วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คติธรรมที่ได้จากประเพณีการทำศพ

การตาย  วัฒนธรรมไทยพุทธทุ่งสง    ครูสมเกียรติ  คำแหง
         ประเพณีการตายของชาวไทยพุทธในภาคใต้ซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่ก่อนๆ ได้กระทำกันเป็นพิธีรีตองอย่างพิถีพิถันมาก  ผิดกับการกระทำในปัจจุบัน  และแต่ละถิ่นอาจมีส่วนปลีกย่อยต่างกันบ้าง  แต่ส่วนใหญ่จะตรงกัน  เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีสืบต่อกันมาแต่โบราณ
        ถือกันว่าการตายเป็นเรื่องอัปมงคล  เป็นเสนียดจัญไร  ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้มีผีดุร้ายกลับมาอาละวาดหลอกหลอนหรือก่อเหตุร้ายขึ้นได้  ในที่นี้จะกล่าวชี้ให้เห็นว่าแต่ละขั้นตอนกระทำอย่างไรบ้าง  รวมทั้งความเชื่อและเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น
 1.  พิธีดอย                      
                ถ้ามีการตายลง    บ้านเรือนใด   เจ้าภาพต้องเชิญผู้ที่มีความรู้ในทางเวทมนต์หรือหมอผีมาร่ายโองการเสกทำน้ำมนต์ขับไล่ผีสางรังควาน  ประพรมน้ำมนต์ที่ซากศพ  เพื่อป้องกันมิให้ผีดุร้ายอาละวาดหลอกหลอนทำให้เดือดร้อนรำคาญ  เรียกว่าทำ  “พิธีดอย”  พิธีเข้าใจว่าเกิดขึ้นจากความกลัวผี  ด้วยเชื่อกันว่าผีอาจให้คุณให้โทษได้นานาประการ
                  ในบางท้องถิ่นยังเอา  “ลูกพันธุ์”  มาวางไว้ข้างศพเป็นปริศนาธรรม  ดังปรากฏตามหนังสือเฉลยปริศนาธรรมของนายเลียบ  ประพันธ์เป็นคำกลอนว่า  “เมี่อคราวศพหลบหลับอยู่กับที่  ปิดภูษีมิดชิดคิดสงสัย  เอาลูกพันธุ์มาแนบกายผู้วายปราณ  จะบรรหารบอกเล่าให้เข้าใจ  คำว่าพันธุ์นั้นสืบต่อจากพ่อแม่  เป็นเที่ยงแท้มั่นคงไม่สงสัย  ให้ดูข้างพันธุ์พ่อแม่มาแต่ไร  ไม่มีใครรอดพ้นสักคนเลย  แต่ล้วนกายแตกดับจิตกลับหาย  ยังแต่กายตั้งกลิ้งนอนนิ่งเฉย  ไม่มีใครนึกรักสักคนเลย  ตั้งหน้าเฉยเกลียดชังทั้งหญิงชาย  คิดแต่จะให้พาไปป่าเปรว  เป็นคนเหลวทรามใหญ่นึกใจหาย  น่าสมเพชเวทนาแก่ร่างกาย  เกิดมาได้เป็นมนุษย์วิสุทโธ  เพราะมีศีลห้าประจำจึงล้ำเลิศ  ได้มาเกิดเป็นมนุษย์วิสุทธิ์โส  ขณะได้พบลาภยิ่งสิ่งบุญโต  มากลับโซเปื่อยเน่าไม่เข้าการ  ท่านทำมาเพื่อให้รู้อยู่ทั่วกัน  เราเป็นพันธุ์ปลดปลงในสงสาร  ตลอดถึงเผ่าพงศ์ในวงศ์วาน  อยู่ไม่นานถึงตายได้ทุกคน ”  (ดู  ลูกพันธุ์)
  2.  การอาบน้ำศพ
                เมื่อทำพิธีดอยเสร็จแล้วก็อาบน้ำศพ  โดยเอาขมิ้นกับดินเหนียวดำเคล้าให้เข้ากันแล้วเอาน้ำร้อน  น้ำเย็น  น้ำมะพร้าว  มาประสมเพื่ออาบชำระศพให้สะอาด  การอาบต้องทำให้  “ครบสิบสอง”  คือ ครบสิบสองภาชนะที่ตัก  เช่น  ถ้าตักด้วยขันก็ให้ครบสิบสองขัน  การอาบน้ำจะทำเฉพาะลูกหลานเป็นการภายในเท่านั้น  ถ้าลูกหลานจะช่วยขัดถูทำความสะอาดศพก็ทำกันในระหว่างนี้  นอกจากเวลานี้แล้วไม่มีการรดน้ำศพกันอีก
                การที่ต้องเอาขมิ้นมาผสมกับดินและน้ำร้อนน้ำเย็นนั้น  เพื่อแทนธาตุสี่คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  โดยเชื่อว่าตัวเรานี้คือธาตุสี่มีขึ้นก่อนแล้วดวงจิตจรมาอาศัยอยู่  พอร่างกายแตกดับจิตก็จากเร่ร่อนไปตามกรรม  น้ำมะพร้าวจึงเป็นเครื่องแทนจิตที่อาศัยอยู่ในร่าง  ส่วนที่ต้องอาบให้ครบสิบสองนั้น  เล่ากันว่าเป็นปริศนาธรรม  หมายถึง  อายตนะ 12  อันประกอบด้วย  อายตนะภายใน ได้แก่  จักษุ  โสต  ฆาน  ชิวหา  กาย  ใจ  และอายตนะภายนอก ได้แก่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์  เมื่อทั้งอายตนะภายในและอายตนะภายนอกได้ประจบกันเป็น 12  ก็จะก่อให้เกิดนาบุญและบ่อบาปติดตัวทุกคนไป  การอาบน้ำสิบสองจึงเป็นการเตือนให้ระลึกถึงหลักธรรมอันนี้
                บางท้องถิ่นเอาใบมะกรูด  ใบมะนาว  และรากสะบ้า  มาตำกับขมิ้นทาศพ  ในแง่หนึ่งก็เพื่อดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคบางอย่าง  เพราะรากสะบ้ามีพิษเมา  (โบราณเอามาตำเพื่อสระผมขจัดรังแคและฆ่าตัวเหาได้)  แต่ในแง่ปริศนาธรรมว่า  รากสะบ้านั้นเป็นนิมิตหมายถึงความหลง  ความไม่รู้จริง  (อวิชชา)  ที่มนุษย์ยึดถือเป็นอุปาทาน  ทำให้หลงใหลเป็นบ้าในอารมณ์  เช่น  หลงในอายตนะภายนอกทั้งปวง  จึงเตือนให้รู้ความจริงข้อนี้
 3.  การป้องกันมิให้ศพเน่าเร็ว  และการตกแต่งศพ
                เมื่ออาบน้ำศพเสร็จแล้ว  ยกศพให้นั่งเงยหน้ากรอกน้ำผึ้งรวงกับการบูรลงไปในท้องมากๆ  (ใช้ยอดกล้วยทำเป็นหลอด)  เพื่อป้องกันมิให้ศพเน่าเร็ว  แล้วจัดการตกแต่งให้แก่ศพ  คือ  หวีผมกลับมาข้างหน้า  เมื่อหวีเสร็จแล้วให้หักหวีทิ้งลงในโลง  การหักหวีก็เพื่อให้ผู้ที่ยังอยู่  คิดหักจิตหักใจ  ไม่ต้องเศร้าโศกอาลัย  ให้ตระหนักว่าเมื่อมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดา  การหวีผมไปข้างหน้าก็เพื่อให้เห็นว่าเมื่ออยู่กับเมื่อตายแล้วจะมีสภาพเป็นตรงกันข้าม  เป็นอนิจจังทุกขัง  ไม่สวไม่งาม
                วิธีจัดนุ่งห่มให้ซากศพนั้น  โดยมากใช้ผ้าที่ผู้ตายชอบใช้นุ่งห่มประจำ  หรือผ้าขาวก็ได้  ทำชายพกไว้ข้างหลัง  โจงกระเบนไว้ข้างหน้า  หรือนุ่งไม่โจงกระเบนก็ได้  การกระทำเช่นนี้ก็เป็นปริศนาธรรมเช่นเดียวกับหวีผมไปข้างหน้า  บางท้องถิ่นใช้ผ้านุ่งเพียง 1 ศอกปิดไว้เพียงข้างหน้า  ผ้าห่มก็กว้างยาวเพียง 1 ศอกเท่านั้น  เพื่อแสดงว่ามนุษย์นี้เกิดมาแล้วอายุไม่ยืนยาว  อายุสั้นพลันตาย  ควรรีบประกอบกรรมดีไว้ให้มาก  อย่าประมาท
 4.  การผูกศพ
                เมื่อนุ่งห่มให้ซากศพแล้ว  เอาด้ายขาวผูกกรองมือ  กรองเท้าแล้วโยงไปผูกไว้กับคอ  การผูกศพโดยผูกกรองมือเท้าและคอเป็นปริศนาธรรม  หมายถึง   บ่วง  3  ได้แก่  บุตร  ทรัพย์  และภรรยา  ตรงตามคำบาลีว่า  ปุตโต  คีเว  (บุตร  คือ  บ่วงผูกคอ)  ธนัง  ปาเท  (ทรัพย์  คือ  บ่วงผูกเท้า)  ภริยา  หัตเถ  (ภรรยา  คือ  บ่วงผูกมือ)  ตรงกับบทประพันธ์ว่า
               “มีบุตรดุจบ่วงคล้อง            คอกระสัน  อยู่ฮา
         ทรัพย์ผูกบาทาพัน               แน่นไว้
         ภร���ยาเยี่ยงบ่วงขัน              ขึงรัด  มือพ่อ
         ใครตัดสามบ่วงได้               จึ่งพ้น  สงสาร” 
       เอาดอกไม้ธูปเทียน  ซองหมากพลู  ใส่มือให้  เชื่อว่าจะได้นำไปบูชาพระจุฬามณี  อันเป็นพระธาตุเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุพระพุทธเจ้าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  หรือเพื่อแสดงว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา
                ถ้าเป็นศพคนที่มั่งมีเงินทอง  มักเอาแหวนทองรูปพรรณใส่ปากศพ  หมายถึงว่า  ทรัพย์สมบัติเป็นของกลางสำหรับโลกแม้จะปกครองได้ก็ชั่วคราว  เมื่อตายแล้วใส่ปากให้ก็เอาไปไม่ได้  ติดตัวไปได้ก็แต่บุญกุศลเท่านั้น  (แต่ผู้สาให้เชื่อว่าเอาไปได้)  บางท้องถิ่นใช้ใบพลูปิดหน้าศพ  แต่บางรายที่มีฐานะดีอาจใช้ทองปิดหน้าศพ  โดยนัยธรรมะ  ถือว่าการตายเท่ากับถูกแผ่นดินกลบหน้าให้คนที่ไม่ตายถือเป็นคติรีบสร้างกุศล
                แหวนหรือทองรูปพรรณที่ใส่ปากศพนั้นเป็นของเสียสละเจ้าภาพมิได้คิดเอาคืน  มักตกแก่สัปเหร่อ  สัปเหร่อบางคนควักเอาแหวนจากปากศพแล้วใส่เข้าปากตนทั้งที่มีน้ำเน่าน้ำหนองถือว่าเป็นธรรมเนียมของสัปเหร่อที่ต้องไม่รังเกียจแก่ศพ  หากมิทำเช่นนั้นจะเอาของชิ้นนั้นมิได้   จะเป็นอุบาทว์จัญไร  ทำมาหากินไม่เกิดผล  บางรายอาจนำมาทำความสะอาดแล้วส่งคืนให้เจ้าภาพ  ถ้าเจ้าภาพต้องการจะเอาไว้ก็เอาเงินหรือสิ่งของอย่างอื่นแลกแล้วแต่จะตกลงกัน
 5.  การตราสัง
                เมื่อกรองมือเท้านุ่งห่มเสร็จแล้ว  เอาผ้าขาวห่อศพทบไปมาหลาย ๆ  ชั้น  ผูกตราสังด้วยด้ายขาวเปลาะ ๆ ให้แน่นหนาตั้งแต่หัวจรดเท้า  แล้วจึงนำศพใส่โลง
                การตราสังแน่นหนานั้นเพื่อว่าเมื่อเผาแล้วศพจะได้ไม่อ้ามืออ้าแขนเป็นที่น่ารังเกลียด  นอกจากนั้นบางกลุ่มชนยังเชื่อว่าการตายเหมือนการนอนหลับ  ดวงวิญญาณยังอยู่ในร่างนั้น  อาจจะลุกขึ้นมาหลอกหลอน  จึงได้มัดแข้งมัดขาเพื่อมิให้ลุกขึ้นมาได้  ถ้าเป็นยุคที่นิยมฝังศพ  เมื่อนำไปกลบหรือฝังแล้ว  ก็ยังนำหินก้อนใหญ่ ๆ มากองทับอย่างแน่นหนาจนแน่ใจว่าจะลุกขึ้นไม่ได้ต่อไปอีก
  6.  การทำโลงศพ
                โลงศพทำให้ปากโลงผายกว่าก้นเล็กน้อย  แล้วเอาดินเหนียวมาตำผสมกับใบบอนและใบฝรั่ง  เพื่อให้เหนียว  ยาตามแนวก้นโลงและข้าง ๆ เพื่อกันมิให้น้ำเน่าน้ำหนองไหลซึมออกมาได้  แล้วเอาปูนขาวผสมด้วยสิ่งที่ดูดซึมได้โรยรองไว้อีกทีหนึ่ง  (นิยมใช้ขี้เลื่อยใบฝรั่งตำ  เป็นต้น  ใบฝรั่งจะช่วยแก้กลิ่นเหม็นได้บางส่วน)
                ต่อจากนั้นก็เอาไม้รอด 4 อัน  ตอกตั้งขวางไว้ในโลงบางท้องถิ่นเรียกว่า  “ไม้ก้านดอง”  บางท้องถิ่นเรียกว่า  “ไม้ข้ามเล  (ทะเล)”  ซึ่งหมายถึงเครื่องข้ามโอฆะ  4  อัน  ได้แก่  กามโอฆะ  ภวโอฆะ  ทิษฐิโอฆะ  และอวิชชาโอฆะ  แล้วเอาฟาก  7  ซี่วางลงบนไม้รอด  ฟาก  7  ซี่นั้นต้องถักด้วยเชือกเป็น  3  แห่ง  และจะกรองกลับไปมาเหมือนอย่างที่กรองกันธรรมดาไม่ได้  เชือกที่กรอง  3  เปลาะนั้น  หมายถึง  พระสูตร  พระวินัย  และพระปรมัตถธรรม  รวมความว่าเครื่องเหล่านี้เป็นเครื่องข้ามโอฆะ  ที่ห้ามไม่ให้กรองกรองฟากกลับไปกลับมาก็เพื่อไม่ให้กลับไปเกี่ยวพันกับโลกอีก
                เมื่อเอาศพบรรจุลงในโลงนั้น  ต้องนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมเสีย  1  เตียง  (จบ)  เรียกว่า  “สวดหน้าศพ”  หรือ  “สวดหน้าไม้” 
                 7.  การตั้งศพ - การสวดศพ
                เมื่อเอาศพลงหีบแล้ว  ถ้ามีความประสงค์จะตั้งศพไว้ที่บ้านเพื่อความสะดวกต่อการทำบุญให้ทานต่อหน้าศพ  ก็จัดสถานที่ที่ตั้งศพ  ที่พระสวด  ที่พักพระ  ที่พักแขกไปมาในงาน
                ที่ตั้งศพมีฐานวางศพ  2-3  ชั้น ถ้าเป็นไปได้นิยมจัดให้ศพหันศรีษะไปทางทิศตะวันตก  ถ้าทำไม่ได้อาจหันไปทางทิศอื่น  (แต่จะต้องไม่จัดให้ที่พระนั่งสวดอภิธรรม  โต๊ะหมู่พระพุทธรูป  และที่แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ทางปลายเท้าศพ)  จัดแจกันปักดอกไม้  พานดอกไม้  เชิงเทียน  วางถัดกันไป  ตั้งผ้าโยงที่บูชาพระให้ผู้ตายตรงหน้าศพ  และตั้งโต๊ะหมู่สำหรับพระพุทธรูป
                การตั้งศพทำบุญที่บ้านนั้นโดยมากเป็น  3  วัน  7  วัน  มีเทศน์และสวดพระอภิธรรมในเวลากลางคืน  การนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมจบหนึ่งเรียกว่า  1  เตียง  ถ้าคืนใดสวด  3  จบก็เรียกว่า  3  เตียง  แต่ละเตียงนิมนต์พระภิกษุสามเณร 4 รูป บางถิ่นนิมนต์ชีมาสวดในบางจบหรือบางเตียง และบางทีหลังจากพระสวดแล้วอาจมีฆราวาสสวดคฤหัสถ์ ซึ่งเรียกว่า สวดมาลัย ”  (ดู สวดมาลัย) ในช่วงดึก
   8. การประโคมงาน
                ถ้าจะมีดนตรีประโคมงานศพ ชาวภาคใต้จะใช้ กาหลอ ซึ่งประกอบด้วยกลองแขก 2 ใบ ฆ้องโหม่ง 1 ใบ ปี่ห้อ 1 เลา ใช้ประโคมตั้งแต่คืนแรกจนตลอดงาน โดยปลูกโรงกาหลอให้อยู่เป็นเอกเทศ คณะกาหลอมีคนประจำเครื่อง 3 คน กินอยู่หลับนอนในโรงนั้นเสร็จ  ถ้ามีธุระจำเป็นจะออกจากโรงต้องให้เหลือคนเฝ้าโรงอยู่อย่างน้อย 1 คน จะทิ้งโรงไปหมดไม่ได้ คณะกาหลอมีพิธิรีตองถือครูผี เช่น เริ่มจะลงมือประโคมต้องทำพิธีเบิกปากปีเสียก่อน มีดอกไม้ธูปเทียน หมาก 9 คำ ผ้าขาว 2 ผืน เงิน 6 สลึง เป็นค่าขึ้นครู เมื่อวันจะออกจากโรง (วันแห่ศพไปป่าช้า) ต้องดูทิศทางมิให้ต้องผีหลวงหรือหลาวเหล็ก ห้ามออกทางประตูโรงต้องแหกฝาโรงออกไป
                สมัยก่อนนิยมใช้วงกาหลอกันมาก อาจเพราะค่าแรงถูก (ประเมินกันตามราคาโลงศพที่เจ้าภาพทำ) และมีเสียงโหยหวนคล้ายพิณพาทย์นางหงส์  แต่สมัยปัจจุบันนิยมใช้พิณพาทย์หรือเครื่องดุริยางค์แทน เว้นแต่ชนบทยังใช้กาหลออยู่บ้าง
 9. วันเผาศพ
                การเลือกวันเผาศพ ทางภาคใต้ถือเอาวันขึ้นแรมเป็นสำคัญคือ ข้างขึ้นห้ามเผาวันเลขคี่ ข้างแรมห้ามเผาวันเลขคู่ เช่นวันขึ้น 1 ค่ำ 3 ค่ำ 11 ค่ำ หรือ แรม 2 ค่ำ 6 ค่ำ 6 ค่ำ เหล่านี้จะเผาศพไม่ได้ ถือว่าเป็น วันผีหามคน แต่ถ้าเป็นขึ้น 2 ค่ำ 4 ค่ำ 10 ค่ำ แรม 1 ค่ำ 3 ค่ำ 5 ค่ำ เป็นต้น เหล่านี้เผาได้ เรียกว่า วันคนหามผี แม้จะตรงกับวันพระหรือวันอาทิตย์ วันศุกร์หรือวันไหนๆ ก็ไม่ห้าม (ต่างกับภาคกลางที่ห้ามเผาศพในวันศุกร์)
 10.  การนำศพไปเผา
                เวลาจะนำศพออกจากบ้านต้องทำ  “ประตูพราง”   คือ  เอาไม้สี่อันทำเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทาบไว้ที่ประตูเรือนข้างนอกที่จะนำศพออกไป  ประตูพรางนี้เมื่อนำศพออกแล้วให้เอาออกทิ้งเสีย
                เมื่อเคลื่อนศพต้องให้ลูกหรือหลานคนสุดท้องของผู้ตายถือ  “ข้าวบอก”  ตามศพไปด้วย  (ดู  ข้าวบอก)  ผู้ถือข้าวบอกต้องนุ่งขาวห่มขาว  ศพที่จะนำออกจากบ้านให้เอาเท้าไปก่อน  และให้กลบลบรอยคนหรามเสียด้วย  ทั้งนี้เพื่อมิให้ผีกลับบ้านถูก  ส่วนบรรดาลูกๆ  หลานๆ  ให้เอาดินหม้อทาหน้า  เพื่อให้ผีเกลียดและจำหน้าไม่ได้
                ต้องมีพระนำศพ  เรียกว่า  “พระเบิกทาง”  เดินนำศพ  (ปัจจุบันอาจนั่งรถนำ)  และมักเลือพระเถระที่ผู้ตายรักใคร่นับถือ  มีข้าวตอกโปรยไปตลอดทางด้วย  เป็นเสมือนว่าโปรยปรายพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้แก่เวไนยสัตว์  (ปัจจุบันเปลี่ยนจากโปรยข้าวตอกมาเป็นถือพระธรรมซึ่งเป็นคัมภีร์ใบลาน)  เพื่อให้คนที่พบเห็นเกิดศรัทธาปสาทะและสำนึกในความตายอันเป็นที่สุดของสังขาร
                มีเครื่องไทยทานสำหรับถวายพระนำศพ  มีเสื่อ  หมอน  มุ้ง  ตะเกียง  ถ้วยน้ำ  คนโท  กระโถน  ถ้วยชาม  ผ้าไตร  มีดพร้า  สิ่ว  ขวาน  เป็นต้น  โดยตั้งใจอุทิศกัลปนาผลให้ผู้ตายได้รับประโยชน์ไปใช้สอยด้วย
                นอกจากนี้เจ้าภาพต้องจัดเตรียมของถวายพระเทศน์  ถวายพระบังสุกุล  ผ้าชักมหาบังสุกุล  ดอกไม้  ธูป  เทียน  เครื่องขมาศพ  หมากพลู  บุหรี่  เครื่องดื่ม  ของต้อนรับแขก  ก็ต้องเตรียมไปพร้อมสรรพ
                เมื่อศพไปถึงป่าช้าแล้ว  จะหามศพเวียนที่เผาเป็นอุตราวรรตคือเวียนซ้าย  3  รอบ  (ตรงข้ามกับเวียนทักษิณาวรรตที่ใช้กับเรื่องที่เป็นมงคล)  จึงยกศพขึ้นตั้งบนที่เผาต้องหันศีรษะของศพไปทิศตะวันตก  บางท่านอธิบายว่าการวางศพนอนหงายแล้วหันไปทางทิศตะวันตก  เป็นนัยว่าเมื่อผู้ตายเกิดใหม่ให้ได้พบกับพระอาทิตย์ในเวลาเช้า  (พบกับแสงสว่างหรือแสงธรรม)  และเกิดเป็นคติว่าคนเป็นไม่ควรนอนหันศีรษะไปทิศตะวันตก  เพราะเป็นทิศของคนตาย
    11.  ที่เผาศพ
                ที่เผาศพเดิมชาวภาคใต้นิยมทำขึ้นเป็นการชั่วคราว  ไม่มีเชิงตระกอนถาวร  ทำโดยปักเสาขึ้น  4  ต้น  มีเพดานดาดบน  เรียกว่า  “สามสร้าง”  หรือ  “สามส้าง”  (ดู  สามส้าง)  การที่เรียกสามส้างมีบางท่านอธิบายว่าเป็นปริศนาธรรม  คือ  เสาทั้ง  3  เสา  แทน  “การสร้าง”  ภพและชาติ  ส่วนที่  4  เป็นเสาพิเศษที่ให้หลุดพ้นจากการสร้าง  กล่าวคือ  เสาที่  1  หมายถึง  กิเลสตัณหา  อุปาทาน  เสาที่ ได้แก่  กรรม  (การกระทำ)  เสาที่  3  ได้แก่  วิบาก  (ผลของกรรม)  ส่วนเสาที่  4  หมายเอาพระนิพพาน  คือผู้ที่หมดกิเลสตัณหา  ลอยบุญลอยบาปได้แล้วเป็นอัพพยากตากรรม  เป็นการสิ้นภพสิ้นชาติไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
12.  การขอขมาเจ้าป่าช้า
                ข้าวบอกที่ลูกหรือหลานคนสุดท้องถือมานั้นเพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยเจ้าเปรว  (เจ้าป่าช้า)  อันมีชื่อว่า  ยายกาลี  ตากาลา  ที่เรียกว่า  “ข้าวบอก”  ก็เพราะใช้สำหรับบอกกล่าว  ประกอบด้วย  ข้าวปากหม้อ  ปลามีหัวมีหาง  สตางค์เล็ก ๆ  น้อย ๆ  ใสโถหรือถ้วย  เมื่อถึงป่าช้าก็วางไว้ข้างโลงศพ  เวลาเผาศพให้วางไว้บนเชิงตะกอนหรือบนกองฟืน
  13.  การกราบไหว้ขอขมาศพ

                การกราบไหว้ขอขมาศพ  ต้องเอาฝ่ามือออกข้างนอกเอาหลังมือประกบกัน  (ปัจจุบันเคารพกันตามธรรมดา  เว้นแต่ตามชนบทบางแห่งมีไหว้แบบหงายมืออยู่บ้าง)

ประเพณีเกี่ยวกับการตายและที่มาของการทำศพ

ในประเพณีทั้งหลายที่มีสืบทอดกันมา  จะขอกล่าวถึงประเพณีการทำศพที่เห็นว่ามีกรรมวิธีมากมายซึ่งอาจมีหลาย  ๆ  คนที่ไม่เข้าใจ  และทำตาม  ๆ  กันมาโดยไม่ทราบที่มาที่ไปของการกระทำนั้น  ๆ
            คำว่า  “ศพ“  มาจากภาษาสันสกฤต  ศว  หมายถึง  ร่างคนที่ตายแล้ว  หรือซากผี  มีคติความเชื่อว่ามีวิญญาณอยู่ในร่างกายคน  เมื่อสิ้นลมหายใจ  จะครบอายุขัยเพราะแก่ชรา  โดยภัยเบียดเบียน  หรือเหตุใดก็ตามที  เมื่อตายแล้ววิญญาณมี  ๓  ดวง  เมื่อตายแล้ว  ดวงหนึ่งจะเข้าไปสิงอยู่ในป้ายวิณณาณสำหรับลูกหลานเซ่นไหว้ในเวลาอันสมควร  อีกดวงหนึ่งไปอยู่ที่หลุมฝังศพ  สำหรับลูกหลานเซ่นไหว้เช่นกัน  อีกดวงหนึ่งไปยังยมโลกเพื่อรับรางวัลในบุญ  หรือรับโทษในบาปที่ตนก่อ
            อย่างไรก็ตาม  คนส่วนมากเชื่อกันว่า  คนที่ตายไปแล้วนั้น  ตายแต่ร่างกาย  มมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ตายแต่เปลี่ยนร่างเป็นอีกอย่างหนึ่ง  ที่เรียกกันว่า  ผี  เป็นอมนุษย์  มีทั้งผีดีและผีร้าย  ผีชั้นสูงที่เรียกกันว่า  ผีฟ้า ที่เชื่อกันว่าอยู่บนสวรรค์  ผีที่อยู่ในเมืองมนุษย์  ถ้าอยู่ตามหุบห้วยป่าดง เช่น  เทพารักษ์  เจ้าป่า  เจ้าทุ่ง  ถ้าอยู่ประจำท้องถิ่น  สำหรับบ้านเรือนจะมีพระภูมิเจ้าที่  ผีเหย้าผีเรือน  ผีปู่ย่า  ตายาย
            ดังนั้นการทำศพ  จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับผี  เกี่ยวกับผู้ตาย  จึงต้องมีพิธีกรรม  เพื่อป้องกันผีไม่ให้มาทำคนเป็นเดือดร้อน
          เหตุที่ต้องทำศพ
            ๑. ทำพิธีเซ่นไหว้  อุทิศให้แก่ผู้ตาย  ว่าผู้ตายมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงกับคนเป็น
            ๒. ปัดรังควาน  เพื่อป้องกันการรบกวน
            ๓. ทำพิธีทางลัทธิศาสนา  เพราะต้องการให้ผู้ตายได้รับประโยชน์แห่งความสุขในโลกหน้าให้มากที่สุดซึ่งทางลัทธิศาสนา จะพึงให้ได้  และเป็นการระลึกถึงพระคุณด้วยความกตัญญูกตเวที
            ดังนั้น  ความจำเป็นที่ต้องทำศพ  สุดแต่วิธีใดจะเห็นว่าเป็นเครื่องช่วยให้ผู้ตายได้รับความสุข  และเป็นเกียรติยศเชิดชูผู้ทำและผู้ตาย  ซึ่งส่งเป็นจารีตประเพณี คือ  เคยทำกันมาก่อน  และมีธรรมเนียมสืบกันมา  จารีตประเพณีจึงเป็นมรดกของบรรพบุรุษตกทอดมาถึงรุ่นเรา
            ในส่วนที่เกี่ยวกับศพ  สิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องทำคือ  การอาบน้ำ
            ตามคติโบราณถือว่าการอาบน้ำเป็นการชำระมลทินในร่างกาย  ได้แก่
            - อาบน้ำเมื่อโกนผมไฟ  เพื่อล้างผมที่โกนแล้วไม่ให้ติดตัว
            - อาบน้ำเมื่อโกนจุก
            - อาบน้ำเมื่อต่างงานเพื่อทำตัวให้สะอาดก่อนเข้าหอแต่ต่อมากลายเป็นสาระสำคัญของพิธีแต่งงาน  คือการรดน้ำสังข์
            - อาบน้ำเมื่อตาย
            การอาบน้ำศพ  คือการอาบน้ำชำระศพให้สะอาด  เมื่ออาบน้ำแล้วต้องหวีผม  หวีที่ใช้นั้นเมื่อเสร็จแล้วต้องหักทิ้ง  ใช้ผ้าขาวนุ่งให้ศพโดยเอาชายพกไว้ข้างหลัง  เมื่อนุ่งห่มเช่นนี้แล้ว  ให้นุ่งห่มตามธรรมดาทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นปริศนาธรรม  อธิบายได้ว่า  คนเราเกิดมา ตายแล้วเกิดใหม่ ทนทุกขเวทนาเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น   เมื่ออาบน้ำ  นุ่งผ้า  หวีผมให้ศพเรียบร้อยแล้ว  จะต้องปิดหน้าศพ การปิดหน้าศพใช้ขี้ผึ้งหนาประมาณครึ่งนิ้ว กว้างยาวขนาดหน้าของศพ  แผ่ปิดหน้าเหมือนปิดด้วยหน้ากาก  ในราชสำนักถ้าเป็นพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน  จะใช้แผ่นทองปิดพระพักตร์  นอกจากนี้มีกรวยดอกไม้ ธูปเทียน ใช้ดอกไม้หนึ่งดอกเทียนหนึ่งเล่ม ใส่กรวยใบตองให้ศพพนมมือถือไว้  เพื่อนำไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรรค์
            การนำเงินใส่ปากศพ  เพื่อเป็นทางให้พิจารณาว่าบรรดาทรัพย์สินที่สะสมไว้  แม้มากเท่าใดก็นำไปไม่ได้จะเอาไปได้ก็แต่กรรมดีที่ติดตามไป  แต่อย่างไรก็ตามชาวยิวก็ยังนิยมเอาเหรียญเงินใส่ปากศพ  ส่วนชาวยุโรปที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก  จะเอาเงินหนึ่งเพนนีวางไว้ตรงกระบอกตาของผู้ตาย  เพื่อเป็นค่าจ้างข้ามแม่น้ำแห่งความตาย  ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ
            การบรรจุศพ  มีทั้ง  หีบศพ  โกศ  และลุ้น การนำศพใส่โกศ  สำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้นเนื่องจากคติทางศาสนาพราหมณ์ว่า เป็นเทวดาจุติลงมาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว  พระวิญญาณจะเสด็จคืนไปสู่สวรรค์ก่อนถวายพระเพลิงจึงต้องแต่งพระสรีระให้สมกับที่เป็นเทวดา  และต้องถวายพระโกศใส่พระศพให้เหมือนประทับในปราสาท  แต่เดิมมีพระโกศเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน  ต่อมาโปรดเกล้าฯให้ใส่โกศเป็นเกรียติยศไปถึงพระศพพระมเหสี  และเสนาบดีผู้มีความชอบต่อแผ่นดิน  ปัจจุบันผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตั้งแต่ชั้นประถมมาภรณ์มงกุฎไทยขึ้นไป  ก็จะได้รับพระราชทานโกศใส่ศพ
            บุคคลธรรมดา  ใช้บรรจุศพลงในหีบศพ  และยังมีหีบศพที่เป็นหีบพระราชทานแก่ผู้สมควรได้รับพระราช-ทานซึ่งไม่ถึงขั้นที่จะพระราชทานโกศ  เช่น  หีบเชิงชาย
            ส่วน  ลุ้ง  เป็นธรรมเนียมของจีน  สำหรับใส่ศพพระจีนที่มรณภาพ  โดยมิได้จัดตามสมณศักดิ์แต่อย่างไรหากอยู่ที่ลักษณะว่านั่งตายหรือนอนตาย  ถ้านั่งตายก็ทำลุ้งให้  ถ้านอนตายก็ทำหีบใส่  เพราะไม่อยากถูกต้องแผ้วพานกับศพ  ตายเท่าใดก็คงไว้ท่านั้น  ทั้งนี้เป็นลักษณะของพระจีนที่บางรูปนั่งทำสมาธิไปจนตาย
            เมื่อบรรจุศพลงในหีบแล้ว  จะได้กล่าวถึงพิธีกรรมในงานต่อไป  เริ่มต้นเมื่อเข้าไปในงานศพ  เราจะเห็นพวงหรีด  ที่องค์หรือผู้คุ้นเคย  ญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตาย  นำไปเคารพศพ
            พวงหรีด  ต้นเหตุที่เกิดการวางพวงหรีดในงานศพเชื่อกันว่า  พวงมาลาเป็นของสูงสำหรับรัดเศียรเทวดาต่อมากลายเป็นพวงหรีดและมงกุฎฝรั่ง  อาจเป็นเพราะพวงหรีดไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนพวงมาลา  ใช้สอยได้สะดวกกว่า  กรีกและโรมันมีธรรมเนียมว่า  ถ้าผู้ใดไปรบทัพจับศึกและชนะกลับมา  ประชาชนจะสวมพวงหรีดให้เป็นเกียรติยศ  แม้ในปัจจุบัน  เมื่อจะให้รางวัลผู้แข่งขันที่ได้ชัยชนะ  ก็สวมพวงหรีดให้เป็นเกียรติยศ  แต่ของไทยสวมพวงมาลา  การสวมพวงมาลาให้แก่ผู้ตาย  ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย  ซึ่งเป็นพิธีกรรมของฮินดูในการสวมพวงมาลัยให้แก่ผู้ตาย  แต่ปัจจุบันการนำพวงหรีดไปวางหน้าศพผู้ตาย  ถือกันว่าเป็นการไว้อาลัยหรือเป็นเครื่องหมายแสดงความเศร้าโศกเท่านั้น
          การตามไฟหน้าศพ  เป็นพิธีกรรมทางฮินดู  แต่เดิมไฟนั้นใช้น้ำมันมะพร้าวใส่กะลามะพร้าว  ใช้นมไม้ทองหลางร้อยด้ายเป็นไส้  บางทีใส่เกลือด้วย  มีภาชนะบรรจุข้าวเปลือกกรองรับตะเกียงกะลามะพร้าว  เหตุที่ตามไฟศพ  อธิบายตามหลักพระพุทธศาสนาว่า  มนุษย์เรานั้นมี  ๔  จำพวก
๑.     มาสว่างไปสว่าง  พวกที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนามีความเลื่อมใสนับถือ  เจริญภาวนาปฏิบัติธรรมจึงได้ชื่อว่า  มาสว่างไปสว่าง
๒.      มาสว่างไปมืด  พวกที่เกิดในพระพุทธศาสนาแต่ไม่เลื่อมใสศรัทธา  ไม่ประพฤติปฏิบัติในศีล  ไม่เลื่อมใสและไม่ปฏิบัติธรรม  พวกนั้นถือว่า มาสว่างไปมืด
๓.     มามืดไปสว่าง  คือคนที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา  ภายหลังมาเลื่อมใสศรัทธาบำเพ็ญทานศีลภวานาได้ชื่อว่ามามืดไปสว่าง
๔.     มามืดไปมืด  คือพวกที่เกิดมาจนตายก็ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา  ได้ชื่อว่ามามืดไปมืด
            ตามลัทธิฮินดู  เหตุที่ตามไฟหน้าศพเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติคนเป็นให้หาทางไปแต่ทางสว่าง  หรืออีกนัยหนึ่งเมื่อยังมีชิวิตอยู่  ธาตุทั้ง ๔  ยังอยู่พร้อม  ครั้นเมื่อตายแล้วธาตุทั้ง  ๔  ก็แยกกัน  จึงจุดไฟตามไว้
            การสวดหน้าศพ  ถือว่าเป็นเรื่องสอนคนเป็น  เพื่อจะได้พิจารณาในมาณานุสสติ
            การทำบุญหน้าศพ  ตามประเพณีจีนและมอญนั้นจะทำบุญหน้าศพทุก ๆ  วัน  นับตั้งแต่วันตายไปจนครบ  ๗  วัน  เมื่อครบ  ๗  วันแล้ว  จึงจะทำบุญอีกครั้งหนึ่งและทำไปอีก  ๗  ครั้ง  ครบ  ๕๐  วัน  แล้วหยุดไปถึง  ๑๐๐  วัน  จึงทำพิธีใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย  และพิธีกงเต็กในงานศพก็ทำเช่นกัน
            ประเพณีของคนไทย  เดิมเราไม่มีการทำบุญ  ๕๐  วัน  และ  ๑๐๐  วัน  เพราะเราจะไม่เก็บศพไว้เกิน  ๗  วันแต่การทำบุญดังกล่าวเป็นประเพณีของจีนและมอญ  เพิ่งมีทำในราชกาลที่  ๕  ครั้งงานพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์  มีการทำกงเต็ก  ถือเป็นประเพณีที่เกิดขึ้น  และมีสืบมาจนทุกวันนี้  และถือเป็นต้นแบบการทำบุญที่เรียกว่า  สัตตมวาร (ทำบุญ  ๗  วัน)  ปัญญาสมวาร  (ทำบุญ  ๕๐  วัน)  และสตมวาร  (ทำบุญ  ๑๐๐  วัน)
            ธูป  เทียน  ดอกไม้จันทน์  ธูปและเทียนนั้นสำหรับขมาศพ  ส่วนดอกไม้จันทน์คือเชื้อเพลิงสำหรับเผาศพประเพณีฮินดูนั้น  เมื่อเกิดมาต้องจุดคบเพลิง  ๑  ดวงไว้สำหรับตัวและต้องรักษาคบเพลิงนั้นไว้ตลอดชีพ เมื่อชีวิตดับใช้เพลิงนั้นเผาศพเป็นที่สุด  แต่เรารับธรรมเนียมนี้มาใช้แต่เพียงจุดเทียนกัลเม็ดเมื่อเกิด  และเมื่อตายมีเพลิงเผาศพ
            การนำศพเวียนเชิงตะกอน  โดยการเวียนซ้ายไปขวาให้ครบ  ๓  รอบ  อธิบายเป็นปริศนาธรรมได้ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง  ๓  เป็นการเตือนสติผู้ยังไม่ตาย  แต่บางท่านว่า  เวียน  ๓ รอบ ได้แก่  พระไตรลักษณ์  คือ  อนิจจํ   ทุกขํ  อนตฺตา  เกิดมาเป็นทุกข์  มีความปรวนแปร  ในที่สุดก็ตายเอาอะไรไปก็ไม่ได้  เป็นของเปล่าทั้งสิ้น  ประเพณีฮินดูผู้เป็นทายาทเท่านั้นจะเวียนเชิงตะกอน  ๓  ครั้ง  และแบกหม้อน้ำไปด้วย  ปล่อยให้น้ำหยดไปตลอดทาง  แล้วเอาหม้อกระแทกกับหัวศพให้หม้อแตก  หรืออีกนัยหนึ่ง  ให้ผู้ตายได้ร่ำลาบรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่มาร่วมงาน
            การนำน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ  เมื่อถึงเวลาจะเผาศพ  จะนำมะพร้าวผลหนึ่งกะเทาะเปลือกเตรียมไว้ต่อยเอาน้ำรดหน้าศพ  (เนื้อมะพร้าวที่หลังจากใช้น้ำล้างหน้าศพแล้วเชื่อกันว่าถ้าใครได้กินจะแก้การนอนกัดฟันได้)  เรื่องนี้อธิบายเป็นปริศนาธรรมได้ว่า  น้ำที่อยู่ในมะพร้าวมีเครื่องห่อหุ้มหลายชั้น  เป็นของสะอาดผิดกับน้ำธรรมดา  ซึ่งขุ่นระคนไปด้วยเปือกตม  เปรียบด้วยกิเลศราคะที่ดองสันดานอยู่  เมื่อเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ  หมายความว่า  ได้เอาสิ่งที่สะอาดจริง ๆ  ล้างสิ่งโสโครก  เท่ากับเอากุศลกรรม  ฉะนั้น
            ประเพณีมอญ  ก่อนเผาศพ  ทอดผ้าขาวชักมหาบังสุกุล  จะต่อยมะพร้าว  เอาน้ำราดหัวโลง  ส่วนประเพณีชวา  เวลานำศพลงหลุมจะต่อยมะพร้าวซีกหนึ่งวางไว้ทางศีรษะศพ  อีกซีกหนึ่งวางไว้ปลายเท้าศพ
            มะพร้าวนั้น  ตามคติอินเดียในมัธยมประเทศ ถือว่าเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์  เรียกว่า  ศรีผล  หรือผลไม้ที่มีสิริ  มะพร้าวเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์เมื่อจะทำพิธีใด ๆ   จะขาดมะพร้าวไม่ได้  ส่วนงานศพพวกพราหมณ์บางแห่ง  เมื่อหามศพไปถึงป่าช้าที่เผาวางพักศพลงบนแท่นที่พักศพก่อด้วยอิฐ  เรียกว่าแท่นวิศราม   นำมะพร้าว  ๔  ผล  ที่ผูกติดมากับที่หามศพต่อยให้แตก  แล้วจึงยกศพไปเผา  ตามคติของชาวฮินดูที่ว่าเวลาโยคีตายไป  วิญญาณหรืออาตมันจะออกทางขม่อม  เมื่อโยคีตนใดจะตาย  เขาจะยกเอาไปไว้ในที่โปร่ง ๆ  เพื่อให้อาตมันออกไปได้สะดวก  เวลาเผาศพ  พวกฮินดูฝ่ายเหนือ  จะเอาไม้กระทุ้งกระโหลกศพให้แตก  ในขณะที่ไฟไหม้ศพจวนจะมอด  เพื่อให้อาตมันออกไป  บางแห่งกล่าว  พวกสันยาสี (นักบวช)  เมื่อรู้ตัวว่าจะตาย  สั่งให้พวกศิษย์พยุงตนขึ้นนั่งในหลุมที่เตรียมไว้และโรย  เกลือให้ทั่ว  พอจวนสิ้นใจ  ศิษย์คนหนึ่งจะเอามะพร้าวห้าวหรือหินกระแทกศรีษะสันยาสีโดยแรง เพื่อให้ขม่อมแยกอาตมันจะได้หนีไปทางเบื้องสูง  ถ้าไม่เช่นนั้น  เวลาตายอาตมันจะออกทางทวารหนัก  ซึ่งถือว่าไม่ดี  เป็นเครื่องหมายของคนบาป  คล้ายกับเรื่องทุบกะโหลกมะพร้าวของเรา  ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเราได้คตินี้มาจากฮินดู  แต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  เพราะยังรู้สึกสมเพชเวทนาศพอยู่  จึงเปลี่ยนเป็นต่อยมะพร้าวแทน  เพื่อนำน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ  ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ  ซึ่งเชื่อกันว่า  น้ำมะพร้าวเกิดจากศรีผล  หรือผลไม้อันเป็นสิริ  จึงนำมาล้างหน้าศพเพื่อเอาเคล็ดดังกล่าว
          การปลงศพ  ตามแบบฉบับของอินเดีย  มี  ๒  แบบ
            ๑. คติทางพระพุทธศาสนา  ใช้หีบศพใส่ศพ  เมื่อเผาแล้วนำอัฐิไปบรรจุในสถูปหรือเจดีย์
            ๒. คติทางศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู  ใช้โกศใส่ศพ  เมื่อเผาแล้วนำอัฐิลอยน้ำ
            ข้อนี้ยังเป็นประเพณีของคนไทยส่วนมาก  ที่เรียกกันว่า  “ลอยอังคาร” ที่เป็นเช่นนี้เพราะได้อิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์จากขอม
            การเดินสามหาบ  หลังจากทำพิธีเผาศพแล้ว  จะมีกรรมวิธีที่ถือกันว่าเป็นประเพณีเก่าแก่  เรียกว่า  การเดินสามหาบ  คือ  การจัดทำสำรับคาวหวานหาบไปถวายพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้นจากที่ได้ทำพิธีเผาแล้ว
            แปรรูปเก็บอิฐ  เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากเผาศพแล้วจะนำอัฐิในกองฟอนมาเรียงเป็นรูปคน  โดยเก็บส่วนของกระดูกเข้าลำดับของรูปเท่าที่จะทำได้  โดยหันหัวของรูปไปทางทิศตะวันตก  สมมุติว่าตาย  แล้วนิมนต์พระมาบังสุกุลผู้ตาย  เสร็จแล้วเกลี่ยแปรรูปทำเป็นรูปใหม่ให้หันหัวไปทางตะวันออก  สมมุติว่าเกิด  และเอาเงินปลีกวางไว้บนอัฐิ  ใช้ดอกไม้โปรยและประพรมด้วยของหอม  แล้วพระจะบังสุกุลอีกครั้ง  เสร็จแล้วเก็บอัฐิบางส่วนบรรจุไว้ในสถูปหรือเจดีย์  ส่วนอัฐิและเถ้าถ่านที่เหลือนำไปลอยในแม่น้ำ  ที่เรียกกันว่า  ลอยอังคารซึ่งเป็นคติทางศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู
            การไว้ทุกข์  อาจเป็นเรื่องยุ่งยากด้วยเรื่องเกียรติยศและการถือชั้นกัน  แต่ก่อนมีทั้งนุ่งดำ  นุ่งขาว  นุ่งน้ำเงิน  และนุ่งผ้าสีนกพิราบ  บางทีมีการโกนหัว  อย่างไรก็ตามปรกติจะใช้สีดำ  แต่ถ้าเป็นคนจีน  คนในบ้านจะนุ่งขาวตลอดในวันปลงศพ  แต่ถ้าเป็นแขกจะนุ่งดำและน้ำเงินสำหรับสีน้ำเงินนี้น่าจะเกิดขึ้นในรัชกาลที่  ๖เนื่องจากข้าราชการในสมัยนั้นนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน  เมื่อไปในงานศพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติกับผู้ตาย  แต่ประสงค์จะให้เป็นเกียรติยศแก่งาน  จึงแต่งเครื่องแบบข้าราชการพลเรือนไป
            ประเพณีในการไว้ทุกข์  แต่โบราณถ้าเป็นญาติผู้ใหญ่  เช่น  บิดา  มารดา  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ก็จะไว้ทุกข์กันไม่เกินหนึ่งปี  แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป  ความจำเป็นในชีวิตปัจจุบันเปลี่ยนไป  การไว้ทุกข์จึงอยู่ที่ความพร้อมของบุตรหลาน  ซึ่งอยู่ในเกณฑ์  ๑๐๐  วัน  เป็นส่วนมาก
            การโกนหัวไว้ทุกข์  ได้รับอิทธิพลจากอินเดียในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธ-ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต  ได้มีการให้ชายและหญิงโกนผมทุกคน  เดือนละครั้ง  จนกว่าจะถวายพระเพลิงพระบรมศพ  เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทสวรรคต  ใน  พ.ศ.  ๒๓๔๖  ก็เช่นกัน  แต่มีบางเมืองยกเว้นเพื่อปิดบังไม่ให้ข้าศึกรู้เรื่องการสวรรคตเมืองที่ได้รับการยกเว้นได้แก่  เมืองตาก  กำแพงเพชรศรีสวัสดิ์  ไทรโยค  เมืองหน้าด่าน  ลำปาง  ลำพูน  แพร่  น่าน  เชียงใหม่  หลวงพระบาง  เวียนจันทน์  เมืองลาว  เมืองเขมร  ให้มีตราบอกไปให้ทราบ
            ต่อมาเมื่องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชดำริว่า  ตามโบราณราชประเพณี  เวลาพระเจ้าแผ่นดินสวรรคคต  พระบรมวงศ์  ข้าราชการและบรรดาราษฎรทั้งหลาย  ต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร  การไว้ทุกข์ด้วยวิธีการดังกล่าวนั้น  ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นส่วนมาก  จึงมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกการโกนผมตั้งแต่นั้นมา
            มีประเพณีทางภาคอีสานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบอกงานศพ  กล่าวคือจะใช้วิธีตีกลอง  ใครได้ยินก็ไปเองตามใจสมัคร  ไม่จำเป็นต้องบอก  จะบอกแต่คนที่โกรธกับผู้ตาย  เพื่อให้ไปขอขมาลาโทษเป็นครั้งสุดท้าย  แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะถือกันว่าการไปเผาศพเป็นเรื่องได้บุญ  จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ไปเผาได้ประการสำคัญหนังสือที่เจ้าภาพพิมพ์แจกในงานศพ  เป็นหนังสือที่มีผู้ประสงค์จะได้รับกันมาก  เพราะส่วนมากเรื่องที่นำมาพิมพ์นั้น หาไม่ได้ในตลาดหนังสือทั่วไป
            จารีตประเพณีที่พึงทำเมื่อกลับจากงานเผาศพ  ต้องล้างหน้า  ล้างมือ  ล้างเท้า  หรืออาบน้ำชำระร่างกายเพื่อปลดเปลื้องมลทินที่ไปเผาศพ  เพื่อล้างจัญไรที่อาจติดมาให้สะอาดหมดจดกลับเป็นมงคลอีก   ประเพณีที่ทำกันในชนบท  จะตักน้ำใส่ครุตั้งไว้หลาย ๆ  ครุ  เมื่อเสร็จจากเผาศพ  ผู้ที่มาจะวักน้ำในครุล้างหน้าและล้างศรีษะก่อนกลับบ้าน
            ในเบื้องต้น  ได้กล่าวถึง  ดอกไม้จันทน์  ธูป  เทียน  ที่เกี่ยวกับงานศพมาแล้ว  จะรวมกล่าวถึง  ดอกไม้ธูป  เทียน  ที่ใช้ในกิจกรรมอื่นเพื่อให้สมบูรณ์เพราะเป็นเรื่องใกล้กัน
            ดอกไม้  ตามคติพราหมณ์  ดอกไม้ไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นเหม็น  ไม่ให้นำมาบูชาเทพเจ้า
            ประเพณีเก่าของไทย  วันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ผู้คนจะเก็บดอกไม้มาบูชาพระพุทธรูปในวัด  ทำบุญใส่บาตรพร้อมธูปเทียน  บางครั้ง  หัวเรือซึ่งเป็นที่สิงสถิตของแม่ย่านางเรือก็ใช้ดอกไม้ประดับ  แสดงว่าดอกไม้เป็นของสูง  และของงาม  จึงใช้เป็นเครื่องประดับ  ดังนั้นประเพณีที่นำดอกไม้หรือพวงหรีด  ไปวางเป็นเครื่องเคารพ   ขมาศพ  ก็เป็นคติเดียวกัน
            ธูป  เป็นคำสันสกฤตและบาลี  แปลว่า  กลิ่นหอมเครื่องหอม  สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึงใจของมนุษย์  ด้วยเหตุนี้  จึงได้หาอุบายที่จะถวายกลิ่นหอมแก่เทวดา  แต่เดิมคงใช้กองไฟเผา  ต่อมาจึงได้นำภาชนะรองรับ  เช่น  ตะคันเผาธูป  ชาวอียิปต์และกรีกใช้ในการทำพิธี  ส่วนธูปที่เราใช้อยู่เข้าใจว่าคงได้มาจากจีน  การจุดไฟให้เกิดเป็นควันหอม  เท่ากับส่งอาณัติสัญญาณไปเมืองสวรรค์ให้เทวดาทราบ  เพื่อให้รู้ว่ามีผู้มาบูชา  เพื่อขอความช่วยเหลือ
            เทียน  มนุษย์เชื่อกันว่า  การจุดเทียนบูชาคือความสว่าง  เป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญรุ่งเรือง  และเป็นลักษณะของเทวดา  หรือพระเจ้าซึ่งเรามองไม่เห็น  และอีกอย่างหนึ่งเชื่อกันว่า  ไฟสามารถชำระล้างบาปมลทินได้  การจุดประทีปให้มีแสงสว่างเป็นเครื่องบูชานั้น  จัดเป็นมงคลในทางลัทธิศาสนา
            รวมความว่า  ดอกไม้เป็นสิ่งงดงาม  ธูปเป็นสิ่งหอมเทียนเป็นแสงสว่าง  ล้วนเป็นสิ่งดีทั้งสิ้น  ดังนั้นการให้ของทั้งสามสิ่งนี้ แสดงให้เห็นด้วยตา  เพื่อบูชาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้ที่ตนเคารพนับถือ  ท่านผู้ใหญ่กล่าวว่าผู้ให้เป็นผู้บูชา  ผู้รับเป็นผู้รับบูชา  ผู้ให้ต้องเป็นผู้น้อยผู้รับต้องเป็นผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่ด้วยทรงคุณความดีด้วยยศ  ด้วยอายุ  การนำดอกไม้  ธูป  เทียน  ไปเผาศพ  คือการไปขมาศพ  เป็นการอโหสิกรรม  ซึ่งเท่ากับเป็นการบูชาให้เกียรติผู้ตาย
            บทสรุปตรงนี้คือ  ความเชื่อถือของคนแต่ก่อนซึ่งถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา  ถ้าเอาความเห็นของคนถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา  ถ้าเอาความเห็นเป็นการเชื่อถือกัน  อย่างเหลวไหล  ไม่มีเหตุผล  ทั้งนี้เพราะเอาของใหม่ไปวัดของเก่า  ความเชื่อถือของคนในสมัยใด  ก็ย่อมต้องเป็นไปตามความต้องการของคนในสมัยนั้นเพราะจารีตประเพณีที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุผลที่ถือกันว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม  จารีตประเพณีนั้นจะเสื่อมสลายไปหรือ  ไม่อยู่ที่การแก้ไขให้เหมาะ  และแก้ไขเปลี่ยนแปลงพอกพูนกันเรื่อยมา  นับได้หลายชั่วอายุคนจนเกิดเป็นจารีตประเพณีในทุกวันนี้

ประเพณีการเกิดที่ยึดถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ประเพณีการเกิดนำมาแสดงเพียงย่อๆเท่าที่หาข้อมูลได้
 ประเพณีการเกิดหรือคลอดบุตรในล้านนามีข้อวัตรปฏิบัติที่ต้องยึดถือกันมานาน ข้อวัตรปฏิบัติเหล่านั้นไม่ค่อยจะมีการบันทึกไว้เป็นเอกสาร   แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องการเกิดเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้หญิงเพราะว่าศึกที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงในชีวิต คือ การเกิด ในสมัยก่อนนั้นวิชาการทางแพทย์ยังไม่เจริญ การเกิดแต่ละครั้งเป็นการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเลยทีเดียว ข้อยึดถือปฏิบัติของหญิงแม่มานและหลังเกิดในปัจจุบันได้เลือนหายไป แม้ในชนบทที่ห่างไกลก็มีเพียงบางอย่างที่ยังใช้ยังยึดถือกันอยู่ ซึ่งก็เพื่อความอยู่รอดของชีวิตแต่ก็ต้องยอมรับกันว่า ประเพณีการเชื่อถือเหล่านั้นก็ย่อมเหมาะสมกับความต้องการของคนในสมัยนั้น       ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามประเพณีที่เชื่อถือกันมา จะเป็นการเหลือคำหรือฝืนคติปู่ย่าตายาย ซึ่งมักทำให้เกิดเรื่องร้ายไม่สบายทั้งกายและใจ เป็นการผิดรีต (อ่านฮีด”) คือผิดจารีตประเพณีไป
ในการเตรียมตัวก่อนเกิด นั้น ตามประเพณีของทางภาคกลางมีว่า เมื่อท้องย่างเข้าเดือนที่ ๗
ทางสามีก็เริ่มจัดเตรียมฟืนไว้ใช้ในตอนอยู่ไฟ  ในล้านนาสมัยก่อนก็มีการเตรียมฟืนเหมือนกัน เพราะเรือนในสมัยนั้นทำเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว เป็นทั้งห้องนอนห้องทำงานและห้องครัวแม่ลูกหน้อยหรือหญิงหลังคลอดจึงต้องอยู่ไฟในห้องนอน เรียกการอยู่ไฟว่าอยู่เดือนไฟ ต่อมาในสมัยหลัง เมื่อแยกครัวออกจากห้องนอน การอยู่ไฟแบบผิงไฟจึงค่อยหายไป และเปลี่ยนชื่อจาก "อยู่เดือนไฟ" เป็น "อยู่เดือนเย็น" คือ ใช้ผ้าให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแทนความร้อนจากไฟ เริ่มแรกจะมีการจัดห้องสำหรับเกิดหรือการคลอด โดยด้านบนของห้องนั้นจะมีร่างแหหรือยอขึงเป็นเพดานล้อมด้วยสายสิญจ์ ติดผ้ายันต์กันผี ติดตาแหลว(เฉลว)และเชือกฅาเขียวที่ประตู ฝาตรงไหนมีรูเป็นช่องก็มีการซ่อมแซม ใต้ถุนตรงที่ทำเป็นห้องเกิด และจะใช้เป็นห้องอยู่เดือนด้วยนั้นก็จะล้อมด้วยไม้ไผ่สะด้วยหนามเล็บแมว โดยเชื่อว่าผีกลัว
เรื่องการสะด้วยหนามก็เพื่อป้องกันผีเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผีปอบ ทางเหนือเรียกผีปอบว่า ผีกละ (อ่านผีก๋ะ”) ผีกละชอบมากเมื่อมีการเกิดลูก เพราะชอบของสดของคาว เช่นเดียวกับผีกระสือที่ชอบกินของสดคาวเหมือนกัน โดยเฉพาะชอบกินเลือดในหัวใจของเด็กทารกที่เกิดใหม่  ถ้าไม่ระวังให้ดี มันจะมากล่อมผู้เป็นแม่ให้หลับ แล้วบีบคอทารกให้ตายจึงดูดเลือดกิน ถ้ามิได้สะหนามไว้ใต้ถุนห้องที่เกิดและอยู่เดือน ผีกละที่มีอายุแก่กล้าจะแปลงตัวเป็นม้าเรียกกันว่า ผีม้าบ้อง ซึ่งจะมาวิ่งชนเสาหรือเสียดสีเสาใต้ถุน ถ้าสะด้วยหนามเล็บแมวไว้แล้ว ผีกละจะกลัวไม่กล้าเข้าใกล้  ส่วนแหหรือยอนั้นถือมีตามากกว่าตาของผีและ ตาก็เล็กกว่าด้วย ตาผีจึงลอดเข้าไปทำอันตรายไม่ได้
เมื่อถึงกำหนดเดือนมาทันกำหนดวันมารอด แม่มานจะเริ่มเจ็บท้อง เมื่อคนในบ้านรู้จะรีบช่วยกันจัดเตรียมห้อง  เปิดช่องเปิดหีบเปิดตู้ ไขกุญแจถอดกลอน แล้วจึงม้วนที่นอน สำหรับไว้นั่งพิงเวลาคลอด บางแห่งทำราวหรือแขวนเชือกไว้เป็นที่จับ  จากนั้นจึงไปบอกแม่ช่างให้รับทราบแล้วเชิญมา  ในช่วงนี้ใครจะไปยืนประตูหรือคาบันใดไม่ได้ คงเพื่อคงต้องการให้เป็นเคล็ดว่าจะได้เกิดง่ายไม่ค้างคา  แม้แต่การพูดก็ไม่ให้พูดไปในทำนองว่าเกิดยากคลอดยากค้างคา อะไรอย่างนี้ ห้ามหญิงมีครรภ์เข้าเยี่ยมตอนนี้ เพราะเคล็ดเขามีว่าเด็กในท้องจะอายกันแล้วจะไม่ยอมคลอด อีกอย่าง หากสามีเคยได้ฝังเสาฝังหลักตอกตะปู ก็ให้รีบไปถอนออก ทั้งนี้อาจก็ต้องพึ่งพาหมอให้ช่วยเสกคาถาบทที่ชื่อว่าคาถาเสดาะ คาถาที่ใช้เสดาะ ช่วยคนให้เกิดลูกง่ายหรือเสดาะก้างที่ค้างคอนี้นั้น มักจะเป็นคำที่กระโดกกระเดกสัปดน หมอท่องมนต์ก็ท่องบ่นให้เสียงดัง คนที่ได้ยินแล้วก็มักอดที่จะขำไม่ได้  หมอท่องมนต์ไปแล้วเสกน้ำให้แม่มานกินสักอึกสองอึก แล้วจึงใช้น้ำมนต์แก้วลูบท้องของแม่มานตั้งแต่อกลงไปถึงสะดือโดยให้ลูบรวดเดียวจากบนลงล่าง ห้ามหยุดระหว่างกึ่งกลาง

คาถาที่ใช้นิยมมากคือคาถาอังคุลิมาลหรือองคุลีมาล
 ที่ว่า
ยโตหํ ภคินี อริยาย ชาติยาชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปานํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส"
บางราย อาจจะข่ม คือเสกคาถาแล้วกุมที่ศีรษะแม่มาน บ้างก็อาจเสกคาถาสะเดาะ และบางรายอาจให้ดื่มน้ำล้างเท้าของสามีเมื่อคลอดยาก นอกจากนี้ ก็ให้คลอดตามทิศ เช่น หันศีรษะของแม่ไปทางทิศเหนือ บ้างก็หันไปทางทิศตะวันออก และบ้างก็หันหัวไปทางประตู โดยเชื่อว่าจะทำให้คลอดง่ายขึ้น ทั้งนี้ ในห้องที่คลอดนั้น นอกจากมารดาแล้วก็จะมีเพียงแม่ช่างและญาติสนิทบางคนเท่านั้น
เมื่อยามเกิด ตอนเด็กหลุดออกมาถึงพื้นเรียกกันว่าตกฟาก  เวลายามที่เกิดนี้ก็ต้องจดจำไว้ให้ดี ถ้าเป็นกลางวันก็จะดูพระอาทิตย์ว่าเป็นกี่โมงกี่ยาม  ถ้าเป็นกลางคืนก็จะกำหนดเอาการขันของไก่  เมื่อจดจำไว้ดีแล้ววันต่อมาจึงไปหาพระหรือผู้รู้ให้เขียนชะตาวันเดือนปีที่เกิดลงในใบลานหรือใบตาลที่เรียกว่าใบชาตา แล้วจะเก็บใส่กระบอกไม้ไว้เพื่อดูได้ในภายหลัง
เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้วผู้ที่คอยช่วยแม่ช่างก็ต้องคอยกดท้องแม่มานไว้ให้ดีเพื่อป้องกันรกบิน ถ้าดูเหมือนว่ารกจะขึ้นสูงแม่ช่างจะใช้ไม้คานขวางกดตรงลิ้นปี่ไว้เพื่อไม่ให้รกบินขึ้น เพราะกลัวกันมาก ว่า รกจะขึ้นปิดลิ้นหัวใจทำให้แม่หายใจไม่ออกและทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าหากรกไม่ออก ท่านให้เอาใบพลูมาม้วนแล้ว แหย่หมุนในคอผู้เป็นแม่ ถ้าแม่อาเจียนแล้วรกจะออก  ถ้ายังไม่ออกให้เอาหมอนถูหลังไปมารกจะออก  ถ้ายังไม่ออกอีก ให้ใช้มือกด ๒ ข้าง และถึงขนาดนี้แล้วรกยังไม่ออก ก็จำต้องไปหาพ่อเลี้ยงคือหมอเสกคาถาเสดาะเสกน้ำให้กิน  ถ้ารกยังไม่ออกแม่ช่างจะยังไม่ตัดสายสะดือเพราะกลัวว่าว่าสายรกจะหลุดเข้าข้างใน ซึ่งผู้เป็นแม่จะเป็นอันตรายถึงตายเพราะรกขึ้นไปปิดหัวใจ  สายรกซึ่งทางล้านนาเรียกว่า "สายแห่" อาจทำนายอนาคตของเด็กด้วย หากเด็กเกิดมาเป็นชายและมีสายแห่คล้องคออยู่ขณะคลอดออกมานั้น ทายกันว่าจะได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา
เมื่อคลอดออกมาแล้วแม่ช่างก็จะอุ้มเด็กพร้อมกับล้วงปากเอาน้ำเมือกออกจากคอให้หมด ถ้าล้วงน้ำเมือกออกไม่หมด กล่าวกันว่าเมื่อเด็กโตขึ้นจะพูดเสียงแหบเครือไม่กังวานและจะทำให้เกิดเป็นหืดหอบได้ง่าย เมื่อล้วงน้ำเมือกออก ถ้าเด็กยังไม่ร้อง ก็ต้องพยายามหาทางให้เด็กร้องให้ได้ โดยใช้มือตีที่ก้นหรือใช้กระด้งพัด  ถ้ายังไม่ร้องใช้เหล็กเผาไฟนาบที่รกเพื่อความร้อนจะได้ผ่านไปถึงเด็ก
เด็กจะร้อง  แต่ถ้าไม่ร้องจริง ๆ เด็กนั้นไม่ค่อยจะมีชีวิตรอด เมื่อล้วงปากเด็กร้องไห้แล้ว เอาผ้าห่อเด็กไว้ก่อน หลังจากนั้นเมื่อรกออกมาแล้วก็เป็นที่เบาใจ แม่ก็ต้องนอนพักผ่อนเพราะเพลียจากการเกิด ปล่อยให้แม่ช่างจัดการกับรกและสายสะดือเด็กต่อไป
เมื่อเด็กออกมาแล้ว ก่อนอื่นต้องผูกสายสะดือด้วยด้ายดำ วิธีการผูกสายสะดือนี้ถือเป็นสำคัญมากแม่ช่างต้องรูดเลือดในสายรกให้ไหลไปทางสะดือเด็ก   หากไม่ทำเช่นนี้ โบราณว่าจะทำให้เด็กเป็นโรคโลหิตจางได้เมื่อโตขึ้น  ในสายรกจะมีปมเล็ก ๆ ขนาดเท่าเม็ดพุทรา ถ้ามีจำนวนกี่ปมก็ทายได้ว่าผู้ที่เป็นแม่จะมีลูกตามจำนวนของปมนั้น ซึ่งแม่แต่ละคนจะมีปมนี้ไม่เท่ากัน ก่อนที่จะผูกก็ต้องรูดปมเหล่านี้ไปทางรกโดยรูดจนที่กะจะผูกฝ้ายนั้นแฟบแล้วจึงผูกให้แน่น  โดยผูกเป็น  ๒ เปลาะ แล้วจึงตัดตรงกลาง การตัดก็ต้องมีระยะที่กำหนดไว้เช่นกัน กล่าวกันว่าถ้าตัดสั้นเกินไป เมื่อเด็กโตขึ้นจะเป็นคนใจร้อนใจด่วนโกรธ
การตัดสายสะดือ นั้นให้ใช้ผิวไม้เรี้ย (อ่านไม้เฮี้ย”)คือไม้ซาง ถ้าในเตาไฟมีกระบอกไม้เรี้ยที่ใช้เป่าไฟให้ลุก ก็จะถากเอาผิวของกระบอกเป่าไฟ ที่เห็นว่าดีก็คงเพราะถูกความร้อนบ่อย เป็นการฆ่าเชื้อ เมื่อตัดสายรกแล้ว ก็จะนำเด็กไปอาบน้ำอุ่น โดยแม่ช่างจะเอาเด็กนอนบนหน้าแข้งที่เหยียดออกไป หันเอาหัวเด็กไปทางปลายเท้า แล้วจึงชำระล้าง การอาบน้ำอุ่นครั้งแรกนี้ เป็นการชำระเอาคราบไขหรือน้ำคร่ำที่ติดทารกออกมา บางท่านว่าให้ทาน้ำมันมะพร้าวด้วยเพื่อช่วยให้ไขมันออกง่าย มีการดัดแขนดัดขาเด็กให้ตรงให้สวย  ถ้าดัดในตอนที่เด็กยังอายุน้อยเช่นนี้จะช่วยให้แข้งขาไม่โก่ง และจะมีการจับจมูกเด็กให้แหลมจมูกจะได้ไม่แฟบไปด้วย คืออาบน้ำเมื่อใดก็จะ ตบแต่งแข้งขาจมูกเด็กไปด้วย ทั้งนี้ การอาบน้ำแม้กระทั่งป้อนข้าวก็กระทำบนหน้าแข้ง คงเห็นว่าแอ่งระหว่างสันหน้าแข้งนั้นจะช่วยประคองเด็กได้ดี
เมื่ออาบน้ำเสร็จก็จะเอาผ้าสะอาดห่อหุ้มเด็กแล้วนำไปวางไว้ข้าง ๆ แม่ เพื่อลองให้ดูดนมแม่ แล้วนำเด็กวางไว้ในกระด้ง ใช้ผ้าห่มขดเป็นวงรอบขอบกระด้งข้างบนจะเหลือเป็นช่องนิดเดียว  และปิดด้านบนด้วยผ้าขาวบางหรือเศษมุ้ง บางครั้งก็ใช้ร่างแหหรือยอปิดทับข้างบน เป็นการป้องกันผี
เมื่ออาบน้ำเด็กเสร็จแล้ว จะนำเด็กห่อผ้าใส่กระด้งไปขายละอ่อนที่หัวบันได โดยไปร่อนกระด้งเบา ๆ แล้วกระทืบเท้าสองสามครั้ง วางเด็กไว้แล้วว่า “คันเปนลูกผีทังหลาย เปนลูกผีจอมปลวก ผีบวกฅวาย ค็หื้อมาเอาเน่อ แล้วคนที่พูดนั้นหรือญาติก็จะรีบพูดต่อว่า ละอ่อนนี้เปนลูกข้า ข้าจะเอา แล้วจึงยกกระด้งเขาสู่ ในห้องเรือนที่จัดไว้  คนที่รับเอาเด็กนี้เรียกว่าแม่รับ (อ่านแม่ฮับ”)
หลังจากพิธีขายละอ่อน แล้วก็จะเป็นการอุ้กละอ่อน คือการบ่มผิวทารก โดยจัดทารกอ่อนให ้นอนในกระด้ง รวบผ้าห่มตามยาวแล้วเอาวงรอบขอบกระด้ง โดยวงให้เล็กด้านบนแล้วใช้ผ้าโปร่งปิดเพื่อกันแมลงการทำอย่างนี้ เพื่อต้องการอุ้กละอ่อน คือบ่มผิวทารกและทำให้ทารกอบอุ่น เมื่อหลายวันเข้า หนังในท้อง คือ ผิวหนังของเด็กที่เจริญจากในครรภ์จะลอกออก เมื่อลอกหนังสีแดงออกเป็นหนังสีขาวแล้ว เชื่อว่าผิวหนังเด็กจะดี ถ้าไม่ทำการอุ้กตัวดังกล่าว เมื่อโตขึ้นเด็กมักจะเป็นโรคผิวหนังหรือผิวไม่สวย
เมื่อจัดการให้เด็กคลอดและตัดสายสะดือ ตลอดจนอาบน้ำทารกเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายแม่ช่างจะล้าง
ความสะอาดรก ถ้ารกไม่สะอาดแล้วเด็กเจ้าของรกจะเกิดเม็ดผดผื่นคันเนื้อตัวก็ดูไม่ค่อยสะอาดไปด้วย  เมื่อล้าง ให้สะอาดดีแล้วจะใช้ใบตอง ตรงส่วนหางที่เรียกว่าหางตองมาห่อรก ท่านให้ใช้เข็มเย็บผ้าปักลงไปบนห่อรกด้วย เพื่อว่าต่อไปในภายภาคหน้าเด็กจะได้มีความฉลาดมีปัญญาเฉียบแหลมเหมือนดังกับเข็ม  ผู้เป็นพ่อของเด็กจะ เป็นผู้ฝังรก  จะไม่นิยมนำรกไปฝังโคนต้นไม้เพราะเชื่อว่าเมื่อเด็กโตขึ้นอยู่ในวัยกำลังซน เด็กจะชอบปีนต้นไม้ จึงนิยมเอารกไปฝังใต้บันไดบ้าน เชื่อว่าเพื่อให้เด็กอยู่กับบ้านกับเรือน ตอนที่พ่อจับห่อรกเพื่อนำไปฝังนั้น มีเคล็ดว่าให้ใช้มือขวาถือห่อรกเพื่อเด็กจะได้ถนัดมือขวา ถ้าใช้มือซ้ายจับ เด็กจะเป็นคนถนัดมือซ้าย
ส่วนสายสะดือที่ติดอยู่กับตัวเด็ก เมื่อถึงกำหนดก็จะหลุดออก พ่อแม่จะนำไปตากแห้งแล้วห่อผ้าขาวเก็บไว้ เมื่อมีพี่มีน้องด้วยกันหลายคน จะนำเอาสายสะดือรวมกันแช่น้ำหรือฝนกับน้ำให้ลูกทุกคนดื่ม เชื่อว่าพี่น้องจะรักกันไม่ทะเลาะกัน มีกิจการงานสิ่งใดจะคอยช่วยเหลือกันเสมอ
เมื่อเด็กเกิดมาใหม่นั้น แม่บางคนยังไม่มีน้ำนมสำหรับเลี้ยงทารก สิ่งแรกที่เด็กกินคือ ขี้แมงสาบคั่วแล้วนำมาละลายน้ำให้เด็กกิน ขี้แมงสาบคั่วนี้ถือเป็นยาสำหรับขับขี้เทาของเด็ก บางแห่งใช้น้ำผึ้งผสมน้ำแล้วใช้ผ้าสะอาดจุ่มไว้ให้เด็กดูดกิน หากการเกิดจากท้องนี้เป็นท้องหัวสาวหรือลูกคนแรก นมแม่อาจจะบอดคือน้ำนมไม่ไหล ต้องทำไม ้อย่างไม้ตับปิ้งปลามาหนีบที่หัวนมแม่สองสามครั้ง เอาเคล็ดให้หัวนมแตกออก ถ้าเด็กเกิดมาหลายวันแล้ว ยังไม่มีน้ำนม ก็ต้องอุ้มเด็กไปหาหญิงที่เกิดในช่วงเดียวกัน หรือไปขอให้ผู้หญิงนั้นมาที่บ้านเพื่อช่วยให้นมแก่ลูกน้อย แต่โดยมากหญิงทั่วไปไม่มีใครรังเกียจที่จะให้เด็กดื่มนมร่วมกัน
เมื่อไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำนมเลี้ยงลูกหรือไม่ก็ต้องหาสมุนไพรหรือสิ่งที่เชื่อกันว่าบำรุงนมมาให้แม่กิน ตำราหนึ่งกล่าวว่า หลังจากที่เกิดลูกแล้วสัก ๒ วัน ให้เอาหัวปลีกล้วยมาต้มกิน อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ขั้วขนุนที่เขาปลิดลูกไปแล้ว นำมาต้มกินน้ำ จะทำให้มีน้ำนมให้ลูกกินอย่างอุดมสมบูรณ์
เมื่อมีน้ำนม  น้ำนมแรกจะมีสีเหลืองเชื่อกันว่าเป็นน้ำนมเสีย จะบีบทิ้งก่อนจนเห็นเป็นสีขาวแล้วจึงให้ลูกดูด สมัยก่อนเมื่อคลอดได้ ๖-๗ วันก็จะให้อาหารแก่ทารกแล้ว โดยเริ่มให้กล้วยน้ำว้าบดเสียก่อนแล้วจึงผสมข้าวลงไปด้วย เชื่อกันว่าที่เด็กร้องไห้บ่อยนั้นเป็นเพราะเด็กหิว จึงต้องให้อาหารเพื่อเด็กจะได้หลับนาน ๆ
หากเด็กตายในระยะหลังคลอดหรือในระยะที่ยังเป็นทารก เชื่อว่าเด็กที่ตายในช่วงนี้จะเกิดใหม่ ได้เร็ว ก่อนที่จะนำศพไปฝัง พ่อแม่จะร้องไห้แล้วบอกกับศพเด็กให้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกันอีก พร้อมนั้นก็จะทำเครื่องหมายไว้ อาจจะใช้ปูนแดงหรือมินหม้อป้ายก้นเด็กให้เป็นเครื่องสังเกต  เมื่อมีลูกคนต่อไปถ้ามีปานดำหรือปานแดงติดก้นตามตำแหน่งที่ป้ายไว้นั้น ก็เชื่อว่าเป็นลูกคนก่อนมาเกิดใหม่
 อีกอย่างหนึ่งที่ควรศึกษา คือ
การตั้งท้อง
ระยะตั้งท้องผู้เป็นแม่ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ทำให้เกิดความเชื่อถือหลายอย่าง เช่น
ให้นำดอกบัวที่บูชาพระมาต้มกินจะทำให้เด็กในท้องแข็งแรง เวลามีสุริยคราสหรือจันทรคราสให้
เอาเข็มมากลัดที่ชายผ้า จะทำให้เด็กเกิดมาอาการครบ ๓๒ และให้นั่งถัดบันไดจะทำให้คลอดง่าย 
การคลอดและการทำขวัญเด็ก

การคลอดลูกนั้น เวลาคลอดจะเรียกว่า "เวลาตกฟาก" ซึ่งตามปกติพ่อแม่เด็กจะจดเวลา
วัน เดือน ปี เอาไว้ดูดวงชะตา หลังจากคลอดแล้วแม่เด็กจะต้องอยู่ไฟ คือการย่างตัวให้มดลูกเข้า
อู่เป็นการรักษาพิษบาดแผลให้หายเร็ว การอยู่ไฟนี้จะใช้ขมิ้นกับปูนกินหมากผสมกัน ทาบริเวณ
ท้องของแม่เด็ก แล้วนั่งใกล้ๆ กองไฟที่ใส่ฟืนไว้ใช้ไพล ขมิ้น ใบระนาด ผิวมะกรูดตากแห้งหั่นให้
ละเอียดโรยในกองไฟให้ควันฟุ้งใส่แม่เด็ก ใช้เวลาประมาณ ๑ -๓ สัปดาห์ต้องงดอาหารแสลง 
การทำขวัญ มีทั้งขวัญ ๓ วันและขวัญเดือน ให้จัดทำบายศรีปากชาม และมีเครื่องบัตรพลี
สำหรับสังเวยพระภูมิเจ้าที่ มีปลาช่อนต้มยำหนึ่งตัว มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล กล้วยหนึ่งหวี ขนมต้มแดง
ขนมต้มขาว และขนมอื่น ๆ ดอกไม้ธูปเทียน เครื่องที่ใช้ทำขวัญมีแป้งหอม น้ำมันหอม กระแจะมา
จุนเจิมข้าวสารบรรจุลงในขัน สำหรับปักเทียนสามเล่ม เสร็จพิธีเอาด้ายสายสิญจน์มาเสกผูกข้อมือ
เด็กทั้ง ๒ ข้าง "ผูกขวัญ"
ทำขวัญเดือน หรือโกนผมไฟ ต้องทำบัตรพลี (เครื่องเซนสังเวย) พระภูมิเจ้าที่เมื่อโกน
ผมแล้วให้เหลือไว้หย่อม หย่อมหนึ่งที่ตรงกลางขม่อม เข้าใจว่าเด็กนั้นขม่อมยังบางอยู่ ผมที่โกน
แล้วบรรจุลงในกระทงมีใบบัวหรือใบบอนรองก้น แล้ววางไว้บนพานจากนั้นนำไปลอยน้ำหรือเอาไป
ทิ้งแล้วแต่สะดวก ผู้ที่เอาไปลอยต้องพูดว่าขอให้อยู่เย็นเป็นสุข


วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีการลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทง, เทศกาลลอยกระทงวันลอยกระทง
    
ประวัติความเป็นมา

          คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้
1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล  
   
ประวัติการลอยกระทงในเมืองไทย 

          
การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือ ลอยโคมเป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา
   
การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท 

          รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่ไปปรากฏอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ คือ ครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐานรอบพระพุทธบาทไว้ที่หาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เพื่อให้บรรดานาคทั้งหลายได้สักการะ บูชา
การลอยกระทงที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ยังมีอีก 2 เรื่อง คือ
 1. การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ และ
 2. การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก
    
ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี 

           เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลากลางคืนด้วยม้ากัณฐกะ พร้อมนายฉันทะมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ครั้นรุ่งอรุณก็ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที เจ้าชายทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี
เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด ตรัสให้นายฉันทะนำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร ทรงตั้งพระทัยปรารภจะบรรพชา โดยเปล่งวาจา "สาธุ โข ปพฺพชฺชา" แล้ว จึงทรงจับพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ตัดพระเมาลี แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ได้นำผอบทองมารองรับพระเมาลีไว้ และนำไปบรรจุยังพระจุฬามณีเจดียสถานในเทวโลก
พระจุฬามณีตามปกติมีเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำแม้พระศรีอริยเมตไตรยเทวโพธิสัตว์ซึ่งในอนาคต จะมาจุติบนโลกและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งก็ยังเสด็จมาไหว้ การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี จึงถือเป็นการไหว้บูชาพระศรีอริยไตรยด้วย
   
ตำนานการลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก

           เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยพระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดยทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้งจำพรรษาจนครบ 3 เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์ เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพุทธประสงค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำหรับเทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ
ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำ การสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้ จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)

การลอยกระทง เพื่อบูชาพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ 

          ยังมีพิธีการลอยกระทงตามคติพราหมณ์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า คือ พระนารายณ์ที่บรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 หรือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เป็น 2 ระยะ จะทำในกำหนดใดก็ได้
   
ตำนานการลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม 

          นิทานต้นเหตุเกี่ยวกับอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นนิทานชาวบ้าน กล่าวถึงเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ มีกาเผือกสองตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นไม้ในป่าหิมพานต์ใกล้ฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งกาตัวผู้ออกไปกากินแล้วหลงทานกลับรังไม่ได้ ปล่อยให้นางกาตัวเมียซึ่งกกไข่อยู่ 5 ฟองรอด้วยความกระวนกระวายใจ จนมีพายุใหญ่พัดรังกระจัดกระจาย ฟองไข่ตกลงน้ำ แม่กาถูกลมพัดไปทางหนึ่ง 
          เมื่อแม่กาย้อนกลับมามีรังไม่พบฟองไข่ จึงร้องไห้จนขาดใจตาย ไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมอยู่ในพรหมโลก ฟองไข่ทั้ง 5 นั้นลอยน้ำไปในสถานที่ต่างๆ บรรดาแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โคและแม่ราชสีห์ มาพบเข้า จึงนำไปรักษาไว้ตัวละ 1 ฟอง ครั้งถึงกำหนดฟักกลับกลายเป็นมนุษย์ทั้งหมดไม่มีฟองไหนเกิดมาเป็นลูกกาตามชาติกำเนิดเลย กุมารทั้ง 5 ต่างเห็นโทษภัยในการเป็นฆราวาสและเห็นอานิสงส์ในการบรรพชา จึงลามารดาเลี้ยงไปบวชเป็นฤาษีทั้ง 5 ได้มีโอกาสพบปะกันและถามถึงนามวงศ์และมารดาของกันและกัน จึงทราบว่าเป็นพี่น้องกัน ฤาษีทั้ง 5 มีนามดังนี้
          คนแรก ชื่อ กกุสันโธ (วงศ์ไก่)
          คนที่สอง ชื่อ โกนาคมโน (วงศ์นาค)
          คนที่สาม ชื่อ กัสสโป (วงศ์เต่า)
          คนที่สี่ ชื่อ โคตโม (วงศ์โค)
          คนที่ห้า ชื่อ เมตเตยโย (วงศ์ราชสีห์)
          ต่างตั้งจิตอธิษฐาน ว่าถ้าต่อไปจะได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ร้อนไปถึงมารดา ด้วยแรงอธิษฐาน ท้าวพกาพรหมจึงเสด็จมาจากเทวโลก จำแลงองค์เป็นกาเผือก แล้วเล่าเรื่องราวแต่ทนหลังให้ฟัง พร้อมบอกว่าถ้าคิดถึงมารดา เมื่อถึงเพ็ญเดือน 11 เดือน 12 ให้เอาด้ายดิบผูกไม้ตีนกา ปักธูปเทียนบูชาลอยกระทงในแม่น้ำ ทำอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงมารดา แล้วท้าวพกาพรหมก็ลากลับไป
          ตั้งแต่นั้นมา จึงมีการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม แล้วเพื่อบูชารอยพระบาท ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ส่วนฤาษีทั้ง 5 ต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้
          ฤาษีองค์แรก กกุสันโธ ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกกุสันโธ
          ฤาษีองค์ที่สอง โกนาคมโน ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคมน์
          ฤาษีองค์ที่สาม กัสสโป ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสปะ
          ฤาษีองค์ที่สี่ โคตโม ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม
          ฤาษีองค์ที่ห้า เมตเตยโย ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย
พระพุทธเจ้า 3 พระองค์แรก ได้มาบังเกิดบนโลกแล้วในอดีตกาล พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดบนโลกในอนาคต ได้แก่ พระศรีอาริยเมตไตรย
    
ตำนานการลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตต์ 

          การลอยกระทงเพื่อบุชาพระอุปคุตต์นี้ เป็นประเพณีของชาวเหนือและชาวพม่า พระอุปคุตต์เป็นพระอรหันต์เถระหลังสมัยพุทธกาล โดยมีตำนานความเป็นมาดังนี้
เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้โปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป มหาวิหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ "อโศการาม" ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ หลังจากที่สร้างพระสถูปเจดีย์ถึง 84,000 องค์สำเร็จแล้ว พระเจ้าอโศกทรงมีพระราชประสงค์จะนำพระบรมสารีริกธาตุของสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปบรรจุในในพระสถูปต่างๆ และบรรจุในพระมหาสถูปองค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ และประดับประดาด้วยแก้วต่างๆ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้ปาฎลีบุตร อีกทั้งต้องการให้มีการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วันแต่ด้วยเกรงว่าพญามารจะมาทำลายพิธีฉลอง มีเพียงพระอุปคุตต์ที่ไปจำศีลอยู่ในสะดือทะเลเพียงท่านเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถปราบพญามารได้ เมื่อพระอุปคุตต์ปราบพญามารจนสำนึกตัวหันมายึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว พระอุปคุตต์จึงลงไปจำศีลอยู่ในสะดือทะเลตามเดิมพระอุปคุตต์นี้ไทยเรียกว่า พระบัวเข็ม ชาวไทยเหนือหรือชาวอีสานและชาวพม่านับถือพระอุปคุตต์มาก ชาวพม่าไม่ว่าจะมีงานอะไรเป็นต้องนิมนต์มาเช้าพิธีด้วยเสมอ ไทยเราใช้บูชาในพิธีขอฝนหรือพิธีมงคล ฯลฯ

ภาพเกี่ยวกับกระบวนการเกิดทุกข์ตามกระแสของปฏิจจสมุปบาท