือน  4
                ส่วนภิกษุที่จำพรรษาครบ  3  เดือน  แต่ไม่ได้กรานกฐิน  รับและใช้สอยได้เพียงกำหนด  1  เดือน  อันเป็นเขตอานิสงส์จำพรรษา  คือตั้งแต่แรม  1  ค่ำ  เดือน  1  ถึงกลางเดือน  12
                ผ้าที่ถวายนอกกำหนดนี้ไม่นับเป็นผ้าจำนำพรรษา  ในเมืองไทย  มีปรากฏทำเป็นแบบแผนขึ้นในสมัยรัชการที่  4  ซึ่งมีหลักฐานแจ้งอยู่ในหนังสือพระราชพิธี   12  เดือน  ว่าได้พระราชทาน  (ผ้าจำนำพรรษา)  สำหรับวัดพระเชตุพนฯ  วัดอรุณราชวราราม  และวัดราชโอรสเป็นปฐม  สำหรับชาวบ้านก็มีทำอยู่บ้างตามประเพณี
                7.  เรื่องถวายผ้าอัจเจกจีวร
                ผ้าอัจเจกจีวร  คือ  ผ้าจำนำพรรษาที่ทายกรีบด่วนถวายก่อนวันออกพรรษา  โดยประสงค์จะทรงรักษ๋าศรัทธาของทายกผู้ตั้งใจจะถวาย  เพราะมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น  คือ
1.       จะต้องไปสงคราม
2.       จะไปค้างแรมอยู่ที่อื่นด้วยความจำเป็น
3.       หญิงมีครรภ์แก่เกรงว่าจะคลอดเสียก่อนถึงกำหนด
4.       ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสเกิดขึ้นใหม่  จะรอถึงออกพรรษาเกรงว่าจะมีเหตุขัดข้อง
8.  เรื่องทอดผ้าป่า
                ผ้าป่า  ในครั้งพุทธกาล  เรียกว่า  ผ้าบังสุกุล  คือ  ผ้าเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน  ที่ทิ้งอยู่ตามป่าดงบ้างตามป่าช้าบ้าง  ตามถนนหนทางและห้อยอยู่ตามกิ่งไม้บ้าง  ที่สุดกระทั่งที่เขาอุทิศวางไว้แทบเท้าบ้าง  ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า  ผ้าป่า  ระยะเวลาทอดผ้าป่าไม่มีกำหนดกาลจะทอดเมื่อไรก็ได้
                พิธีที่สำคัญคือ  ให้อุทิศเป็นผ้าป่าจริงๆ  อย่าถวายแก่ใครโดยเฉพาะ  ถ้าทอดลับหลังพระสงฆ์ผู้รับ  ให้เจ้าภาพตั้งใจขณะทอดว่า  ขออุทิศผ้าพร้อมทั้งเครื่องบริวารแก่ภิกษุผู้ต้องการผ้าบังสุกุลมาถึงเฉพาะหน้า  เท่านี้ก็ได้ชื่อว่าทอดและถวายผ้าป่าแล้ว
            9.  เรื่องลอยกระทง
            การลอยกระทงตามประทีป  ถือกันเป็นประเพณีมาแต่โบราณกาลว่า  เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนัมมทาชมพูทวีป  เกิดนิยมขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย  ในราวแผ่นดินพระมหาธรรมราชาลือไทยรัชการที่  4  หรือแผ่นดินพระมหาธรรมราชาลิไทย  รัชกาลที่  5  และนิยมทำกันเป็นประเพณีในวันเพ็ญเดือน  12  ซึ่งเป็นฤดูน้ำเหนือลด  เพราะปรากฏในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์  สนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทย  ธิดาของพระศรีมโหสถ  (ตำแหน่งราชครู)  ได้เรียบเรียงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยราชประเพณี  12  เดือน
หมวดที่  4      ปกิณกะ
            หมวดนี้กล่าวถึง  วิธีการที่จะต้องปฏิบัติที่เป็นพิธีเบ็ดเตล็ด ในการประกอบศาสนพิธีดังกล่าวข้างต้นมาชี้แจงให้เข้าใจอีก  5  ประการ  คือ
1.       วิธีสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน
2.       วิธีไว้ครูสำหรับนักเรียน
3.       วิธีจับด้านสายสิญจน์
4.       วิธีบังสุกุลเป็น
5.       วิธีบอกศักราช
แต่ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวในข้อ  1และ  2  แต่จะกล่าวในข้ออื่น 
3.  วิธีจับด้ายสายสิญจน์
        สายสิญจน์  แปลว่า  สายรดน้ำ  ปัจจุบันได้แก่สายที่ทำด้วยด้ายดิบโดยวิธจับเส้นด้ายในเข็ดสาวชักออกมาเป็นห่วง  ๆ  ให้สัมพันธ์เป็นสายเดียวกันในเข็ดเส้นเดียว  จับออกครั้งแรกเป็น  3  เส้นแล้วม้วนเข้ากลุ่มไว้  ถ้าต้องการให้ได้สายใหญ่ก็จับอีกครั้งหนึ่ง  จะกลายเป็น  9  เส้น
        ในงานมงคลใช้สายสิญจน์  9  เส้น  ไม่ใช้สายสิญจน์  3  เส้น  แต่โบราณได้จัดทำขึ้นด้วยวิธีการเรียกว่า  “เสก”  คือร่ายมนต์เพื่อศักดิ์สิทธิ์
4.  วิธีบังสุกุลเป็น
        การบังสุกุลเป็น  หมายถึง  บุญกิริยาที่เจ้าภาพนิยมทำเมื่อป่วยหนัก  เป็นการกำหนดมรณานุสสติวิธีหนึ่งโดยมากเมื่อญาติ ๆ  จัดให้มีพิธีสงฆ์สวดต่อนาม  แล้วถ้าผู้ป่วยยังมีสติอยู่  มักขอให้พระสงฆ์ชักบังสุกุลเป็นตนเองด้วยแม้ผู้ป่ายไม่ไข้  เมื่ออายุย่างเข้าวัยชรา  มักปรารภสังขารของตนที่ใกล้มรณะ  ประสงค์จะบำเพ็ญบุญกิริยาให้ทันตาเห็น  มักจัดให้นิมนต์พระสงฆ์มาชักบังสุกุลเป็นตนเองก็มี
        ในการชักบังสุกุลเป็นนี้ปกติไม่มีทอดผ้าเหมือนบังสุกุลศพ  มักใช้ผ้าขาวคลุมตัวคนป่วยหรือผู้ประสงค์การนี้แล้วเอาด้ายสายสิญจน์ผูกมุมผ้าขาวที่คลุมนั้นไว้ตอนหน้า  ถวายปลายสายสิญจน์อีกข้างหนึ่งให้พระสงฆ์จับพิจารณา  ซึ่งสิ่งที่เจ้าภาพต้องเตรียมในการสวดก็คือ  ธูปเทียน   ผ้าขาวและสายสิญจน์
5.  วิธีบอกศักราช
        ในการแสดงพระธรรมเทศนาในงานบุญทุกกรณี  ยกเว้นที่แสดงตามกาลในวันธรรมสวนะ  มีนิยมให้ผู้แสดงธรรมบอกศักราช  คือบอกวัน  เดือน  ปี  ที่ถึงในวันนั้นก่อนเริ่มเทศน์  จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ฟังธรรมทราบปฏิทินในวันนั้นว่าเป็นวันอะไร  เดือนอะไร  ปีอะไร เพราะในสมัยก่อนปฏิทินรายวันมีไม่แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน  จึงบอกเพื่อให้ทราบโดยทั่วกัน  ส่วนในปัจจุบันการบอกศักราชกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว  โดยการบอกศักราชต้องบอกทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาบาลี 
คำบอกศักราชแบบภาษาไทย(แปลมาจากบาลี)
        ศุภมัสดุ  พระพุทธศาสนายุกาล  จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค  อรหันตสัมมาพุทธเจ้านั้น  บัดนี้ล่วงแล้ว 2545  พรรษา  ปัจจุบันสมัยตุลาคมมาส  สุรทินที่  23  วันนี้จันทรวาร  ศาสนายุกาลแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  มีนัยอันพุทธบริษัทจะพึงกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ฯ


คติธรรมที่แขวงไปด้วยปริศนาธรรม

ปริศนาธรรม
บทนำ
ธรรมดาปริศนาเป็นปัญหาที่ดิ้นได้  อาจจะตีความหมายไปได้หลายอย่าง  แต่จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นคติเตือนใจอย่างเดียวกัน  คำอธิบายต่อไปนี้เป็นเพียงความหมายแง่หนึ่งเท่านั้น
ปริศนาธรรม  ๑๒  ข้อ
๑.กินอะไรไม่หายอยาก            ๒.นอนมากไม่รู้จักตื่น
๓.รักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว              ๔.ของควรกลัวแล้วกลับกล้า
๕.ของสั้นสัญญาว่ายาว           ๖.ปอกมะพร้าวเอาปากกัด
๗.อุ้มลูกอ่อนรัดไว้ไม่วาง ๘.หลงทางไม่ถามไถ่
๙.หนีจรเข้ใหญ่ไพล่ลงน้ำ     ๑๐.ต้องจองจำกลับยินดี
๑๑.สู้ไพรีไม่หาอาวุธ               ๑๒.ไม่หยุดไม่ถึงพระ
ความหมาย
๑.กินอะไรไม่หายอยาก
การกินของคนเรา  กล่าวแล้วมี  ๒  อย่าง คือ ๑.กินเพราะความหิว ๒.กินเพราะความอยาก
ความหิวเป็นความต้องการของร่างกาย  ร่างกายจะทรงตัวอยู่ได้เพราะอาหาร  มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงเป็นอยู่ได้เพราะอาหาร การกินเพราะความหิวจึงเป็นความจำเป็นและ การกินเพราะความหิวมีเวลาอิ่มและเบื่อได้  มีขีดจำกัดตามขนาดของกะเพาะขงอแต่ละบุคคล  ส่วนความอยาก เป็นอาการของใจประกอบด้วยตัณหา  การกินด้วยความอยากนี้หามีขอบเขตของความอยากไม่  และยิ่งหามาสนองความต้องการได้มากเท่าใด  ก็ดูเหมือนจะเพิ่มความอยากให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้น  ที่สุดของความอยากจึงไม่มีเวลาอิ่ม  ท้องจะต้องแตกตายเหมือนตาชูชกกินด้วยความอยาก  หากินเฉพาะทางปากเท่านั้นไม่  บางคนคนยังสามารถกินในสิ่งที่ไม่น่าจะกิน  เช่น  กินจอบ  กินเสียม  และรถ  เรือ เป็นต้น  ไฟไม่อิ่มเชื้อ  ทะเลไม่อิ่มน้ำฉันใดก็ฉันนั้น  ดังที่ท่านประพันธ์เป็นคำกลอนไว้ว่า
ธรรมดาๆฟย่อมๆม่พักพอไหม้เชื้อ, ทะเลใหญ่ไม่ปรากฏว่าเบื่อน้ำ,  มฤตยูไม่อิ่มหนำในประชาสัตว์,  คนละโมบสมบัติก็ไม่รู้สึกจุใจในสิ่งใด,  ด้วยเหตุฉะนี้ผู้กินด้วยโลภะ  ตัณหา  ชื่อว่า  กินอะไรไม่หายอยาก
๒.นอนมากไม่รู้จักตื่น
การตื่นมี  ๒  อย่าง  คือ  ๑.ตื่นจากหลับ   ๒.ตื่นจากมัวเมาประมาท
บางคนอาจนอนขี้เซา  ไม่รู้จักเวลาที่ควรนอนหรือไม่ควรนอน  ไม่ว่าเช้าหรือสาย  ไม่ว่าบ่ายหรือเย็น  ไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน  การนอนบอกลักษณะของบุคคลได้  ดังโคลงโลกนิติบทหนึ่งว่า
          บรรทมยามหนึ่งไซร้                  ทรงฤทธิ์
หกทุ่มหมู่บัณฑิต                               ทั่วแท้
สองยามพวกพานิช                            นรชาติ
นอนสี่ยามนั้นแล้ว                    เที่ยงแท้เดรฉาน
ผู้ที่รู้จักแบ่งเวลา  ไม่เห็นแก่การหลับนอนมาก  ชื่อว่าผู้ตื่นจากหลับ  ถ้ามีลักษณะตรงกันข้าม ชื่อว่านอนมากไม่รู้จักตื่น  อีกประการหนึ่ง บางคนเป็นผู้ไม่ประมาท  มีสติคอยสำรวมระวังอยู่เสมอ  ไม่ยอมประพฤติชั่วทางกาย และทางวาจา  แม้มีประมาณน้อย  ไม่ประมาทโดยมาก  รู้เท่าทันความจริงว่า ของมากมาจากของน้อย  และของน้อยนั้นเองเมื่อรวมตัวมากเข้า  สามารถทำความเสื่อมเสียให้ได้  ดังคำกลอนบทหนึ่งว่า
น้ำน้อย ๆ ฝอยกระเซ็นอยู่เป็นนิตย์
ย่อมพังอิฐพังหินดินสลาย
มอดน้อย ๆ แคะแทะไม่วาย
ยังทำลายไม้คร่าวเสาโต ๆ
แม้ควายชั่วทุจริจก็เช่นเดียวกัน แม้มีประมาณน้อยก็ไม่ควรไม่ควรประมาท ผู้มีสติตื่นตัวอยู่เช่นนี้ ชื่อว่าผู้ตื่นจากความมัวเมาประมาท ส่วนที่ผู้หลงใหลไร้สติ ปล่อยตัวให้จมอยู่ในความชั่ว ชื่อว่า นอนมากไม่รู้จักตื่น ผู้เป็นเช่นนี้แม้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว  

๓.รักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว
ความรักมี ๒ ชนิด คือ รักตัวเองและรักคนอื่นคนที่เอาใจต่อการศึกษาก็ดี คนขยันมั่นเพียรในการทำมาหากินก็ดีคนที่รู้จักป้องกันอันครายที่เกิดขึ้นแก่ตนก็ดี ชื่อว่าผู้รู้จักตัวเองพ่อแม่รักลูกหรือลูกรักพ่อแม่ก็ดี อาจารย์รักศิษย์หรื่ออาจารย์รักศิษย์หรืออาจารย์รักศิษย์ก็ดีตลอดถึงมิตรรักมิตรเป็นคนก็ดี ชื่อว่ารักคนอื่นความรักทั้งสองนี้ท่านกล่าวว่า ไม่มีความรักอันใดยิ่งกว่าความรักตัว หมายความว่าจะแสดง ความรักออกมาโดยอาการใดก็ตามก็ล้วนแต่มุ่งผลสุดท้ายก็เพื่อาตัวเอง ความจริง การรักตัวเองเป็นการกระทำถูกต้องตามหลักธรรม เพราะดีชั่วทุกอย่างอยู่ที่ตัวของตัวเองเมื่อทำให้ดีแล้ว ชื่อว่าทำทุกอย่างให้ดีตามไปด้วย มีคนบางคนบางพวกแม้จะพูดว่ารักตัวหรือ แสดงอาการว่ารักต้ว แต่อาการกระทำนั้นเป็นการรักคนอื่น เช่น หนุ่มสาวบางคนหลงรักกันและกันย่อมมำความชั่วความผิดต่าง ๆ เพื่อรักษาน้ำในคู่รัก ที่เรียกว่าความรักทำให้คนตาบอด คือมองไม่เป็นเหตุผลนั้นเองพ่อแม่บางคนเป็นห่วงลูก รักลูกกลัวลูกจะอด กลัวลูกจะไม่เทียมบ่าเทยมไหล่คนอื่นเขา สู้อุตส่าห์ตรากตรำลำบากทำงาน แม้จะผิดถูกอย่างไรไม่คำนึงถึงหรือคนเฒ่าคนแก่บางคนมั่วเมาห่วงลูกห่วงหลาน จะไปวัดไปวาหาความสงบสุขบ้าง แต่ก็หาโอกาสไม่ได้ตลอดชีวิต เหล่านี้ชื่อว่า รักผู้อื่นกว่ารักตัว  
๔.ของควรกลัวกลับกล้า
ความกลัวมี ๒ ชนิด คือ กลัวไนสิ่งไม่ควรกลัว , กลัวสนสิ่งควรกลัว, ความกลัวย่อมเป็นสิ่งธรรดาของมนุษย์และสัตว์ทั่วไป แต่สัตว์บางจำพวกคือ คนบางคนกลัวในสิ่งไม่ควรกลัวเช่นที่เล่ากันว่าใส้เดือนทั้งหลายกินดินเป็นอาหาร  แต่ไม่กล้ากินมากเพราะกลัวดินจะหมด นางนหต้อยติวิดนอนหงายเหมือนไข่ของมั่น เพราะกลัวฟ้าจะตกทับ นกนะเรีนไม่กลัวเหยียบดินเต็มเท้า เพราะกลัวแผ่นดินจะไหว พวกพราะมณ์เที่วยกาเมียสาวเด็ก ๆ เพราะกลัววงศ์สกุลจะขากตอน (ธรรมเนียมพราหมณ์สมัยโบราณ) สิ่งเหล่านี้เได้ชื่อว่ากลัวในสิ่งไม่ควรกลัว หรือบางคนยะทำงานบางอย่าง ซึ่งเหมาะสมกับวิทยฐานะของตนแล้ว แต่กลัวจะต่ำต้อยน้อยหน้า ผลที่สุดกลายเป็นคนว่างงาน บางคนทำความดีเช่นจุให้ทานแลุรักษาศีลเจริญภาวนา หรือไปวัดฟังเทศน์ ฟังปาฐกถาก็ไม่กล้าทำ บ่นอายบ้างกลัวบ้าง อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่ากลัวต่อสิ่งไม่ควรกลัว แต่บางคนกลับตรงกันข้าม คือกลัวทำในสิ่งไม่ควรทำ ความชั่วทุจริจทั่งหลายเป็นสิ่งไม่ควรทำเพราะมีผลเป็นทุกข์ดเอดร้อย พระพุทธองศ์ได้ประทานโอวาทไว้ว่าาเธอทั้งหลายกลัวต่อความทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่พอในของเธอเธอย่าทำกรรมทั้งหลาย ในที่สับและที่แจ้าในการทำชั่วนี้นนักปราชญ์สรรเสริญแต่คนขลาดแต่ไม่สะะเสริญคนกล้าเลยท่านสัตบุรษทั้งหลาย ไม่ทำบาผเพราะกลัวต่อบาปนั้นเที่ยวด้วยเหตุนี้ความชั้วทุจริตเป็นสิ่งที่ควรกลัว คนที่ทำความชั่วชื่อว่าของควรกลัวกลับกล้า    
๕.ของสั้นสัญญาว่ายาว
ชีวิตความเป็นอยู่ข่องสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายเป็นอยู่ได้อย่างมากไม่เกินร้อยปี หากจะอยู่เกินกว่านี้บ้างก็ตายเพราะชรานักปราชญ์โบราณของลานนาไทยได้กำหนด ที่สุดของชีวิตมนุษย์ไว้อย่างมากไม่เกิน  ๙๐ ปี ดั่งคำกลอนว่า 
สิบปี๋ อาบน้ำบ่หนาว  ซาวปี๋ แอ่วสาวบ่ก้าย สามสิบปี๋ บ่หน่ายสงสาร สี่สิบปี๋ เยียะการเหมือนฟ้าฝ่า ห้าสิบปี๋ สาวน้อยด่าบ่อเจ็บใจ  หกสิบปี๋ ไอเหมือนฟานโขก  เจ็ดสิบปี๋ บะโหกเต็มหัว  แปดสิบปี๋ไค่หัวเหมือนไห้  เก้าสิบปี๋ ไข้ก็ตายบ่ไข้ก็ตาย
ตามความหมายของคำกลอนนี้  จะเห็นความเปลี่ยนแปลงชีวิตตามลำดับ  เมื่อถึง ๙๐ ปีแล้ว จะมีอันตรายของชีวิตมาตัดรอนหรือไม่ก็ตาม  ชีวิตจะต้องแตกดับไปตามธรรมดาของมัน  และในระหว่างความเป็นอยู่ชีวิตย่อมมีอันตรายรอบด้าน  อาจจะแตกดับลงในขณะใดก็ได้  ท่านกล่าวว่า  ชีวิตความเป็นอยู่ ๑,  พยาธิความป่วยไข้ ๑,  กาลเวลา  ๑,  ทีทิ้งกาย  ๑,   คติวิถีชีวิตหรือภพชาติข้างหน้า ๑
ทั้ง  ๕  นี้ไม่มีนิมิตรเครื่องหมายที่จะให้เป็นไปตามความปรารถนาได้  คือเราจะปรารถนาว่าจะมีชีวิตอยู่เท่นนั้นเท่านี้ปี  เวลาจะตายจะเลือกตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างนี้  จะขอตายเวลานั้น  วันนั้น  เดือนนั้น  และปีนั้น  และจะปรารถนาว่าขอให้ตายที่นั่นที่นี่  และขอตายอยู่กับบ้านหลังนั้นหลังนี้  เรือนหลังโน้น  หรือดับชีพแล้วขอให้ไปเกิดที่นั้นที่นี่และจะขออยู่กับคนโน้นคนนี้  เหล่านี้จะปรากฏชัดก่อนจะตายนั้นไม่ได้  และจะขอให้เป็นไปตาความปรารถนาทุก ๆ ประการก็ไม่ได้  แล้วแต่กรรมที่ทำไว้  ก็อะไรเล่าที่ทำให้ชีวิตล่วงไปหมด  ท่านแสดงว่ากาลเวลาเป็นผู้ผลาญ   เป็นผู้ทำลาย  กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวของมันเอง  นักปราชญ์ท่านผูกเป็นปริศนาไว้ว่า
“พญายักษ์หนึ่งนา  มีนัยน์ตาอยู่ ๒ ข้าง  ข้งางหนึ่งสว่าง  ข้างหนึ่งริบหรี่  มีปาก ๑๒ ปาก  มีฟันไม่มาก  ปากละ ๓๐ ซี่  กินสัตว์ทั่วปฐพี  ยักษ์ตนนี้คือใคร ?”
ตอบว่า “พญายักษ์ตนนั้นคือพระกาล  ได้แก่วัน เดือน ปี  ตาม ๒ ข้าง คือ ข้างขึ้นและข้างแรม  หรือกลางคืนและกลางวันก็ได้, ๑๒ ปากคือ ปีหนึ่งมี  ๑๒ เดือน, ฟัน ๓๐  ซี่ คือเดือนหนึ่งมี ๓๐ วัน, กินสัตว์ทั่วปฐพี คือหลืนกินชีวิตสัตว์ทั้งแผ่นดิน  ผู้ที่หลงผิดคิดว่าชีวิตนัน้เป็นของยาว เป็นของมาก ไม่แสวงหาความดี ได้ในคำว่า ของสั้นสัญญาว่ายาว
๖.ปอกมะพร้าวเอาปากกัด
มะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีลักษณะพิเศษกว่าผลไม้อื่น ๆ  คือมีเปลือก  มีกะลา  มีเนื้อ  และมีน้ำ  การจะรับประทานน้ำมะพร้าง  ต้องเจาะลงไปโดยลำดับ  และการเจาะจะต้องใช้มีดใช้ขวาน  เพียงแต่มือเปล่าหรือใช้ปากกัดย่อมไม่อาจจะได้รับประทานเนื้อหรือน้ำมะพร้าว ฉันใดก็ดี  คำว่ามะพร้าวนี้ ท่านเปรียบเหมือนพระพุทธศาสนา  นับแต่เวลาที่พระสมณโคดม ผู้เป็นเจ้าของประกาศพระศาสนา  ได้นิพพานไปแล้ว ๒๕๔๐  ปีกว่า  พระพุทธศาสนาต้องผ่านอุปสรรคนานัปประการ  ย่อมจะมีเปลือก  มีกระพี้เข้าไปแทรกแซงอยู่เป็นธรรมดา  ผู้นับถือศาสนาจะต้องเป็นคนหนักในเหตุผล  พอได้ยินอะไรในเรื่องศาสนาแล้ว เป็นคนเชื่อง่ายรับเอา ๆ  เหมือนคนเห็นมะพร้าวแล้วกระหายอยากจะรับประทานน้ำ  คว้ากัดเอา ๆ ย่อมไม่ได้  จะต้องพิจารณาหาเหตุผลให้ถ่องแท้แน่ใจ  แล้วลงมือปฏิบัติตามจึงจะได้รับผลสมปรารถนา 
อีกประการหนึ่ง  เรื่องของพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่เรื่องสักแต่ว่าพูดด้วยปากหรือนับถือด้วยปากเท่านั้น  แต่เป็นเรื่องของการกระทำ คือการปฏิบัติ  นักศึกษาบางคนชอบค้นคว้าศึกษาเรื่องศาสนา  แต่ผลการศึกษาของเขาคือ  ชอบข่มขู่คนอื่นด้วยโวหาร  เรียนไว้เพื่อตอบโต้  หาเรียนไปเพื่อปฏิบัติไม่  การนับถือพระพุทธศาสนาสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติ  การปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาคนที่เชื่อง่ายงมงายก็ดี  คนที่ดีแต่พูดก็ดีชื่อว่านับถือศาสนาในข้อว่า”ปอกมะพร้าวเอาปากกัด”
๗.อุ้มลูกอ่อนรัดไว้ไม่วาง
คำว่าลูกอ่อน หมายเอา ลูกอ่อนตรง ๆ ก็ได้  หรือหมายเอาอัตตภาพทั่วไปของคนก็ได้  คำว่าอุ้ม  หมายถึงการหลงรักจนผิดธรรมดาหรือผิดหลัก  ธรรมดาลูกย่อมเป็นที่รักของพ่อแม่ยิ่งกว่าสิ่งใด  ๆ ดังนั้นคำกลอนบทหนึ่งว่า 
“รักอะไรหรือจะแท้เท่าแม่รัก  ผูกสมัครสายเลือดไม่เหือดหาย  รักอื่นยังประจักษ์ว่ารักกลาย  จืดจางง่ายไม่จีรังดังมารดา”
ในมโหสถชาดกมีเรื่องเล่าว่า เทวดาตั้งปัญหาถามพระเจ้าวิเทหราชว่า  บุคคล ประหารคนอืนด้วยมือด้วยเท้าแต่กลับเป็นที่รักของผู้ถูกประหาร พระองค์เห็นใครเป็นที่รักของผู้ประหาร มโหสถตอบแทนพระเจ้าวิเทหราชว่า  ได้แก่บุตร  ยิ่งตบและยิ่งดึ่งผมบิดามารดาก็ยิ่งเป็นที่รักของบิดามารดา เทวดาถามว่า  ผู้ที่ชอบด่า แต่ไม่อยากให้ผู้ที่ถูกด่าเดือดร้อน คือผู่ด่า  ด่าด้วยความรัก  พระองค์เห็นว่าใครเป็นผู้ถูกด่า  มโหสถตอบว่า ได้แก่บิดามารดาด่าว่าบุตรเท่าไรก็ไม่อยากให้ประสพความร้ายแก่บุตรอย่างที่ตนด่า  กลับทวีความรักในบุตรที่ตนด่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตามความในปัญหา ๒ ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่าบิดามารดามีความรักในบุตรเพียงไร  แต่ถ้าบิดามารดาใช้ความรักผิดคือตามใจบุตรจนเกินไป  จะให้บุตรเล่าเรียนหรือให้ทำงานก็กลัวว่าบุตรจะลำบาก  สู้อุตส่าห์ประคบประหงม  แม้บุตรจะเจริญวัยใหญ่โตพอจะช่วยตัวเองได้ก็ไม่ยอมวางมือ  ไม่วายที่จะเป็นห่วง อย่างนี้เรียกว่ารักผิด  โบราณท่านสอนว่า  รักวัวให้ผูก  รักลูกให้ตี  รักมีให้ค้า  รักหน้าให้คิด  รักมิตรให้เตือน  แปลว่า  รักลูกจะต้องให้วิชาแก่ลูกและสอนให้ลูกทำการงานเป็นด้วย  นักปราชญ์ท่านสอนว่า  มีหลักที่ดีและถูกต้องข้อหนึ่งว่า  ความช่วยเหลืออันดีที่สุดที่พ่อแม่จะพึงให้ลูกนั้นคือ  สอนให้เขารู้จักช่วยตัวเอง  ข้อว่าลูกอ่อน หมายเอา อัตภาพทั่วไปนั้น  หมายความว่า ร่างกายของคนเราแต่ละคนไม่ผิดอะไรกับลูกอ่อน  เราต้องคอยบริหารรักษาอยู่ตลอดเวลา  เริ่มแต่ตื่นนอนเป็นต้นไป คือ  เราต้องล้างหน้า  แปรงฟัน  หวีผม  แต่งตัว  หาอาหารให้รับประทาน  หาน้ำให้ดื่ม  ถูกร้อนนักก็ไม่ได้  ถูกหนาวมากก็ไม่ได้  นอกจากนี้ยังต้องระวังอันตรายนานัปประการ  ถ้าถึงคราวเจ็บไข้ได้ทุกข์  ยิ่งต้องเพิ่มการบริหารรักษามากยิ่งขึ้น  อันการบริหารรักษาร่างกายนี้ ถ้าเป็นไปตามธรรมดาคือบริหารรักษาพอให้ชีวิตเป็นอยู่ก็พอทำเนา  บางคนทำด้วยความลุ่มหลง  ไม่พิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่  มุ่งเพื่อความสวยงามหรืออนุโลมตามสมัยยิ่งกว่าความจำเป็นแก่ชีวิต  เช่น หนุ่มสาวสมัยใหม่บางคนที่อุตส่าห์หาเครื่องประดับให้ร่างกาย  ไม่ว่าส่วนไหนของร่างกายตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้า  ต้องเอาเครื่องวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยเพื่อตามสมัย  เพื่อให้ทันฝรั่ง  ไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองและความจำเป็นแก่การครองชีพหรือไม่  ลักษณะอย่างนี้เป็นผลร้ายยิ่งกว่ามารดาเลี้ยงลูกอ่อนเป็นไหน ๆ ปัจจัยเครื่องอาศัยอันจำเป็นแก่ชีวิต  ตามหลักทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้  ๔  อย่าง คือ  ๑.เครื่องนุ่งห่ม  ๒.อาหาร  ๓.ที่อยู่อาศัย  ๔.ยารักษาโรค  ทั้ง  ๔  อย่างนี้นับว่าเป็นปัจจัยจำเป็นที่สุดแก่ชีวิต  นอกจากนี้เป็นแต่เครื่องประกอบเท่านั้น  อัตภพาร่างกายของเรานี้  ท่านสอนให้พิจารณาให้รู้เท่าทันตามธรรมดาของมัน คือมันเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  จะต้องแตกสลายไปในที่สุด  ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยความยึดมั่นในขันธ์  ๕  ดังบาลีว่า “สังขิตเตนะ  ปัญจุปาทานักขันธา  ทุกขา  กล่าวโดยย่อความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”  ด้วยเหตุนี้ผู้เข้าใจผิดในขันธ์  ๕  ชื่อว่า  อุมลูกอ่อนรัดไว้ไม่วาง


๘.หลงทางไม่ถามไถ่
ทางมี  ๒  ชนิด คือ  ๑.ทางกาย  ๒.ทางใจ    ทางกายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา  ไปด้วยเท้าหรือด้วยพาหนะ เป็นต้น   ทางใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  ไปด้วยความรู้สึกนึกคิด หรือด้วยความนับถือ  เชื่อถือเป็นต้น  การที่เราจะรู้ว่า  ทางไปทิศเหนือ ทิศใต้  และไปได้ใกล้ไกลแค่นั้นแค่นี้  ก็เพราะคนเราได้ยิน  ได้ฟังจากคนอื่นหรือศึกษาจากตำหรับตำราเป็นต้น  เราจึงไปมาได้สะดวก  ไม่ผิดพลาด  ถ้าเราไม่ทราบมาก่อน  นึกอยากจะไปนั่นไปนี่  ก็นึกเดาไปเอง  อาจจะถึงจุดหมายปลายทางมาก่อนก็ได้  และขณะที่เดินทางก็ทำความไม่สะดวกใจ  ทำความสงสัยให้ไม่รู้จักจบ  ถ้าสมมติว่าหลงทางมีคนที่เราพอจะถามได้  เราก็ไม่ถามเพราะความอวดดื้อถือดี  เดินไปตามความคิดเห็นของตนเอง  ผลสุดท้ายไม่ถึงจุดที่ประสงค์  เราจะโทษทางหรือคนอื่นนั้นไม่ถูก  มันเป็นความผิดของเราเอง  ผิดตรงที่ว่าหลงแล้วไม่ถาม  ทางกายเราอาจหลงได้ฉันใด  ทางใจก็ฉันนั้น  และทางใจก็อาจหลงได้ง่าย  และมีผลร้ายยิ่งกว่าทางกายเสียอีก  ดังคำกลอนสอนจิตว่า  ผู้หลงเถื่อนกู่ก้อง  พอร้องรับ  ผู้หลงทับตัณหา  สุดตาเห็น  ฯ
และคำพังเพยโบราณบทหนึ่งว่า  ถลำช่องชักได้  ถลำใจชักยาก  ซึ่งแสดงว่าความหลงทางใจนั้น  เมื่อกล่าวโดยย่อมี  ๓  อย่างคือ 
๑.ความเห็นว่า ทำชั่ว  เมื่อไม่มีคนรู้  ไม่มีคนจับได้  ไม่มีคนลงโทษ  หาเป็นความชั่วไม่   ต่อเมื่อมีคนรู้  และจับได้ลงโทษต่างหาก  จึงจัดเป็นความชั่ว  การทำความดีก็เหมือนกัน  ถ้าไม่มีคนรู้ไม่มีคนชอบ  ไม่มีคนให้รางวัล  หาเป็นความดีไม่  ต่อเมื่อมีคนรู้มีคนชอบและให้รางวัลต่างหาก  จึงจัดว่าเป็นความดี  เช่นนี้เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ  ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ  ปฏิเสธการกระทำ  ถือปัจจัยภายนอก  คือบุคคลเป็นผู้อำนวยจ  ผิดหลักทางพระพุทธศาสนา  ที่ถือว่าการกระทำของคนนั้นเองเป็นเหตุ
๒.ความเห็นว่า  คนเราเป็นไปตามคราวเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย  ถึงคราวเคราะห์ดีก็ได้ดีเอง  ถึงคราวเคราะห์ร้ายก็ได้ชั่ว  และเมื่อคราวเคราะห์ดีนั้น  ทำอะไรก็มีคนชมชอบ  ให้ความสนับสนุน   แต่พอถึงคราวเคระาห์สิทำอะไรก็มีแต่คนตำหนิติเตียน  คอยขัดขวาง  ตัดรอน  เสื่อมลาภ  เสื่อมยศ  เช่นนี้เรียกว่า อเหตุกิทิฏฐิ  ความเห็นว่าหาเหตุมิได้  คือปฏิเสธเหตุอันไม่ปรากฏ  ผิดจากพระพุทธศาสนาที่นับถือหลักว่าสิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ  เมื่อไม่มีเหตุจะไม่มีผล
๓.ความเห็นว่าสัตว์  บุคคลไม่มี  ต่างเป็นแต่เพียงธาตุประชุมกันเข้า  เกื้อกูลกันบ้าง  ทำร้ายกันบ้าง  ไม่เป็นบุญ  ไม่เป็นบาป  ธาตุอย่างหนึ่งกระทบกับธาตุอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น  อย่างนี้เรียกว่า  นัตถิกทิฏฐิ    ความเห็นว่าไม่มี    ปฏิเสธด้วยประการทั้งปวง  ไม่ยอมรับสมมติสัจจะ  และคติของธรรมดาอันเนื่องมาจากเหตุและผล  ผิดจากหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ยอมรับสมมติสัจจะและคติของธรรมดาอันเนื่องมาจากเหตุและผล  เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว  สัตว์ บุคคลไม่มีจริง  แต่ไม่ปฏิเสธเหตุคือการกระทำ  และผลแห่งบุญละบาป  สัตว์  บุคคลหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปได้ตามอำนาจเหตุ 
บุคคลที่ตกอยู่ในความเห็น  ๓  อย่างนี้ชื่อว่าผู้หลง  ถ้าไม่ถามคือศึกษาหาเหตุความรู้และปฏิบิแก้ไขให้ถูกต้องก็ดี  ก็ไม่มีโอกาสประสพผลที่ตนมุ่งหมายได้  นับวันแต่จะจมดิ่งลงไปสู่ความพินาศฉิบหายโดยลำดับ  โอวาทคำสอนของท่านฟังแล้วพิจารณาหาเหตุผล  ไม่เชื่ออย่างงมงาย  เมื่อเห็นเหตุผลแล้วให้ปฏิบัติตามทันที  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตนเช่นนี้ชื่อว่าหลงทางไม่ถามไถ่
๙.หนีจรเข้ใหญ่ไพล่ลงน้ำ
หมายความว่าจรเข้เป็นสัตว์ประเภทดุร้าย  และที่อยู่ของจรเข้คือน้ำ  คนที่กลัวจรเข้  จะหนีจรเข้แต่กลับวิ่งลงน้ำ  เท่ากับวิ่งเข้าไปหาจรเข้อีก  ย่อมไม่พ้นจากจรเข้ฉันใด  คนบางคนก็ฉันนั้น  คือกลัวความทุกข์  ต้องการจะหนีความทุกข์  แต่ก็ยังก่อเหตุแห่งความทุกข์อยู่  คือผู้ที่ไม่รู้จักเหตุแห่งความทุกข์นั่นเอง  เช่นสำคัญว่า  ความเกียจคร้านและไม่ต้องทำอะไรนั่นว่าเป็นความสุข   สำคัญว่าอบายมุขคือ  สุรา  นารี  พาชี  กีฬาบัตร  ว่าเป็นทางแห่งความเพลิดเพลิน  เป็นทางแห่งความเจริญ   สำคัญว่าการเบียดเบียนกันเป็นทางแห่งความสุข   เมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์  ผู้ที่สำคัญของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง  สำคัญของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข  สำคัญของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตนนั่นเอง  นี่จึงชื่อว่าหนีจรเข้ไพล่ลงน้ำ

๑๐.ต้องจองจำกลับยินดี
โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เปรียบได้หลายทาง  ที่ไดยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ ก็คือโลกนี้เปรียบเหมือนละครโรงใหญ่  ข้าพเจ้าคิดว่าคำเปรียบเทียบนี้เป็นการเปรียบเทียบให้เกียรติแก่โลกอย่างสูง  ความจริงโลกนี้คือตารางที่สำคัญสำหรับขังนักโทษอย่างใหญ่มหึมานั่นเอง  แต่เพราะมนุษย์สำคัญผิดคิดไปว่าการเกิดมาในโลกนี้เป็นความสุข พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกนี้ตั้งอยู่บนกองแห่งความทุกข์  โลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับคนโง่  แต่มันเป็นนรกสำหรับคนที่รู้ความจริงของมันแล้ว คนที่เกิดมาซึ่งเท่ากับอยู่ในกรงขังอันมหึมา  และเต็มไปด้วยทุกข์นานัปประการ  เช่นแก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น  บางคนยังสร้างกรงและโซ่มาใส่ตัวเองด้วย  เช่น บางคนลักเล็กขะโมยน้อย  ถูกเขาจับได้ต้องถูกจองจำเพิ่มโทษเข้าอีก  ถึงเช่นนั้นบางคนกลับพูดว่า  ดีเสียอีกที่เข้าไปอยู่ในคุก  ในตะราง  บ้านไม่ต้องเช่า  ข้าวไม่ต้องซื้อ  ถ้าอยู่ตามธรรมดาข้าวก็ต้องซื้อกิน  บ้านก็ต้องเช่าเขา  บางทีก็ยังหาไม่ได้เสียอีก  นี้เรียกว่าต้องจองจำกลับยินดี 
อีกประการหนึ่ง  ท่านว่าการต้องจองจำด้วยเชือกและโซ่เป็นต้นเป็นเครื่องจองจำภายนอก  แก้ได้ง่ายและมีกำหนดเวลาพ้นโทษ  ยังมีเครื่องจองจำภายในที่แก้ได้ยาก  ไม่มีกำหนดที่จะพ้นโทษได้เมื่อไร   เครื่องจองจำนั้นคือความรัก  ความยึดติดในทรัพย์  สมบัติ ในบุตร ภรรยา  สามี  ดังคำโคลงในโลกนิติว่า
          มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว                  พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ                            หน่วงไว้
ภรรยาเยี่ยงบ่วงปอรึงรัด                    มือนา
สามห่วงใครลืมได้                              จึงพ้น   สงสาร
รวมความว่าทรัพย์สมบัติ  บุตร  ภรรยา และสามี  เป็นบ่วงแต่ละอย่างที่ผูกจิตไว้เพื่อทำให้มนุษย์ติดอยู่  บางคนเจ็บหนักไม่มีหวัง  จะรอดยังเป็นห่วงเรือรั่ว  เครื่องตะเกียงลานเสียยังไม่ได้แก้  มีผู้บอกให้นึกถึงบทพุทธคุณว่า  อะระหัง  ๆ  กลับได้ยินว่า อะไรหาย ๆ ก็มี  ทั้งหมดนี้ชื่อว่าต้งอจองจำกลับยินดี
๑๑.สู้ไพรีไม่หาอาวุธ
ผู้ที่เป็นคู่ควรหรือเป็นข้าศึกศัตรูต่อกัน  คอยหาโอกาสทำลายล้างผลาญกัน ชื่อว่าไพรี  การที่บุคคลคิดจะต่อสู้ไพรีเพื่อได้ชัยชนะ  แต่ไม่หาอาวุธหรือเครื่องมือไว้ป้องกันตัว  จะเอาชนะไพรีได้อย่างไร  ท่านกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า บุคคล  ๔  จำพวกคือ
          ๑.คนที่ไม่บำเพ็ญประโยชน์แต่ริหากัลยาณมิตร
          ๒.ไม่มีพรรคพวกยังต้องการเดินทางกันดาร
          ๓.ไม่มีภูมิรู้แต่อยากแถลงข้อความในที่ประชุม
          ๔.ไม่มีศาสตราวุธ  ยังอุตริอยากรบ
ความหวังของคน  ๔  จำพวก  นอกจากไม่อาจสมปรารถนา  แล้วยังจะกลับเป็นผลร้ายแก่ตนเองเสียอีก  การสู้รบกับข้าศึกศัตรูภายนอก  จะต้องเตรียมอาวุธไว้ฉันใด  การปฏิบัติธรรมเพื่อนำชัยชนะมาสู่ตัว  ก็ต้องเตรียมอาวุธไว้ฉันนั้น  ทางธรรมท่านกล่าวว่าสัตว์โลกถูกรุมสู้กับด้วยศัตรู  ๔  เหล่า คือ
          ๑.โลกถูกตัณหาก่อขึ้นมา
          ๒.ถูกความตายสู้ขัดขวาง
          ๓.โลกตั้งอยู่แล้วบนกองทุกข์
          ๔.ถูกชราห้อมล้อมไว้
รวมความว่า  สัตว์โลกอยู่ในอำนาจของศัตรู  ๒  จำพวก คือ  ๑.ศัตรูคือกิเลสคอยก่อกวนความสงบสุข ทำให้เร่าร้อนอยู่เสมอ ๒.ศัตรูคือความเจ็บและความตายคอยเบียดเบียน ขัดขวางและตัดรอนทอนกำลังอยู่เสมอ
อาวุธที่จะนำมาสู้รบกับศัตรู  ๒  จำพวกนี้  พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายอย่าง   แต่ที่เป็นสาธารณะทั่วไปนั้นคือ ปัญญา  ดังบาลีว่า  “โยเธถะ  มารัง  ปัญญาวุเธนะ  แปลว่าท่านทั้งหลายพึงรบกับมารด้วยอาวุธคือปัญญา”  ดังนี้
ด้วยเหตุนี้ผู้จะรบกับศัตรูหรือมาร ในทางธรรมปฏิบัติพึงเตรียมอาวุธคือปัญญาไว้  ปัญญาที่จะได้มานั้นมีอยู่  ๓  ทาง คือ
          ๑.ปัญญาเกิดจากการได้ยินได้ฟังหรือการศึกษาเล่าเรียน
          ๒.ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา
          ๓.ปัญญาเกิดจากการเกิดจากการอบรม คือการทดลองหรือปฏิบัติตามที่ได้ยิน ได้ฟังและคิดพิจารณาแล้ว
ผู้ที่จะเอาชนะกิเลส  แต่ไม่แสวงหาปัญญาไว้ ชื่อว่า “สู้ไพรีไม่หาอาวุธ”
๑๒.ไม่หยุดไม่ถึงพระ
ในบรรดาปัญหาทั้ง ๑๒ ข้อ  ข้อสุดท้ายนับว่าเป็นข้อสำคัญหรือเป็นหัวใจของปัญหาทั้ง ๑๑ ข้อนั้นก็ได้  เพราะปัญหาทั้ง 11 ข้อที่กล่าวมาแล้ว โดยความมุ่งหมายก็เพื่อเป็นคติเตือนใจ ให้บุคคลละความชั่วทั้งหมดนั้นเอง คำว่าพระ ในที่นี้หมายถึงตัวพุทธศาสนานั้นเอง คำว่า พระพุทธศาสนา จะขอรวมกล่าวความหมายโดยย่อว่า ได้แก่ความสงบ
ท่านแสดงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาว่า น้ำมหาสมุทรย่อมาจากแม่น้ำสายต่างๆ แต่เมื่อว่าโดยรสแล้วมีอยู่รสเดียวคือ รสเค็ม เท่าน฿น ความหลุดพ้นเป็นรสแต่อย่างเดียว   วิมุติ   หมายถึงความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองหรือเครื่องกังวลเดือดร้อนต่าง ๆ ย่อมมีมากน้อยได้ตามสมควรแก่การปฏิบัติ ผู้ใดเข้าถึงชั้นหลุดพ้นโดยนิบปริยาย คือโดยสิ้นเชิง ไม่มีกิเลสที่จะก่อการให้เกิดความเดือดร้อนอีก นั่นคือความสงบ และนั่นคือจุดหมายคั่นสุดท้ายของพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ย่อมจะได้รับความสงบสุขตามสมควรแก่ข้อปฏิบัติ ผู้ใดสามารถเข้าถึงความสงบสุขอย่างแท้จริงไม่กลับ กลายเป็นความทุกข์อีก ผู้นั้นชื่อว่า เข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ ตรงกันข้ามผู้ที่ กล่าวนับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่หยุดคือไม่ละเว้นความชั่ว ผู้นั้นหาได้ชื่อว่า นับถือพระพุทธศาสนาหรือเข้าถึงพระแล้วไม่ พึงเห็นพระองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง มีเรื่องเล่าว่า โจรองคุลิมาลฆ่ามนุษย์เสียมากต่อมาก จนจำไม่ได้ว่าจำนวนเท่าใด จึงต้องตัดเอานิ้วร้อยเป็นพวงมลัย จึงได้ชื่ออย่าวนั้น วันหนึ่งพระพุทธศาสดาเสด็จไปโปรด พอองคุลิมาลเห็นแปลกใจที่พระสมณะโคดมเสด็จมาแต่ลำพัง และนึกดีใจที่ได้นิ้วมนุษย์มาร้อยเป็นพวงมาลัยเมอีก จึงเดินรื่เข้าไปหา แม้จะพยายามก้วเท่าไรก็ไม่ทัน ถึงกับวิ่งก็ยังไม่ทันอยู่อีกจึงได้ร้องตะโกนไปว่า”สมณะหยุดก่อน” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว ท่านต่างหากยังไม่หยุด”   องคุลิมาลไม่เข้าใจจึงทูลถามต่อไปว่า “ท่านเดินไปอยู่ แต่ยังกล่าวว่าหยุดแล้ว  ส่วนข้าพเจ้าหยุดแล้ว แต่กล่าวว่าไม่หยุด  ท่านหมายความว่าอย่างไร ?”  พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า “ดูก่อนองคุลิมาล  เราเลิกเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายแล้ว  เราวางศาสตรา อาวุธแล้ว  ส่วนท่านสิ ยังเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่  ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย  เราจึงชื่อว่าหยุดแล้ว  ท่านชื่อว่ายังไม่หยุด”
ด้วยพุทธโอวาทเพียงเท่านี้องคุลิมาลซาบซึ้งในความหมาย  จึงวางศาสตราอาวุธ และยอมตนเป็นศิษย์ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  เมื่อท่านพยายามปฏิบัติตามพุทธโอวาทอยู่  ต่อมาไม่ช้านานก็ได้บรรลุพระอรหันต์คือ วิมุตติ  หลุดพ้นจากกิลเสความเศร้าหมองทั้งปวง  ได้รับความสงบสุข  ไม่มีความสุขใดจะยิ่งกว่า  ถึงกับเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานใจเสมอ  ดงัที่ท่านสุชีโวภิกขุถอดเป็นคำกลอนไว้ในหนังสือ “ใต้ร่มกาสาวพัสตร์” ว่า
ผู้เอยผู้ใด
ลำพองใจประมาทมาก่อน
แต่กลับตัวได้ไม่นิ่งนอน
ถ่ายถอนชั่วช้าสร่างซาไป
ผู้นั้นเหมือนจันทร์วันเพ็ญ
ลอยเด่นดูงามอร่ามใส
ไม่มีเมฆบังหมองเท่ายองใย
ส่องหล้าทั่วไปสว่างเอย
นี่คือความหมายของปริศนาธรรมข้อสุดท้าย
ความตายห้ามไม่ได้
เกิดมาพากันตายเหมือนหมายมั่น
ทั่วทุกท่านอย่าหวังว่ายังอยู่
การเกิดตายคู่กันเหมือนคันคู
ตรึกตรองดูให้แจ้งแห่งเกิดตาย
          เกิดทุกวันตายทุกวันมันแน่นัก
เกิดก็มากตายก็มากออกหลากหลาย
มีแต่เกิดอย่างเดียวไม่มีตาย
อย่าได้หมายว่ามีที่อยู่เลย
          โลกต้องแยกแตกดับเพราะคับคั่ง
โลกต้องพังย่อยยับดับแน่เอ๋ย
เพราะฉะนั้นจึงต้องตายไปตามเคย
มาลงเอยก็คือตายวายชีพเอย

ที่มา : คัดจาก  “คติธรรมคำกลอน”   (พิมพ์แจกในงานทำบุญอายุครบ  ๖๐  ปี
         พระครูดิตถารามคณาศัย) โรงพิมพ์ประยูรวงศ์  ธนบุรี  ๒๕๐๐ หน้า  ๑๘ - ๔๑

การใช้เนื้อหาของเพลงประกอบคำบรรยาย

ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่โง่          เเต่ถ้าฟังโปเตโต้ ถึงมีรักเเท้เเต่ก็ดูเเลไม่ได้
ฟังธรรมะแล้วจะทำให้ใจสบาย แต่ถ้าฟังแอมฟายจะบอกว่ามารักทำไมตอนนี้
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ตาใส่เเจ่ม   เเต่ถ้าฟังบอดี้เเสลม มักจะโทษว่าความรักทำให้คนตาบอด
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เพ้อเจ้อ      เเต่ถ้าฟังพีชเมกเกอร์ จะละเมอถึงเเต่เรื่องบนเตียง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ปากเราติดดิสเบรก  เเต่ถ้าฟังเบิร์ด-เสก ถึงอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจเราไม่ชอกช้ำ           เเต่ถ้าฟังไอน้ำ จะชอกช้ำเพราะรักคนมีเจ้าของ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เหงาหงอย         เเต่ถ้าฟังเสนาหอย จะเเอบเหงาคนเดียว
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่งมงายในความ
เชื่อเเละศรัทธา   เเต่ถ้าฟังทาทา มักจะพูดว่า ไอ บีลีฟๆ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้รักกันอย่างไม่ต้องนอนละเมอ   เเต่ถ้าฟังไฮเปอร์ มักจะเจอรักแท้ในคืนหลอกลวง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจไม่เน่าเสีย          เเต่ถ้าฟังนัท มีเรีย มักจะโทษว่า รักไม่ช่วยอะไร
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้รักกันจนสิ้นชีวิน     เเต่ถ้าฟังเอนโดรฟิน เเล้วจะบอกว่า ถ้าเขามาฉันจะไป
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราไม่คุยโม้                       เเต่ถ้าฟังโปเตโต้ จะถูกต่อว่าปากดีนะเรา
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เรามีสุขเมื่ออยู่ด้วยกัน       แต่ถ้าฟังน้องพั้นซ์ เพียงเเค่วางมือบนบ่า น้ำตาก็ไหล่
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราเจอคนดีเสมอ               เเต่ถ้าฟังไฮเปอร์ มักจะเจอผู้ร้ายคนใหม่
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราเข้าใจกัน                      เเต่ถ้าฟังน้องพั้นซ์ บอกได้คำเดียวว่า ยิ่งกว่าเสียใจ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เรารักกันยิ่งกว่าชีวิน         เเต่ถ้าฟังเอนโดรฟิน จะเป็นได้เเค่เพื่อนสนิท
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้จิตใจใสเเจ่ม       เเต่ถ้าฟังว่าน วงเเพลม จะตัดพ้อต่อว่า ไม่บอกให้รู้สักเรื่องได้ไหม
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เเรด                เเต่ถ้าฟังบิ๊กเเอส มักจะเล่นของสูง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่หยิ่งยะโส       เเต่ถ้าฟังติ๊ก ชีโร่ จะโอหังว่า รักไม่ยอมเปลี่ยนเเปลง
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้จิตใจเปล่งปลั่ง    เเต่ถ้าฟังอาหรั่ง จะคุ้มคลั่งว่า ทำบ้า....ทำบ้าอะไร
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ดีที่ใจมิใช่เพียงเเค่หน้าตา     แต่ถ้าฟังปนัดดา ก็จะรู้เพียงว่า ขอเป็นคนเลวที่รักเธอ
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจไม่สั่นคลอน            แเต่ถ้าฟังสุนทราภรณ์ เเล้วเธอจะรู้สึก!!
ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เปลืองเเรง     เเต่ถ้าฟังพรศักดิ์ ส่องเเสง จะเปลืองเเรง เพราะมีเมียเด็กต้องหมั่นตรวจเช็คใครโทรมา
+ ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้สอบผ่านทุกๆ ปี     เเต่ถ้าฟังเเอน สุชาวดี มักจะติดร.วิชาลืม
 
***คติ***
ไม่มีใคร!! มีค่าพอที่คุณจะต้องเสียน้ำตาให้ เพราะ.....
คนที่มีค่าพอสำหรับคุณนั้น ย่อมไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้อย่างเด็ดขาด....

การตั้งตนไว้ชอบ(กล่าวโดยสรุป)

การตั้งตนชอบคืออะไร?
การตั้งตนชอบ
                                                                ๏ ต้องตั้งตน กายใจ ในทางถูก
                                                                เร่งฝังปลูก ตนไว้ ให้ถูกหลัก
                                                                เมื่อตัวตน ยังมี เป็นที่รัก
                                                                ควรพิทักษ์ ให้งาม ตามเวลา.
                หมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ด้วยความถูกต้องและสุจริต อยู่ในสัมมาอาชีพ มีแผนการที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นด้วยความไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อม และมีความอดทนไม่ละทิ้งกลางคัน
ขยายความมงคลข้อที่ ๖ 
                การตั้งตนไว้ชอบ  ก็เป็นอุดมมงคล  ผู้ที่ปรารถนาความดีงาม  และความสำ
เร็จในชาตินี้และชาติหน้า  มีการเกิดในสุคติโลกสวรรค์   และบรรลุมรรค ผล นิพพาน  ย่อมตั้งตนไว้ชอบ  ประกอบ
                แต่สุจริตธรรม  สัมมาปฏิบัติ  มีศรัทธาเลื่อมใส  เจริญทาน  ศีล  ภาวนา  อยู่เป็นนิตย์  เพราะฉะนั้นผู้ที่ตั้งตนไว้ชอบ  ก็คือผู้ที่ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลายนั่นเอง  การตั้งตนไว้ชอบจึงเป็นอุดมมงคลเพราะเป็นเหตุให้พ้นอบาย  และสำเร็จมรรค ผล นิพพาน  ดังเรื่องของโจรห้าร้อย  ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่เที่ยวโจรกรรม  ดักปล้น
                ชาวบ้านเลี้ยงชีวิต ต่อมาชนทั้งหลายเป็นอันมากรวมตัวกันจะจับโจร  พวกโจรก็หนีเข้าป่าไป  เมื่อเข้าไปในป่าได้พบ
ภิกษุรูปหนึ่ง  จึงเข้าไปนมัสการวิงวอนขอให้ท่านช่วย  ภิกษุรูปนั้นก็บอกให้รักษาศีล  เพราะศีลเป็นที่พึ่งอันประเสริฐในโลกหน้า  โจรทั้งหมดก็พากันยินดีรับศีลจากภิกษุรูปนั้น  แล้วพากันลาไป  ชาวบ้านทั้งหลายติดตามมาทัน  จึงช่วย
                กันฆ่าโจรตายหมด  ด้วยอานิสงส์แห่งศีลที่พวกโจรรักษา  ตายแล้วได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองงดงาม มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวาร  ได้เสร็จสุขอยู่ในวิมานนั้น  นี่ก็เพราะการตั้งตนไว้ในศีล   ในเวลาใกล้ตาย   การตั้งตนไว้ชอบ  จึงเป็นอุดมมงคลอย่างนี้
 การตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ (อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ)
                ตั้งตนให้ชอบ ประกอบใจให้ถูก      ตั้งตนชอบ หมายถึง การตั้งเป้าหมายชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมไว้ให้ถูกต้องแล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้นด้วยความระมัดระวัง
                ผู้ที่รักความก้าวหน้าทั้งหลาย จึงจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายชีวิตให้ถูกต้องก่อน จากนั้นจึงไปเสาะแสวงหาความรู้ความสามารถ พากเพียรพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้องนั้นให้ได้โดย             ปฎิบัติตามหลักอริยมรรค ๘ ประการคือ
๑. สัมมาทิฐิ มีความเห็นถูกต้องเป็นเบื้องต้น
๒. สัมมาสังกัปปะ มีความคิดรอบคอบถี่ถ้วน
๓. สัมมาวาจา เจรจาหรือพูดแต่สิ่งที่ดีๆ
๔. สัมมากัมมันตะ ทำในสิ่งที่ถูกต้องที่ดีงาม
๕. สัมมาอาชีวะ ดำเนินชีวิตในทางที่ดี
๖. สัมมาวายามะ เพียรพยายามบากบั่นในสิ่งที่ดีๆ
๗. สัมมาสติ มีสติอยู่ตลอดเวลา
๘. สัมมาสมาธิ ดำรงจิตใจให้มั่นคงไม่ให้หวั่นไหว

อานิสงส์การตั้งตนชอบ
                ๑. เป็นผู้ที่สามารถพึ่งตนเองได้                                                                             
                ๒. เป็นผู้ที่ไม่ประมาท 
                ๓. เป็นผู้เตรียมไว้ดีแล้ว 
                ๔.เป็นผู้มีโชคอำนวยในทุกที่ทุกสถาน 
                ๕.เป็นผู้บูชาพระรัตนตรัยอย่างสูงสุด 
                ๖.เป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ 
                ๗.เป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง 
                ๘.เป็นผู้ป้องกันภัยในอบายภูมิ 
                ๙.เป็นผู้มีแก่นคนสามารถตักตวงประโยชน์จากชีวิตได้เต็มที่ 
                ๑๐.เป็นผู้ได้รับสมบัติทั้ง ๓ โดยง่าย คือ มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ